บ้านตระกูลลู่แห่งหมู่บ้านผานสือเป็ที่รู้จักกันดีในประชาคมชีหลี่
ไม่ใช่เพราะมีลู่จิ่งซานที่เป็หัวหน้าหน่วยในกองทัพแต่เป็เพราะย่าของลู่จิ่งซาน หรือที่รู้จักกันในชื่อคุณนายลู่
คุณนายลู่ผู้นี้เป็บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เคยจับปืนต่อสู้กับพวกญี่ปุ่นและได้รับชัยชนะจนถึงตอนนี้ก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเดือนละยี่สิบห้าหยวน ซึ่งถือว่าเป็คนเดียวในประชาคมชีหลี่ที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้
ผู้นำระดับสูงหลายคนต่างเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนบ้านตระกูลลู่
อยู่มาวันหนึ่ง คุณนายลู่คำนวณวันเวลาแล้วพบว่าเด็กหญิงที่ชื่อสวี่จือจือจากหมู่บ้านซ่างสุ่ย เป็คนดวงแข็งเหมาะสมที่จะเป็คู่ครองของหลานชายอย่างลู่จิ่งซาน จึงได้สู่ขอด้วยสินสอดสองร้อยหยวน
เดิมทีหวังซิ่วหลิงไม่อยากจะยอมรับสวี่จือจือเป็เพียงแค่เด็กเหลือขอ เธออยากจะยกให้ไปเป็เมียใหม่ของบ้านคนขายเนื้อบ้านจางที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านมากกว่า
บ้านคนขายเนื้อแซ่จางเคยมีภรรยามาแล้วสองคนแต่ก็ตายไปแล้วทั้งคู่ มีข่าวลือว่าถูกเขาทำร้ายจนตาย
หวังซิ่วหลิงคิดว่าคนแบบนี้แหละที่เหมาะสมกับสวี่จือจือ
แต่สวี่ฉางไห่ไม่ยอม
การได้ผูกสัมพันธ์กับบ้านตระกูลลู่ถือว่าเป็เื่ดีขนาดไหน? บางทีเขาอาจจะได้เลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้าหน่วยที่สองเป็หัวหน้าหมู่บ้านซ่างสุ่ยก็ได้
ส่วนเื่ที่ต้องแต่งงานกับไก่ตัวผู้นั้นในประชาคมชีหลี่มีเพียงคุณนายลู่แห่งตระกูลลู่เท่านั้นที่กล้าทำแบบนี้
ในตอนนั้นสวี่ฉางไห่ไม่ได้คิดอะไรมากแถมยังไม่คิดว่าหวังซิ่วหลิงจะใจร้ายถึงขนาดไม่ยอมเตรียมสินเดิมให้เลยสักชิ้น!
เมื่อถูกสวี่จือจือเตือนสติเขาก็รู้สึกหนาวไปถึงสันหลัง
นี่ไม่ใช่การผูกเวรผูกกรรมกันหรอกหรือ!
“เื่อะไรต้องเข้าพิธีกับไก่ตัวผู้ไม่มีเื่แบบนั้นหรอก” สวี่ฉางไห่พูดด้วยสีหน้าถมึงทึง “เดี๋ยวฉันจะให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอไปบอกกับทางตระกูลลู่ว่าลูกสาวของบ้านตระกูลสวี่ไม่ได้ให้ตระกูลลู่มาเหยียบย่ำได้ง่ายๆ”
พูดจบก็สั่งให้คนไปจัดการโดยที่ไม่รอให้สวี่จือจือพูดอะไรต่อ
“คุณลุงไม่เสียแรงที่เป็หัวหน้าหน่วยความคิดช่างแตกต่างจริงๆ” สวี่จือจือพูดพลางประจบประแจง
“บ้านจงโฮ่ว” สวี่ฉางไห่มองหวังซิ่วหลิงด้วยสีหน้าเ็า “รีบไปเอาสินเดิมของจือจือออกมาเร็วเข้า”
“สินเดิมอะไร?” หวังซิ่วหลิงจ้องหน้าสวี่จือจือด้วยความโมโห “ไม่มีฉันเลี้ยงมันมาตั้งสิบแปดปี กินฟรีอยู่ฟรีไม่เสียเงินซักอีแปะเดียว ยังมีหน้ามาเอาสินเดิมอีกฉันไม่เตรียมสินเดิมให้หรอก”
“แม่” สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้มบาง “ั้แ่หนูอายุสี่ขวบหนูต้องทำงานบ้านเองทั้งหมด ทำอาหาร ล้างจาน ซักเสื้อผ้าให้คนทั้งบ้าน”
“หมูสองตัว ไก่สี่ตัวที่อยู่หลังบ้านก็หนูเลี้ยงเองทั้งหมด”
“คุณลุงเป็หัวหน้าหน่วยรู้ดีกว่าใครว่าหนูทำงานได้คะแนนเท่าไหร่ใน่หลายปีที่ผ่านมา”
“ถ้าจะพูดว่าใครกินข้าวฟรีคนนั้นก็คือสวี่เจวียนเจวียน ไม่ใช่หนู”
“แกอย่ามาพูดมั่วๆ นะ ฉันไม่ได้กินข้าวฟรีสักหน่อย”สวี่เจวียนเจวียนพูดพลางหน้าแดงก่ำเมื่อโดนทุกคนจ้องมอง
“เมื่อวานชุดชั้นในที่พี่ถอดทิ้งฉันก็ยังเป็คนซักให้เลยนะ”สวี่จือจือพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“จุ๊ๆ...หน้าไม่อายจริงๆโตขนาดนี้แล้วยังต้องให้น้องสาวมาซักชุดชั้นในให้”
“พวกเธอยังจำได้ไหม?สวี่เจวียนเจวียนเคยเอาข้าวสาลีไปคิดว่าเป็กุยช่าย”
บอกว่าจะไปตัดกุยช่ายที่ไร่แต่ดันไปตัดข้าวสาลีกลับมา แถมยังอวดโอ้เสียอีก น่าขายหน้าจริงๆ
“ฉันไม่ได้ทำนะ”สวี่เจวียนเจวียนจ้องหน้าสวี่จือจือด้วยความโมโห “ฉันจะฉีกปากแก”
“พอได้แล้ว” สวี่ฉางไห่พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ไม่รู้จักกาลเทศะ”
“คุณลุง” สวี่เจวียนเจวียนกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ
“แม่ไม่เตรียมก็ไม่เป็ไร”สวี่จือจือก็ไม่ได้โกรธ แต่กลับพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาเงินค่าสินสอดสองร้อยหยวนมาให้หนู แล้วก็คูปองผ้า คูปองอาหารด้วย เดี๋ยวหนูค่อยไปซื้อใหม่ตอนที่แต่งไปแล้ว”
“นังคนหน้าไม่อาย”หวังซิ่วหลิงด่าทอ “ยังไม่ทันแต่งก็เข้าข้างคนอื่นแล้ว”
“พี่ใหญ่ พี่อย่าไปหลงกลนังเด็กแพศยาคนนี้เลยมันพูดจาเหลวไหล” หวังซิ่วหลิงชี้ไปที่รอยแผลบนใบหน้า “ดูสิมันทำฉันหน้าเสียโฉมขนาดไหน แล้วก็เจวียนจื่อของฉัน พี่ดูสิว่าหน้าบวมเป่งไปถึงไหนแล้ว ส่วนแกนังเด็กสำส่อน คิดแต่เื่ของบ้านสามีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน”
“แม่ ก็บอกไปแล้วไง”สวี่จือจือพูดอย่างจนปัญญา “หนูเป็เด็กแม่ก็ต้องเป็คนแก่สำส่อนสิ”
“แล้วแม่ก็เพิ่งกินขี้นกเข้าไปแม่นั่นแหละที่พูดจาเหลวไหล... ไม่ใจแปลกเลยที่คนในหมู่บ้านจะพูดกันว่า…”เธอมองไปที่ศีรษะของสวี่จงโฮ่วด้วยสีหน้าลำบากใจแล้วก็มองสวี่ฉางไห่ “คุณลุงเคยได้ยินข่าวลือนี้บ้างไหมคะ?”
สวี่ฉางไห่ “...”
ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าสายตาที่สวี่จือจือมองมานั้นมีความหมายแฝงอยู่
แล้วก็ไอ้ที่หวังซิ่วหลิงกินขี้นกเข้าไปนั้นคืออะไร?
เมื่อมองไปยังริมฝีปากบวมแดงของหวังซิ่วหลิงสวี่ฉางไห่ก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมา
“แม่เป็คนขี้หลงขี้ลืมหรือเปล่าคะ?”สวี่จือจือพูดด้วยความสงสัย “แม่กับพ่อตีกันจนเป็แบบนี้แท้ๆหนูเป็เด็กดี มีหรือที่จะกล้าทำร้ายผู้ใหญ่”
ส่วนเื่ที่ตบสวี่เจวียนเจวียนไปก็แค่ตบไปเท่านั้นแหละ!
ยังไงซะเมื่อก่อนก็เคยทำร้ายเ้าของร่างเดิมไว้ไม่น้อย
“พี่ป้าน้าอาของหนูก็เห็นกันหมดแม่จะมาใส่ร้ายป้ายสีหนูเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะคะ”
“นังเด็กแพศยา!”
“ทำไมแม่ถึงเริ่มด่าตัวเองว่าเป็คนแก่แพศยาอีกแล้วคะ”สวี่จือจือมองหวังซิ่วหลิงด้วยความงุนงง
ดูไร้เดียงสาเสียไม่มี!
หวังซิ่วหลิงด่าไม่ออกแล้ว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เมื่อวานยังยอมทุกอย่างวันนี้ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?
หรือว่าหลังจากที่ะโน้ำตายไปครั้งหนึ่งแล้วจะทำให้เปลี่ยนนิสัยไป?
พรืด!
คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ต่างพากันหัวเราะออกมา
นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เห็นหวังซิ่วหลิงหญิงปากร้ายแห่งหมู่บ้านซ่างสุ่ยจนมุมแบบนี้
“พ่อ” ในขณะนั้นเอง สวี่ซินหย่วนลูกชายคนรองของสวี่ฉางไห่ก็วิ่งเข้ามา “คนจากตระกูลลู่ที่มารับเ้าสาวกำลังจะเข้ามาในหมู่บ้านแล้วครับ”
“เื่ที่สั่งให้ไปบอกได้บอกไปหรือยัง?” สวี่ฉางไห่ถาม
“บอกไปแล้ว” สวี่ซินหย่วนพูด “ทางตระกูลลู่ให้โจวเป่าเฉิงมารับเ้าสาวแทน”
เป็ไปตามที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อนไม่มีผิด
“นั่นแหละ” สวี่ฉางไห่พูดกับสวี่จือจือด้วยรอยยิ้ม “จือจือเอ๋ย เธอรีบไปเตรียมตัวสักหน่อย”
“เตรียมตัวอะไรคะ?”สวี่จือจือถามพลางมองสวี่ฉางไห่ด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“เมื่อกี้พี่ชายเธอพูดเธอไม่ได้ยินเหรอ? คนจากตระกูลลู่ที่มารับตัวเ้าสาวกำลังมาแล้ว”สวี่ฉางไห่ทำท่าทางใจดี พูดด้วยรอยยิ้ม “เธอแต่งไปก่อนส่วนเื่สินสอดกับคูปองต่างๆ เดี๋ยวฉันจะให้แม่เธอส่งให้ทีหลัง”
เงินที่เข้ากระเป๋าของหวังซิ่วหลิงไปแล้วจะให้เธอเอาออกมาอีกนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นูเาเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือหลอกให้สวี่จือจือแต่งไปก่อน
“คุณลุงคะ” สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูอายุสิบแปดแล้ว วันนี้ก็จะแต่งงานแล้ว” คำพูดแบบนี้หลอกเด็กยังไม่ได้เลย
สวี่ฉางไห่หน้าแดงขึ้นมา
“หรือว่า คุณลุงจะเขียนใบรับรองหนี้ให้หนูหน่อยไหมคะ?”สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้ม
“เธอจะแต่งงาน จะให้ลุงของเธอเขียนใบรับรองหนี้ให้ทำไม?”โจวกุ้ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“หนูก็นึกว่าคุณลุงจะจัดการแม่ของหนูได้ซะอีก”สวี่จือจือมองสวี่ฉางไห่ด้วยสายตามีเลศนัย “งั้นก็รอก่อนแล้วกันค่ะรอให้ลู่จิ่งซานกลับมาก่อน หนูค่อยแต่งงาน”
“เธอพูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ?”สวี่ฉางไห่พูดด้วยความร้อนรน
อะไรคือจัดการหวังซิ่วหลิงได้? ทำไมคำพูดนี้ถึงฟังดูมีความหมายแฝง
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองสวี่จือจืออีกครั้งสงสัยเขาคงจะคิดมากไปเอง
“ถุ้ย นังเด็กหน้าไม่อาย” หวังซิ่วหลิงด่าทอ “รีบๆ แต่งไปให้พ้นๆ ถ้าไม่แต่งดีๆ ระวังตัวให้ดี ถ้าไม่แต่งเข้าตระกูลลู่ฉันจะจับแกส่งให้คนขายเนื้อบ้านจาง!”
“ก็ได้ค่ะ” สวี่จือจือพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูก็อยากจะถามแม่พอดีว่าคืนก่อนแม่ไปไหนมาคะ?”
คืนก่อน!
สิ่งแรกที่หวังซิ่วหลิงทำก็คือการมองไปที่สวี่ฉางไห่แต่ก็เป็เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเพราะสายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่สวี่จือจือ ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ แต่สวี่จือจือคอยมองเธออยู่ตลอด
เป็อย่างที่คิดจริงด้วย!
.............................