เป็อย่างที่ทราบกันดีว่า ในโลกแห่งการฝึกฝนมีเพียงผู้ที่เกิดมาพร้อมรากิญญาเท่านั้น ที่สามารถดูดซับพลังจิติญญาแล้วกลายเป็ผู้ฝึกฝนได้
ยิ่งระดับรากิญญาสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งฝึกฝนได้เร็วขึ้นเท่านั้น
โดยแทบทั้งหมด รากิญญาปกติที่ปรากฏจะไม่มีคุณสมบัติพิเศษ มีแค่ส่วนน้อยที่โชคดีได้รับความรักจาก์มากกว่าคนทั่วไป
อย่างเช่นรากิญญาไฟที่ปรากฏในขณะนี้ มันถูกเรียกว่ารากิญญาพิเศษซึ่งแบ่งเป็คุณสมบัติธาตทั้งห้า ไม้ ไฟ ดิน ทองและน้ำ
นอกเหนือจากนั้น ยังมีรากิญญากลายพันธ์อันลึกลับประหลาด ที่มีโอกาสพบได้น้อยยิ่งกว่ารากิญญาพิเศษเสียอีก
โดยทั่วไปความสูงต่ำของรากิญญาแบ่งออกเป็ 5 ระดับ เริ่มจากระดับด้อยกว่า ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง และระดับชั้นยอด
โจวเฉินในฐานะนายน้อยคนที่สามของตระกูลโจว โชคไม่ค่อยดีเกิดมาพร้อมรากิญญาปกติระดับต่ำเท่านั้น
แม้ในสายตาคนทั่วไปรากิญญาเช่นนี้ ก็นับว่าเป็จุดเริ่มต้นที่ไม่เลวแล้ว
แต่สำหรับทายาทตระกูลผู้ฝึกฝน ผู้ที่จะกลายเป็เสาหลักของสำนัก หรือนิกายเ่าั้ บอกตามตรงว่ามันยังไม่เพียงพอ
หากผู้มีคุณสมบัติเท่านี้ เข้าร่วมเป็ศิษย์นิกายฝึกฝนเ่าั้ โดยมากก็เป็ได้แค่ศิษย์ธรรมดาที่พบได้โดยทั่วไป
หรืออาจย่ำแย่ไปกว่านั้น ในกองกำลังใหญ่ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวอาจเหมาะสมกับตำแหน่งศิษย์รับใช้
ในโลกแห่งการฝึกฝนมีคำพูดที่ว่า ระดับรากิญญาเป็ตัวกำหนดขีดจำกัดล่าง นั่นไม่เกินจริงเลย เื่นี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจากผู้ฝึกฝนส่วนใหญ่
และมีเพียงผู้ที่มีความพยายามท่วมท้นเท่านั้น จึงจะสามารถท้าทาย์ขีดเขียนขีดจำกัดบนด้วยมือตนเองขึ้นมาได้
ในชีวิตที่แล้ว โจวเฉินเองก็ไม่ได้มี่เวลาที่ดีนัก ั้แ่เด็กเขา้าเพียงฝึกกระบี่ อยากที่จะเป็ผู้ฝึกฝนกระบี่ที่โดดเด่นที่สุดของตระกูล
้าต่อสู้่ชิงเพื่อตำแหน่งผู้นำสูงสุด ให้ได้รับการยอมรับจากทั้งคนในครอบครัวและตระกูลหลัก พร้อมกันกับได้สืบทอดเคล็บลับที่เป็ตำนานของตระกูลโจว
่ชีวิตที่ผ่านมาเขาต้องเสียเวลาไปกับเื่นี้มาก กว่าจะค้นพบสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง วันเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนาน
แน่นอนว่าเขายังจดจำความหลงใหลใน่เวลานั้นได้เป็อย่างดี เมื่อเห็นรากิญญาไฟมาปรากฏตรงหน้าเลยอดที่จะนึกถึงวันเก่า ๆ ขึ้นมาไม่ได้
์ช่างชอบเล่นตลก
ถึงแม้สายตาจะยังจดจ่ออยู่ที่การปรุงยาของสมุนิญญาตรงหน้า แต่ความคิดของเขากลับโลดแล่นไปไกล
เมื่อนึกถึง่เวลาที่ตั้งใจกวัดแกว่งกระบี่ทุกวันคืนโดยไม่หยุดพัก โดยมีมารดาคอยให้กำลังใจเฝ้ามองการฝึกของเขาเป็ประจำ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
โจวเฉินได้เพียงยิ้มขมขื่น แล้วโทษว่าเป็ตัวเองนั้นไร้ประโยชน์ ใน่นั้นเขาทำได้แค่เท่านี้จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเส้นทางหนึ่งปิดลง โอกาสก็มักจะเปิดทางใหม่ขึ้นมาให้เสมอ
ใน่หลังก่อนจะได้ย้อนเวลากลับมา โจวเฉินได้กลายเป็ผู้ฝึกฝนที่โดดเด่นในเส้นทางิญญา และสามารถทำความเข้าใจจนบรรลุแก่นแท้แห่งิญญาได้ในที่สุด
แล้วไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็หนึ่งในผู้ฝึกฝนจำนวนน้อยที่ก่อรูปพลังแห่งเจตนาขึ้นมาได้อีกด้วย
ตามปกติแล้วไม่ผิดที่ผู้ฝึกฝนควรจะให้ความสำคัญ กับการบ่มเพาะฐานพลังมาเป็ลำดับแรก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มันคือเื่ของความเข้าใจในวิถีทาง สิ่ง ๆ นี้จะก่อให้เกิดพลังแห่งจิตใจ และความเข้าใจ
ผู้ฝึกฝนกระบี่ที่เข้าใจแิกระบี่ จะสามารถสร้างสรรค์เจตนากระบี่ของตนขึ้นมาได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำให้มันก่อรูปขึ้นมาได้จริง ๆ
เหนือสิ่งอื่นใดความเข้าใจอื่น ๆ ก็สามารถสร้างวิถีทางของตนได้เช่นเดียวกัน
บางคนแตกฉานวิถีแห่งหมัดก็พัฒนาให้กลายเป็เจตนาหมัด บ้างก็หมกมุ่นในพละกำลังจนก่อให้เกิดแก่นแท้แห่งกำลัง ซึ่งก็คือประเภทเดียวกันกับพลังแห่งเจตนา
แก่นแท้แห่งิญญาของโจวเฉินก็นับรวมเป็พลังประเภทนี้ด้วยเช่นกัน
แต่อาจเป็เพราะมันลึกซึ้งถึงขั้นก่อรูปในทะเลแห่งจิตสำนึก เลยกลายเป็เหตุผลที่ทำให้สามารถติดตามกลับมาจากการย้อนเวลา
แม้จะไม่มีอะไรมาพิสูจน์ แต่โจวเฉินก็เชื่ออย่างนั้น
“เสร็จแล้วเหรอ” จมูกของเขารับกลิ่นเข้าไปเต็มปอด
ความหอมของเม็ดยาพื้นฐานนี้เขาจำได้เป็อย่างดี อีกทั้งเม็ดยารวมพลังที่ถูกสมุนิญญานำขึ้นมาจากเตา ยังช่วยยืนยันความคิดว่าเขาเข้าใจไม่ผิด
“ไม่เลว ไม่เลวเลย” โจวเฉินที่รับขวดยารวมพลังมาตรวจสอบ เอาแต่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แม้นี่จะเป็เพียงเม็ดยาพื้นฐานที่ไม่ค่อยมีค่าในสายตาตระกูลผู้ฝึกฝน แต่กับคนทั่วไปที่ไม่มีสังกัดไม่มีใครคอยหนุนหลัง
เม็ดยารวมพลังสำหรับพวกเขาแล้ว มันคือปัจจัยภายนอกที่จำเป็ช่วยให้ฐานพลังก้าวหน้าได้ง่าย
และเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เลยเกิดเป็การแลกเปลี่ยนซื้อขายเหมือนสิ่งของทั่วไป
แม้แต่โลกของผู้ฝึกฝน ความมั่งคั่งจึงยังเป็สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้
ให้ลองนึกดูว่า ผู้ฝึกฝนกลุ่มไหนที่มีจำนวนมากที่สุด นั่นไม่ใช่คนไร้สังกัดเ่าั้หรอกหรือ
แล้วเมื่อสามารถตอบสนองความ้าของพวกเขาได้ ย่อมเท่ากับว่าเป็การสร้างความมั่งคั่งครั้งใหญ่
ต้องรีบหานักปรุงยามาสร้างเป็สมุนิญญาเพิ่ม ส่วนคำสาปิญญาคงต้องหาผู้ที่เหมาะสมกว่านี้
อย่างไรก็ตาม หลังความสงสัยในตอนแรกได้รับการคลี่คลาย เขาสั่งสมุนิญญาให้ปรุงยารวมพลังต่อไป
จากนั้นก็กลับมาให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะ และคิดหาทางจัดการเื่ต่าง ๆ ที่จะทำในอนาคต
ขณะนี้ เขาก็ไม่ลืมที่จะตรวจสอบขีดจำกัดการสร้างสมุนิญญา ต่อมาเลยทำให้ได้รู้ว่า ในตอนนี้ขีดจำกัดสมุนิญญาที่เขาสร้างได้อยู่ที่ 20 ตัว
แต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นได้หากฐานพลังสูงขึ้น
สำคัญที่สุด โจวเฉินยังเรียนรู้มาอีกว่าการสร้างสมุนิญญานั้น สามารถนำมาใช้ได้กับตัวเขาเอง แต่กับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ยังไม่ตายจะทำไม่ได้
ส่วนอีกความสามารถซึ่งเป็คำสาปิญญาในเวลานี้ ขีดจำกัดที่ทำได้อยู่ที่ 2 ตราประทับ แต่ก็สามารถถอนคำสาปิญญาที่เคยประทับได้ตาม้า
อีกประการหนึ่งที่โจวเฉินได้เรียนรู้จากแก่นแท้แห่งิญญากลายพันธุ์ คือเื่การใช้คำสาปิญญากับสิ่งอื่น ๆ
ถ้านำไปใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต คำสาปิญญาจะกลายเป็การรวมิญญาเข้าไปในสิ่ง ๆ นั้น แล้วจะทำให้เป็การสร้างิญญาใหม่ให้สิ่งดังกล่าว
ซากศพก็ได้รับผลนี้เช่นเดียวกัน แต่ผลรับต่อจากนั้นจะเป็อย่างไร เื่นี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถคาดเดาได้ แต่ที่แน่ ๆ หากปล่อยไว้นานเข้ามีโอกาสสูงที่จะเกิดจิตสำนึกใหม่ขึ้นมา
แม้แต่เ้าของอย่างโจวเฉินที่เพิ่งเรียนรู้เื่พวกนี้ เขาเองยังรู้สึกเลยว่าความสามารถของคำสาปิญญานั้น มันบ้ามาก
ตรงกันข้ามเมื่อนำมาใช้กับสิ่งที่มีชีวิต ผลลัพธ์ที่เผยออกมาคล้ายกับที่ปรากฏในสมุนิญญา มีความต่างแต่ไม่มาก
อีกทั้งเขายังสามารถทำลายิญญาของสิ่งที่ถูกประทับตราคำสาปิญญาได้โดยตรง
แต่น่าเสียดายคำสาปิญญาไม่สามารถใช้ได้กับตัวเอง ฉะนั้นแล้วผลประโยชน์ที่เขาคาดหวังจึงหายไปในพริบตา
“ไม่เป็ไร ยังมีร่างิญญาของตัวข้าเองอยู่” โจวเฉินบ่นพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง แววตายังคงเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
สำหรับร่างิญญาที่กำลังกล่าวถึงนั้น เป็เพียงวิธีการเรียกสมุนิญญาที่สร้างจากิญญาของเขา
และแม้จะเหมือนเป็การสร้างอีกร่างขึ้นมาได้ แต่ก็ทำได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น
เอาล่ะ ต่อไปก็แบ่งิญญาและจิตสำนึก แต่แค่นี้สบาย ๆ
โจวเฉินนั่งกัดฟันแน่น ขณะนั้นเขาอนุญาตให้แก่นแท้แห่งิญญาดำเนินการ
ลูกไฟิญญาสีน้ำเงินดำแสยะยิ้มทำให้ดูแปลก ๆ แต่การเคลื่อนไหวต่อจากนั้น แทบจะทำให้โจวเฉินเกือบสิ้นสติ
เพียงตวัดกรงเล็บที่ขมุกขมัวของมันซึ่งเป็การกระทำง่าย ๆ เท่านี้สิ่งที่้าจากนายน้อยที่สามก็เสร็จสิ้น
หากแต่ว่า การที่ิญญาและจิตสำนึกฉีกขาดแม้จะเพียงเสี้ยวพริบตา เขาก็รู้สึกเจ็บจนแทบอยากจะตาย
ในความเป็จริง นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะสามารถทนได้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านิญญามาก่อนอย่างเขาล่ะก็
มีโอกาสมากประมาณหนึ่งที่จะทำให้กลายเป็คนเสียสติเลยทีเดียว
เสร็จแล้วใช่ไหม
โจวเฉินรักษาตนเองโดยการหมุนเวียนเคล็บลับที่เคยใช้ในชีวิตที่แล้ว พร้อมกันนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะตรวจดูการกระทำของแก่นแท้แห่งิญญา
เวลาผ่านไปอีกชั่วยามเต็ม ๆ กว่าการควบแน่นจะเสร็จสิ้น แต่ผลที่ปรากฏก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูราวกับเขาทุกประการ แต่ผิวกายก็ยังเหมือนกับสมุนิญญาไม่มีผิด
ทว่าด้วยความที่สร้างขึ้นมาจากครึ่งหนึ่งของิญญา และจิตสำนึกส่วนเล็ก ๆ ของเขา เลยทำให้มันถือกำเนิดขึ้นมาได้ โดยไม่จำเป็ต้องใช้ิญญาทั้งหมดเหมือนสมุนิญญาก่อนหน้านี้
อีกทั้งเื่พื้นฐานความแข็งแกร่ง และคุณสมบัติความสามารถด้านต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับเท่ากับร่างจริง ไม่ใช่แปดในสิบส่วนจากร่างต้นเหมือนสมุนิญญาอื่น ๆ
นอกเหนือจากนี้แล้ว การที่มันมีที่มาเป็ตัวของเขาเอง โจวเฉินยังสามารถนำมันกลับมาดูดซับเพื่อรวมเข้ากับร่างจริงได้อีกด้วย
นั่นย่อมหมายความว่า ความก้าวหน้าของสมุนิญญาร่างของเขา จะกลายเป็ของร่างจริงหากทำเช่นนั้น
ให้ลองจินตนาการดู ถ้าเขาประทับตราคำสาปิญญาใส่แล้วปล่อยให้มันฝึกฝน ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเขาจะไม่กลายเป็สามเท่าหรอกหรือ
ไม่จำเป็ต้องคิดถึงเื่อื่นเลย เท่านี้ก็ตอบสนองโจวเฉินได้มาก แม้จะสร้างได้แค่ร่างเดียวแต่ก็ช่วยเขาได้มากมายมหาศาล
ขนาดว่ายังไม่นับรวมที่สามารถนำไปต่อสู้ได้ด้วยนะ พลังต่อสู้พื้นฐานเป็สามเท่าจากร่างจริง นี่ถือเป็อีกหนึ่งที่เขาคิดว่ามันท้าทาย์มากจริง ๆ
“คำนับเ้านาย” น้ำเสียงของร่างิญญาเขาฟังแล้วดูจริงจัง ขณะประสานมือโค้งไปทางโจวเฉิน