“เสด็จพ่อเพคะ” กู้ชิงเฉิงเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม“มารักษาต่อเถิดเพคะ” นางไม่ได้สนว่าชายชราผู้นั้นเป็นใครเพียงล้างมืออย่างสงบแล้วหยิบเข็มเงินออกมา
“ได้ยินว่าไป๋จุ่นกลับมาแล้ว” ฮ่องเต้ฉินให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะเขาเองก็ปรารถนาจะหายป่วยโดยเร็ว
“เพคะ พี่ใหญ่กลับมาจัดการบางเรื่อง” กู้ชิงเฉิงตอบตามความจริง“แคว้นหลินเคยคิดจะทำลายตระกูลไป๋ทั้งตระกูลเมื่อหลายปีก่อนและยังมีคนภายในต้าฉินที่สมคบคิดกับพวกเขาเรื่องนี้ตระกูลไป๋ไม่คิดจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรอกเพคะ” นางไม่ได้ใส่ใจความคิดของฮ่องเต้ฉิน
แม้เขาจะมีข้อกังขาต่อตระกูลไป๋บ้างแต่ก็กล้าเอ่ยถึงเพียงต่อหน้าคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น ในราชสำนักทุกคนต่างชื่นชมตระกูลไป๋อย่างล้นหลาม ต้าฉินไม่อาจขาดตระกูลไป๋ไปได้จริงๆ
ต้าฉินที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์เป็นเหมือนเนื้อชิ้นโตในสายตาของแคว้นเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือแคว้นเล็กๆ และชนเผ่าบางแห่งที่ไม่อาจยืนหยัดได้ ต่างก็หมายตาต้าฉิน
ก่อนหน้านี้ชายแดนถูกรุกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ตั้งแต่คนตระกูลไป๋ค่อยๆเข้ามาพิทักษ์ทิศทั้งสี่ของต้าฉิน ชีวิตของประชาชนจึงมีความมั่นคงอย่างน้อยชีวิตและทรัพย์สินก็ได้รับการคุ้มครอง
คนตระกูลไป๋เป็นแม่ทัพโดยกำเนิดทุกคนล้วนกล้าหาญและเก่งกาจในการรบ เป็นนักการทหารที่หาได้ยากยิ่งทำให้ศัตรูได้ยินชื่อก็หวาดผวา เมื่อกล่าวถึงกองทัพตระกูลไป๋ทุกคนต่างเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ฮ่องเต้ฉินหรี่ตาลงหลังจากที่ลูกสะใภ้ผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น นางแตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับดินทั้งวิชาแพทย์ที่จู่ๆ ก็เชี่ยวชาญและความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องที่เปลี่ยนไปราวคนละคนทำให้เขาสงสัยในตัวกู้ชิงเฉิงยิ่งนัก
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” ฮ่องเต้ฉินตรัสถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม“หรั่นถังส่งเจ้ามาใช่หรือไม่?”
วิชาปลอมแปลงใบหน้าของโม่หรั่นถังเป็นที่หนึ่งในใต้หล้าน้อยคนนักที่จะพบพิรุธแม้จะรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าตนเองเป็นคนที่ถูกปลอมแปลงใบหน้าก็ไม่สามารถเปิดเผยใบหน้านั้นได้
“เสด็จพ่อคิดมากไปแล้วเพคะรุ่ยอ๋องจะส่งหม่อมฉันมาถวายการรักษาได้อย่างไรกัน” น้ำเสียงของกู้ชิงเฉิงเย็นเยียบลงเล็กน้อย
ครู่ต่อมาฮ่องเต้ฉินกลับยกมือขึ้นบีบคางของกู้ชิงเฉิงอีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะที่ข้างหูของนาง
‘เพียะ’ กู้ชิงเฉิงยกมือขึ้นตบฮ่องเต้ฉินฉาดหนึ่ง“เสด็จพ่อโปรดวางตัวให้เหมาะสมด้วยเพคะ” ใบหน้าเล็กๆของนางแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เจ้ากล้าตบหน้าข้า อยากตายรึ!” ฮ่องเต้ฉินระเบิดโทสะทันทีดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย
กู้ชิงเฉิงจ้องมองเขาด้วยแววตาหวาดระแวง“ฝ่าบาทคิดออกแล้วหรือยังเพคะว่าจะใช้ข้อหาใดประหารหม่อมฉัน?”นางไม่ได้หวาดกลัวหรืออ่อนน้อม
ฮ่องเต้ฉินก็ได้สติขึ้นมาบ้างเขารู้ดีว่าโม่อวี้เฉินใส่ใจกู้ชิงเฉิงมาก เขายังไม่อยากให้สองพ่อลูกต้องผิดใจกัน
เขาจึงทำได้เพียงสะบัดแขนเสื้ออย่างขุ่นเคือง“รีบลงเข็มให้เร็ว แล้วรีบไปให้พ้นหน้าข้าซะ” พลางนึกในใจอย่างเย็นชาว่าจะต้องหาจุดอ่อนของกู้ชิงเฉิงให้พบ แล้วทำให้นางหายไปจากต้าฉิน นางบังอาจตบหน้าเขาสมควรตายยิ่งนัก
เขาอยู่ในจุดสูงสุดของอำนาจมาหลายปีใครเล่าจะกล้าปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้? วันนี้เขาโมโหจนแทบบ้าใบหน้าครึ่งซีกปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก
กู้ชิงเฉิงไม่อยากอยู่ที่นั่นแม้แต่วินาทีเดียวนางจึงลงเข็มอย่างรวดเร็ว วางยาไว้แล้วรีบออกจากวังไป ในใจยังคงรู้สึกรังเกียจฮ่องเต้ฉินผู้นี้ช่างเป็นคนชั่วช้าเสียจริง
นางมารักษาโรคให้แต่เขากลับสงสัยนาง และยังคิดจินตนาการไปเองว่านางถูกโม่หรั่นถังส่งมานี่คือการหาเหตุผลที่ดีในการกำจัดโม่หรั่นถังชัดๆ
อย่างไรก็ตามนางก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนผู้นี้จะมีคุณธรรมใดๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อกำจัดโม่หรั่นถัง แม้แต่พระโอรสแท้ๆ ก็ยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ หากพลาดไปตำแหน่งองค์รัชทายาทของโม่อวี้เฉินก็จะสั่นคลอนได้
--------
โม่อวี้เฉินกำลังรออยู่ที่ประตูวังเมื่อเห็นใบหน้าของกู้ชิงเฉิงไม่สู้ดี ก็รีบเอ่ยถามขึ้นว่า“ชิงเฉิง เจ้าเป็นอะไรไป?” เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย
“ท่านว่าใบหน้าของข้าถูกปลอมแปลงหรือเปล่า?” กู้ชิงเฉิงไม่พอใจอย่างมากจึงถามอย่างไม่สบอารมณ์
โม่อวี้เฉินคล้ายงุนงงเล็กน้อยทว่าเขายังคงพิจารณากู้ชิงเฉิงครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจริงจัง“ไม่เหมือนเลย! ใครจะมีความสามารถเช่นนี้ได้กัน” แม้ผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่อาจกระทำได้ถึงเพียงนี้
ทว่าสีหน้าของกู้ชิงเฉิงยังคงบึ้งตึงนางเหลือบมองโม่อวี้เฉินอย่างขัดเคือง
“ชิงเฉิง เกิดอะไรขึ้นหรือ?” โม่อวี้เฉินปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น“เจ้าถูกรังแกมาใช่หรือไม่?” สีหน้าของเขากลับมืดครึ้มลงทันใด
“หรือว่าเสด็จแม่หาเรื่องเจ้าอีกแล้ว?” แววตาของเขาฉายความเย็นชา
“ไม่ใช่เสด็จแม่” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลง “เป็นเสด็จพ่อ” โม่อวี้เฉินตัวแข็งทื่อไม่กล้าจะเชื่อ
“เขาสงสัยว่าข้ามีเจตนาร้าย ต้องการเข้าใกล้ท่าน” กู้ชิงเฉิงกล่าวต่อ“ข้าว่าข้าคงต้องพากู้จิ่งเซวียนกลับอันหยวนถังเสียแล้วที่นี่อันตรายเกินไป” ช่างเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบด้านเสียจริง
โม่อวี้เฉินรีบยกมือขึ้นจับไหล่นางก้มตัวลงมองหน้านางตรงๆ “เชื่อข้าเถิดจะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว”
เขากำลังพยายามอดทนกับฮ่องเต้ฉินและฮองเฮาอย่างถึงที่สุดหากมันเกินขอบเขตจริงๆ เขาก็คงจะบีบบังคับให้ฮ่องเต้และฮองเฮาสละราชบัลลังก์ไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข
เขามีพละกำลังมากพอที่จะทำเช่นนั้นได้เพียงแค่ว่าเขาอยากจะทำหรือไม่เท่านั้น ทว่าช่วงหลังๆ มานี้เขาชักจะอยากทำเสียแล้ว
กู้ชิงเฉิงเห็นเขาจริงจังเช่นนั้นและรู้ว่าเขาจะลงมือทำจริง จึงพยักหน้า “ดีข้าเชื่อท่าน”
ยามที่อยู่ข้างกายเขานางกลับรู้สึกมั่นคงยิ่งนัก ความรู้สึกปลอดภัยเช่นนั้น นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย
“เอาเถิด กู้จิ่งเซวียนเอาแต่จะออกไปเล่นข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่นดีหรือไม่?” ใจของโม่อวี้เฉินจึงค่อยโล่งอกเขากลัวจริงๆ ว่าสตรีผู้นี้จะโมโหจัดจนจากไปทันที ด้วยความสามารถของกู้ชิงเฉิงหากนางจะจากไปแล้วไซร้ ก็คงไม่มีผู้ใดสามารถรั้งนางไว้ได้เลย
“ดีเพคะ ช่วงนี้ข้าละเลยกู้จิ่งเซวียนไปจริงๆ” กู้ชิงเฉิงพยักหน้าช่วงนี้ช่างยุ่งนัก ทั้งสามพ่อแม่ลูกเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง แล้วออกจากประตูวังไปเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนตามไปทั้งสองข้างโดยไร้เสียง
ผู้คนบนท้องถนนเดินขวักไขว่คึกคักยิ่งนัก กู้จิ่งเซวียนกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า ใบหน้าเล็กๆเต็มไปด้วยรอยยิ้ม อันที่จริงเขาไม่ชอบเมืองหลวงเอาเสียเลยยังไม่ดีเท่าเมืองอี๋สุ่ยด้วยซ้ำ อย่างน้อยในเมืองอี๋สุ่ยก็ยังมีสหายของเขา
“นี่ไม่ใช่… องค์รัชทายาทและพระชายา รวมถึงซือจื่อหรือเพคะ?” ขณะนั้นรถม้าคันหนึ่งก็หยุดลง เสียงหวานจับใจดังลอยออกมา
เสียงนั้นนุ่มนวลชวนให้คนฟังรู้สึกคล้ายจะละลายไปกับความหวานนั้นกู้ชิงเฉิงจำเสียงนั้นได้ในทันที
ช่างบังเอิญเสียจริงที่ใดมีพระเอก ที่นั่นย่อมมีนางเอก นี่คือสัจธรรม
เมื่อคิดเช่นนั้นซูเหวินจิ้งก็ได้รับการประคองจากบ่าวไพร่ลงจากรถม้าอย่างช้าๆการแต่งกายของนางงดงามและเหมาะสม ดูสง่างามยิ่งนักใบหน้าอันงดงามของนางประดับด้วยรอยยิ้มที่พอดี ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อยโดยไม่เผยให้เห็นฟัน
ทว่ากู้ชิงเฉิงกลับกระตุกมุมปากแล้วยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ นางไม่อาจเรียนรู้ความสง่างามของนางเอกผู้นั้นได้ ดังนั้นนางจึงไม่เคยเสแสร้ง ไม่ว่าอยู่ต่อหน้าใครก็ตาม ก็ยังคงเป็นเช่นนี้
“พระชายาตัวจริงของท่านมาแล้ว” กู้ชิงเฉิงมักจะประพฤติตนตามสถานการณ์หากไม่ใช่ของนาง นางก็ไม่เคยเรียกร้อง พลางจูงมือเล็กๆ ของกู้จิ่งเซวียนแล้วเรียกเฟิงเจ๋อว่า “ไปเถิดพวกเราไปหอเทียนเซียงกันก่อนเถิด”
นางเรียกเพียงเฟิงเจ๋อเท่านั้นส่วนเฟิงฮ่วนนั้นนางปล่อยให้ดูแลโม่อวี้เฉิน
“พระชายา หม่อมฉันชื่นชมท่านมาโดยตลอด วันนี้ได้พบท่านที่นี่ช่างเป็นวาสนาจริงๆ เพคะ” ทว่าซูเหวินจิ้งกลับก้าวมาข้างหน้าหยุดขวางทางกู้ชิงเฉิง คำพูดของนางไม่ได้มีข้อผิดพลาดใดๆ
กู้ชิงเฉิงไม่อยากข้องเกี่ยวกับนางนางก็ไม่อยากแย่งพระเอกของนางมานางเพียงต้องการรักษากู้จิ่งเซวียนให้หายป่วยเท่านั้น หากรักษาหายแล้วนางย่อมจะหายไปจากชีวิตของโม่อวี้เฉิน เพราะนางรู้ว่า โลกนั้นไม่ได้เป็นของนาง
ดังนั้นในขณะนี้ นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงสีหน้าไม่พอใจ “คุณหนูใหญ่ซูพูดเกินไปแล้วข้าเป็นคนโง่งม จะไปทำให้คุณหนูใหญ่ซูชื่นชมได้อย่างไรกัน?” ไม่ใช่นางจงใจที่จะโต้แย้งผู้คนหากแต่ว่านางไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ จริงๆ
ในเมืองหลวงผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าคุณหนูรองตระกูลกู้เกิดมาโง่งมทั้งการบุ๋นและการบู๊ก็ไม่เอาไหน ทั้งยังใส่ร้ายตระกูลไป๋ สังหารมารดาและหลงรักองค์รัชทายาทอย่างสุดหัวใจ ผู้คนต่างเกลียดชังเมื่อได้ยินชื่อของนาง
ซูเหวินจิ้งไม่คาดคิดว่ากู้ชิงเฉิงจะพูดตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ทำให้นางถึงกับพูดไม่ออก