"โอ้โห... ส่องเป็นกหงส์หยกเลยนะ" ฉันที่เข้าไปเห็นสภาพผู้ชายร่างผอมแต่ยังคงมีโครงร่างใหญ่แบบผู้ชายอยู่ นั่งส่องกระจก ก็อดแซวไม่ได้
"กูว่าหล่อแล้วแหละ" ฉันพยายามพูดแบบปกติ
กายที่หันไปหาต้นเสียง เมื่อเห็นแพรวก็ดีใจจนแทบโดดลงจากเตียงเพื่อเดินเข้าไปหา แพรวเลยรีบวิ่งเข้ามารับกายไว้ก่อนที่กายจะลงจากเตียง
"มึงนี่ เขายิ่งบอกให้ช้าๆ มึงจะรีบไปไหน"
"ก็กำลังจะไปหามึง..." พอฉันได้ยินที่กายพูดฉันอดเอ็นดูผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ คนที่ดีใจทุกครั้งที่เห็นฉัน หัวเราะทุกครั้งที่ได้แกล้งฉัน เป็ห่วงทุกครั้งที่รู้ว่าฉันอยู่ในอันตราย "มึงดีขึ้นแล้วเหรอ" ฉันพยักหน้าแทนคำพูด ว่าแล้วกายก็ใช้สายตาสำรวจร่างกายฉันว่าฉันหายแล้วจริง พร้อมเอามือมาจับหน้าผากเพื่อดูว่ายังมีไข้อยู่ไหม "โอ๊ย กูหายแล้วแค่เป็ไข้น่ะมึง ไม่หนักเท่ามึงหรอก" ประโยคสุดท้ายน้ำเสียงฉันเบาลง
"มึงรู้หมดแล้วสิ ว่ากูป่วย" คนพูดก้มหน้า
"..." ตอนนี้ฉันได้แต่มองคนตรงหน้าแล้วปวดใจจนแทบร้องไห้ออกมาแต่ต้องกลั้นเอาไว้ เจ็บมากไหมนะกาย ทรมานมากไหมกับโรคที่เป็อยู่ มีหลายอย่างที่อยากจะพูดแต่พูดไม่ออก ถ้าเป็ไปได้แพรวก็อยากแบ่งมันมาสักครึ่งหนึ่ง
"โกรธกูเหรอ ที่กูหลอกมึง"
"..." ฉันส่ายหัว แล้วได้แต่มองเข้าไปในตาของผู้ชายที่กำลังพูดกับฉัน
"กูขอโทษ..."
"จะขอโทษทำไม" อดทนไว้แพรวอย่าร้องออกมาตอนนี้นะ
"ที่แพรวป่วยก็เพราะกาย" ฉันว่าเราสองคนต่อแต่นี้ต้องมาตกลงสรรพนามเรียกกันใหม่แล้วล่ะกาย
"ดีสิ จะได้รู้ความจริงไง ถ้าไม่ป่วยคงไม่มีทางได้รู้ว่าเป็อะไรกันแน่" ฉันพยายามควบคุมน้ำเสียงแต่ดูเหมือนน้ำเสียงที่เรียบเฉยของฉัน ไปทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจว่าฉันโกรธเขาอยู่ กายเอามือมาจับมือฉัน แล้วเอาไปแนบหน้าตัวเอง ฉันััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ และน้ำตาที่ไหลลงมาโดนมือของฉัน ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับโดนเข็มนับพันเล่มแท่งมาที่หัวใจ ทำไมปวดใจแบบนี้นะ
"..." ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แพรวแกไม่ควรร้องไห้ต่อหน้าคนที่กำลังป่วยนะ กายนิ่งไปสักพักก่อนที่จะเริ่มสะอื้นออกมา
"กูกลัว..." กายปล่อยโฮออกมาก่อนฉันอีก โธ่ เด็กน้อยสามขวบของฉัน ตอนนี้น้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้มฉันเหมือนกัน
"..."
"กูยังไม่อยากตาย" ฉันพยายามเงยหน้าขึ้นมองเพดานเพื่อหวังให้น้ำตาไหลกลับลงไปแต่ก็ไม่เป็ผล กายยังคงกอดแขนฉันแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กน้อย ฉันเลยดึงตัวของกายมากอดไว้ ฉันเอามือลูบหลังกายเบาๆ และกระซิบบอกว่า "แพรวอยู่นี่แล้วไง ไม่ต้องกลัวนะ" ขณะที่ฉันใช้มือเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย น้ำตาของฉันก็ไหลอาบแก้มไม่แพ้กัน ฉันพยายามปาดน้ำตาและคุมเสียงไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดของฉันตอนนี้้ากำลังใจเป็ที่สุด ฉันต้องลุกขึ้นมาเข้มแข็งและดูแลคนในอ้อมกอดนี้ให้ได้
กายเช็ดน้ำตาตัวเองพร้อมกับผละออกจากอกของฉัน "แล้วมึงหายดีแล้วแน่นะ" ฉันกลืนน้ำลายอยากยากลำบาก พยายามข่มตัวเองเต็มที่ไม่ให้กายรู้ว่าเราเองก็อยู่ในอารมณ์ที่อ่อนแอ เราเองก็กลัวว่ากายจะจากไปมากขนาดไหน
"อื้อ"
"วันนี้ดูพูดน้อยๆ นะ"
"แล้วสถานการณ์มันน่าพูดเยอะหรือไง" ฉันเริ่มต่อปากต่อคำ
กายขยับตัวนั่งให้ดีแล้วทำหน้าสงสัยก่อนจะถามว่า
"เมื่อกี้กูถามพยาบาลไปว่ากูหล่อไหม" ฉันพยายามทำความเข้าใจกับประโยคของกาย นี่คือเปลี่ยนเื่พูดแล้วเหรอ ฉันปรับอารมณ์ตามไม่ทันแล้วนะ
"แล้วเขาว่าหล่อไหมล่ะ"
กายส่ายหัว โธ่~ ยังจะมาห่วงหล่ออีกพ่อคุณ พยาบาลคนไหนมาว่ากายไม่หล่อเดี๋ยวแม่เรียกมาปรับทัศนคติซะเลย
"คนไหนว่ามึงไม่หล่อ เดี๋ยวกูจัดการให้"
"เปล่า เขาแค่บอกว่า ถ้าตีกระจกให้แตกทุกบาน ก็คงหล่อค่ะ มันแปลว่าอะไรวะ"
"อะไรนะ!!! ฮ่าๆๆๆ มึงติดใจเื่นี้เนี่ยนะ" โอ๊ย...เขาว่าให้ยังไม่รู้อีก
"มันแปลว่าอะไร"
"อย่ารู้เลย"
"กูอยากรู้ มึงบอกกูหน่อยนะ" แล้วกายก็เขย่าตัวฉันเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่้าคำตอบให้ได้
"ก็หมายความว่า ไม่หล่อไง ถ้าตีกระจกให้แตกทุกบาน ก็แสดงว่าถ้าไม่มีกระจกส่องมึงก็จะหล่อเพราะมึงไม่เห็นตัวเองไง ดังนั้นถ้ามีกระจกให้ส่องมึงก็จะไม่หล่อทันที" กายขมวดคิ้ว สถานการณ์ตอนนี้คลายความตึงเครียดได้เล็กน้อย
"เอาเถอะเลิกสนใจคนอื่นได้แล้ว" กายจับมือฉันเอาไว้ “สนใจเื่ของเราดีกว่า” ทำไมถึงได้กลับเข้าเื่นี้ได้นะ
"วันนี้จะกลับตอนไหน"
"หมอบอกให้อยู่ต่ออีก 2 วัน"
"ไม่ๆ หมายถึงตอนนี้ วันนี้จะกลับห้องตอนไหน"
"ไม่กลับ" กายทำหน้าสงสัย หลังจากนั้นถึงได้เปลี่ยนเป็ยิ้ม ฉันไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องมาเขินคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“นี่มึงคิดจะ…รีบร้อนเหมือนกันนะเนี่ย” คนพูดทำท่าฟิตร่างกาย ฉันกลอกตามองบน คิดถูกหรือผิดที่ไปชอบคนแบบนี้กันนะ
“หยุดเลยคิดไปถึงไหนแล้ว แพรวจะอยู่เป็เพื่อนจนกว่ากายจะง่วงจนหลับ จะอยู่คุยกับกาย ทุกวันทั้งวันตลอดที่ยังอยู่ที่นี่”
กายทำหน้าเศร้า นี่ฉันพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ
"อยู่เป็เพื่อน กูไม่อยากได้มึงเป็เพื่อนแล้วนี่"
“เอ้า งั้นแพรวกลับ”
ฉันทำท่าเดินออกจากห้อง แต่กายรีบคว้าไว้
“กูนึกว่า จะอยู่เป็แฟน” ฉันพยายามไม่ยิ้มแต่มันอดไม่ได้จริงๆ อาการคนมีความรักมันดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
“ใครจะเป็แฟนของกาย”
“ก็…”
“ถ้าพูดไม่เพราะก็ไม่เป็”
“ก็พยายามอยู่นี่ไง ขอเวลาปรับตัวหน่อยนะ” ฉันยิ้มแล้วพยักหน้า
“แสดงว่า ั้แ่วินาทีนี้ เรา…เป็แฟนกันแล้วนะ” ฉันพยักหน้าอีกครั้ง
"แพรว ไม่ได้มีใครบังคับมาใช่ไหม"
"จำไว้นะไม่มีใครบังคับแพรวได้แม้แต่พ่อของกาย หรือแม้แต่ตัวของกายเองก็บังคับแพรวไม่ได้ ถ้าสมมติที่นี่...ถูกห้ามไม่ให้เข้ามาแพรวก็จะรออยู่หน้าห้องจนกว่าจะได้เข้ามา โอเคไหม"
"ไม่มีใครทำแบบนั้นกับแพรวหรอก" คนพูดดึงฉันไปนั่งข้างเตียง
"ก็เผื่อกายจะไม่อยากเจอแพรวแบบที่โกหกว่าไปต่างประเทศคราวที่แล้วไง"
"แฟนใครเนี่ย แค้นฝังหุ่นจังเลยนะ" กายเอามือมาขยี้แก้มของฉัน
พยาบาลเข้ามาพร้อมนำอาหารและยามาให้กาย พร้อมถอดสายที่เป็ตัวให้คีโมออก
"ถึงเวลาทานข้าวทานยาแล้วค่ะ"
"น่าเบื่อชะมัด ยานี่กินแทนข้าวได้แล้วมั้ง"
พยาบาลคนเดิมก็มองค้อนกาย 1 ที "เห็นบ่นทุกรอบ แต่สุดท้ายก็ต้องกิน ไม่กินก็ไม่ดีขึ้นนะ"
"โตแล้วนะ กินข้าวกินยาเร็ว" ฉันช่วยคุณพยาบาลสมทบ
"แพรวก็กินด้วยสิ"
"มองดูสิ ไหนล่ะข้าวของแพรว ของแพรวก็ต้องอยู่ชั้นล่างนู่น"
"มีมาด้วยค่ะ พ่อคุณกายให้นำขึ้นมาให้คุณทั้ง 2 กินพร้อมกันที่นี่เลยค่ะ"
ฉันหันไปยิ้มเจื่อนให้คุณพยาบาล พ่อลูกคู่นี้บทจะเข้าขากัน ก็สนับสนุนกันดีเหลือเกิน
"เห็นไหมๆ กินข้าวด้วยกันนะ"
"จ้า รู้แล้วค่ะ"
"มีคนดูแลแทนแล้ว วันนี้ไม่ต้องเฝ้ากินยาแล้วนะ" กายโบกมือเชิงไล่ให้กับพยาบาล
"กาย ทำกิริยาแบบนั้นไม่ดีเลย พี่พยาบาลขอโทษนะคะ เดี๋ยวทางนี้หนูจัดการเื่กินข้าวกินยาให้แทนค่ะ" ถึงจะโดนดุแต่วันนี้กายมีความสุขจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สิ่งน่าสนใจมีแค่ผู้หญิงที่มาอยู่ดูแลตรงหน้าเท่านั้น
ในสายตาแพรว กายไม่เคยโตสักที โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เจมส์ก็พูดจาเหมือนลุงวัย 40 อีกคนก็อ้อแอ้เหมือนเด็กสามขวบ "เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้ว กินข้าวกินยาได้แล้ว"
กายนั่งมองอาหารตรงหน้าแบบสีหน้าบอกบุญไม่รับ
"เป็อะไรเหรอ"
"ยังไม่อยากกินเลย"
'อาการข้างเคียงของคีโม อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวน ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต้องมีความเข้าใจ' ข้อความที่ฉันจำได้จากการเสิร์จกูเกิล จะทำยังไงดีนะ่นี้ถ้าฉันกวนประสาทกลับไป หรือพูดไม่ดีกลับไปอาจจะทำให้กายยิ่งรู้สึกแย่ก็ได้
"งั้นอยากกินอะไรล่ะ"
"ไก่ทอดเกาหลี"
"สรรหากินจังเลยนะ จะให้สั่งให้หรือจะให้ออกไปซื้อดีคะคุณชาย" กายมองจ้องมาที่หน้าฉันแบบแทบจะทะลุเข้าไปถึงสมอง จ้องอะไรขนาดนั้นนะ
"เราพูดกูมึงมาตลอดชีวิต พอมาพูดกันแบบนี้ มันก็มีความสุขดีเนอะ"
ฉันยิ้มให้กาย มันก็จริงเมื่อก่อนเราเอาแต่กัดกัน แต่พอมาวันนี้ต่างคนต่างยอมรับซึ่งกัน ถึงจะรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา แต่ยังไงฉันก็ต้องอยู่กับปัจจุบันและรีบทำมันให้ดีที่สุด
"ถ้าวันนี้ แพรวจะหลอกทุกอย่างเพื่อให้กายสบายใจ ยังไงกายก็มีความสุขอยู่ดี"
“นี่คิดว่าความรู้สึกแพรวเป็เื่ปลอมงั้นหรอ” คิดอะไรแบบนั้นนะ
“ไม่ ไม่ใช่ แค่ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีวันแบบนี้” ฉันจิ้มที่แก้มของกายไปเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ “ก็มีแล้วนี่ไง แพรวอยู่ตรงนี้ กลัวไม่มีแพรวขนาดนี้ทำไมทีแรกคิดจะหนีกันไปล่ะ”
"ก็ถ้ากายไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วแพรวจะเป็ยังไง ขนาดกายบอกว่าไปต่างประเทศแพรวยังเป็ขนาดนั้น" กายก้มหน้าสำนึกผิด คิดอะไรตื้นเขินได้ขนาดนี้นะ ทั้งที่เข้าใจว่าฉันขาดนายไม่ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดความจริงแต่แรก
“กาย เราคบกันมาในฐานะเพื่อนนานขนาดไหน การที่อีกคนเปลี่ยนไป ถ้าเป็กายจะรับรู้ไม่ได้เชียวเหรอ ไม่ว่าแพรวจะเจ็บหรือป่วยตรงไหนกายสังเกตเห็นได้มาโดยตลอด แล้วกายคิดว่าแพรวจะไม่รับรู้ถึงความทุกข์ใจของกายสักนิดเลยเหรอ ที่แพรวทุกข์ใจในครั้งนั้นเพราะแพรวรู้สึกว่าทำไมกายให้ความสำคัญแพรวน้อยจัง ถ้าแพรวสำคัญกว่านี้กายจะอยากบอกแพรวทุกเื่ไหมนะ”
“ไม่ ไม่ แพรวเข้าใจผิดนะ” กายใกับสิ่งที่แพรวพูด “กายไม่ได้ตั้งใจทำให้แพรวรู้สึกแบบนั้น กายนึกไปว่า แพรวชอบเจมส์มันก็ดีถ้ากายจะหายไปั้แ่ตอนนั้น แพรวก็จะได้อยู่กับเจมส์ไม่ต้องมีกายมาทำให้รำคาญใจ”
“ต่อไปอย่าคิดอะไรแทนแพรวอีกนะ แพรวมีความคิดเป็ของตัวเอง ถ้าแพรวจะอยู่กับกาย ต่อให้กายไล่แพรว แพรวก็ไม่ไปไหนหรอกนะ อยากคิดแทนกันแบบนั้นอีก”
กายพยักหน้า "กายรักของกายมาตั้งนาน กายไม่อยากให้แพรวต้องเสียใจกับเื่อะไรทั้งนั้น"
"อืม" ฉันพยักหน้า
"ไม่คิดจะรู้สึกอะไรกับคำสารภาพรักของเราหน่อยเหรอ"
"เนี่ยนะ สารภาพรัก แพรวนึกว่าประโยคบอกเล่าธรรมดา เอาแบบนี้นะถ้ากายไม่อยู่ยังไงแพรวก็ต้องอยู่ได้" ฉันตอบแบบไม่เอาใจฝ่ายตรงข้าม ตอบแบบที่เจมส์ชอบสอนฉันว่าเราต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็จริง "แต่แพรวเชื่อว่ากายจะต้องหาย ทำไมกายถึงคิดว่าตัวเองจะไม่หาย"
"เราเหนื่อย เหนื่อยกับความรู้สึกที่ไม่สบายตลอดเวลา กายรำคาญตัวเอง" นี่เราดึงกลับมาเื่เศร้าอีกแล้วหรือเปล่าเนี่ย
"เอาล่ะไม่พูดเื่พวกนี้แล้วเนอะ เรามาสั่งไก่ทอดเกาหลีที่กายอยากกินกัน" ฉันพาฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนเื่แบบหนังหักมุม
"ได้" เออฝ่ายตรงข้ามมันก็ดันเปลี่ยนอารมณ์ง่ายตามเรา อันนี้ไม่ใช่เพราะอาการข้างเคียงละ ปกติกายก็อารมณ์เปลี่ยนง่ายแบบนี้อยู่แล้ว
'สำหรับผู้ป่วยที่เป็โรคลูคีเมีย ไม่มีอาหารที่ควรงดเว้น แต่ต้องระวังเื่ความสะอาดของอาหาร เพราะหากติดเชื้อจะเป็อันตรายมาก' ก่อนมาเจอกายฉันแทบจะอ่านข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูคีเมีย เพื่อจะได้ระวังทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดอันตรายกับกาย
และฉันก็ไม่ลืมที่จะไปถามพี่พยาบาลข้างนอกว่ากายสามารถกินอาหารพวกนี้ได้ไหม คำตอบที่ได้รับก็เป็อันว่ากินได้
"มาแล้วจ้า จัดเลย กินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ เหมือนกูเนี่ย"
“โธ่ แม่คุณผอมกว่าคนที่ป่วยอีกมั้งทำมาพูด"
"เอ้าสาวงามที่ไหนเขาปล่อยให้อ้วนกันล่ะ"
หลังจากที่กายกินไก่ไปได้เพียง 1 ชิ้น ก็มีอาการพะอืดพะอม จนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว แถมยังปิดห้องน้ำล็อกไม่ให้ฉันเข้าไปดูอีก
"กาย กาย เป็อะไร" ได้ยินเสียงอ้วกดังออกมาจากห้องน้ำ
อาการหลังการให้คีโมมันหนักแบบนี้เลยเหรอ มิน่าถึงได้ผอมนักเพราะกินอะไรก็อ้วกออกหมด
"กาย เปิดเถอะ"
"ไม่... ไม่เปิด อย่าเข้ามานะ"
"ไม่มีอะไรต้องอายเลย ให้แพรวเข้าไปนะ" ประตูยังล็อกแน่นเหมือนเดิม
"ทำไมล่ะกาย ถ้าเป็แพรวที่อยู่ในนั้น กายจะไม่อยากเข้าไปช่วยเหลือแพรวเหรอ"
"มันสกปรก"
"เดี๋ยวแพรวเข้าไปทำความสะอาดให้ เปิดสิ ให้แพรวเข้าไปนะ"
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงปลดล็อกประตูก็ดังขึ้น ฉันก็เห็นคนตรงหน้านั่งอยู่หน้าชักโครกและยังอ้วกออกมาอีก ฉันเลยรีบเข้าไปลูบหลังให้ "ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรนะ อ้วกออกมาให้หมดจะได้ดีขึ้น" มือของฉันยังลูบหลังให้กายไม่หยุด และสังเกตเห็นคราบอ้วกที่อยู่บนเสื้อผ้า ขณะที่กายนิ่งไปเหมือนจะหยุดอ้วกแต่กลับได้ยินแต่เสียงสะอื้นแทน ความสงสารต่อคนตรงหน้ามันเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในกระดูกของฉัน ฉันที่เป็คนเห็นยังเ็ปขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดว่ากายที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายโดยลำพังจะทรมานขนาดไหน ฉันพยายามรั้งกายให้ลุกขึ้น
"มันสกปรก" กายพูดออกมาเบาๆ เป็ครั้งที่สอง
"มานี่มา" ฉันพยายามให้กายไม่ฟุบหน้าไปตรงโถชักโครก "ไม่ต้องรู้สึกไม่ดี ไม่ต้องกลัวว่าแพรวจะรังเกียจกาย ไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่ในใจแพรวเลย"
กายนั่งกอดเข่าและฟุบหน้าลงกับเข่าตัวเอง คนตรงหน้าคงรู้สึกแย่กับตัวเองมากจนไม่อยากคุยกับใคร ฉันรีบออกมาเอาเสื้อผ้าชุดใหม่เข้าไปให้เปลี่ยน แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะนั่งอยู่ท่านั้นไม่ยอมลุกขึ้นมาง่ายๆ
"กาย ล้างตัวก่อนนะ" ฉันพยุงกายลุกขึ้นแล้วพึ่งตัวกับผนัง "นั่งตรงนี้ก่อนเดี๋ยวแพรวเปลี่ยนชุดให้" ฉันพูดแบบคนใจเย็นซึ่งกายก็ยอมฟังแต่โดยดี ฉันเอาทิชชูเช็ดบริเวณที่เปื้อนออกจากเสื้อให้ แล้วถอดเสื้อตัวนอกออกโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มีอาการขัดขืนแต่อย่างใด กายดูนิ่งมากจนฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น
"ไหวไหม" กายทำได้แค่พยักหน้า แต่ดูท่าทางอิดโรยจนน่าเป็ห่วง
"เดี๋ยวรีบเปลี่ยนเสื้อให้แล้วพาไปนอนพักนะ" กายพยักหน้ารับคำ ฉันเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นกายคงจะรู้สึกไม่สบายหนักมากจริงๆ ฉันเลยรีบเปลี่ยนเสื้อให้กายโดยลืมความเขินอายไปหมดสิ้น
"ค่อยๆ ลุกนะ" ฉันประคองให้กายลุกขึ้นเดินไปที่เตียง พอกายนอนลงบนเตียงก็หลับตาลงทันที ฉันว่าน่าจะไปเรียกพยาบาลให้เข้ามาดูอาการหน่อยดีกว่า
"อย่า..." กายคว้ามือฉันไว้
"จะไปตามพยาบาลให้มาดูอาการเฉยๆ เดี๋ยวมา"
"ไม่เอา มันรู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้แค่นั้น แค่อาการข้างเคียงจากคีโม ไม่ต้องไปตามหรอก อย่าพึ่งไปไหนเลยนะ"
"โอเค ไม่ไปก็ไม่ไป แพรวจะอยู่ข้างๆ ตลอดเลยดีไหม" กายได้แต่พยักหน้ารับคำของฉันและนอนหลับไป