ตอนที่ 12 พระชายาที่บ้ายิ่งกว่าท่านอ๋อง
หญิงชราสองคนที่ “เป็ที่เคารพนับถือ” เป็ฝ่ายเปิดฉากก่อน คนอื่น ๆ ก็พลอยได้ใจขึ้นมาทันที ต่างพากันเห็นด้วย
“เมื่อเช้าไม่ยอมทำอาหารให้พระชายา แถมยังมาหัวเราะเยาะชาติกำเนิดของพระชายาอีก พวกเ้ายังจะมาอ้างเหตุผลอะไรอีก?” เมิ่งฉีอดไม่ได้ที่จะโต้กลับ
เขาก็ตามไปด้วย เห็นเหตุการณ์กับตาตัวเอง คนพวกนี้มีความสามารถในการกลับดำเป็ขาวได้อย่างน่าทึ่งจริง ๆ
เซิ่งจิ่งอวี้หันกลับไปมองอย่างประหลาดใจ สายตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าขาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แค่ตามเข้าวังไปครั้งเดียว ก็เริ่มที่จะพูดแทนซูเหวินยวนแล้วหรือ?
หญิงชราแซ่เกากล่าวเย้ยหยัน “ท่านองครักษ์เมิ่ง จะอาศัยว่าเป็คนสนิทของท่านอ๋องแล้วจะมาพูดจาพล่อย ๆ ก็ได้หรือเ้าคะ? เมื่อเช้าพวกเราทำแล้ว ท่านก็กินแล้ว แต่พระชายาตื่นสาย พวกเราที่อยู่ในครัวก็ต้องลำบากทำอาหารให้นางเป็พิเศษอีกต่างหาก
สุดท้ายที่ยังไม่ได้ทำ ก็ไม่ใช่เพราะคำพูดของพระชายาเองหรอกหรือ? หากนางไม่มาที่ครัว ตอนนี้อาหารก็คงจะวางอยู่ตรงหน้านางแล้ว”
เมิ่งฉีโกรธจนหน้าแดง พอพูดไปพูดมา กลายเป็ว่าทั้งหมดเป็ความผิดของซูเหวินยวนหรือ?
คนพวกนี้วัน ๆ ไม่ทำงาน แล้วยังจะมีหน้ามาอ้างเหตุผลอีก
เมื่อเผชิญหน้ากับการโต้เถียงอย่างฉะฉานของหญิงชราสองคน ซูเหวินยวนก็หัวเราะเบา ๆ
“ดูท่าแล้ว ต่อไปหากข้าอยากจะกินข้าวสักมื้อ ก็ต้องมาอ้อนวอนพวกเ้าก่อนใช่หรือไม่? หากไม่พูดจาดี ๆ ออดอ้อน ก็จะต้องอดอยากต่อไปใช่หรือไม่?”
หญิงชราทั้งสองคนสบตากัน ทั้งสองคนแทบจะแค่นเสียงออกมาเบา ๆ พร้อมกัน
ไม่มีคำตอบ แต่ก็เหมือนกับเป็การยอมรับโดยปริยาย
จะให้พระชายาต้องมานอบน้อมต่อพวกนาง พวกนางช่างกล้าเสียจริง!
“เหตุใดจึงไม่พูดเล่า?” ซูเหวินยวนยิ้มเล็กน้อย ดูแล้วเหมือนกับคนที่รังแกได้ง่าย
หญิงชราแซ่เกาเชิดคางขึ้น ท่าทีเย่อหยิ่ง “พระชายากล่าวหนักเกินไปแล้ว ต่อไปขอเพียงท่านอย่าได้เรียกร้องอะไรมากมาย และอย่าได้มาชี้นิ้วสั่งพวกเราบ่าวไพร่ ก็ย่อมมีอาหารให้กินอย่างแน่นอน”
นี่เป็คำพูดที่บ่าวไพร่ควรจะพูดออกมาหรือ?
ที่สำคัญคือพอพูดประโยคนี้จบ หลายคนก็พลอยนั่งหลังตรงเชิดหน้าขึ้นมาทันที พากันส่งสายตาดูถูกไปยังซูเหวินยวน
พวกนางอาศัยว่าเซิ่งจิ่งอวี้มองไม่เห็น จึงได้แค่พูดจาไพเราะ แต่ไม่มีกฎระเบียบเลยแม้แต่น้อย
แต่ละคนยืนตัวบิดตัวเบี้ยว บ้างก็เท้าสะเอว บ้างก็เล่นผม มีอย่างที่ไหนกัน
นี่คือจวนอ๋องจริงหรือ?
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างสงสัย “ท่านอ๋องเ้าคะ ท่านคงจะมีเงินมากจนไม่มีที่จะใช้ใช่หรือไม่ ถึงได้เลี้ยงบรรพบุรุษไว้ในจวนเต็มไปหมดเช่นนี้?”
สิ้นคำพูดของนาง ทุกคนก็พากันตะลึงงัน ยังไม่ทันจะเข้าใจดี ซูเหวินยวนก็ทุบโต๊ะอย่างแรง!
“ในจวนเฉินอ๋องมีบรรพบุรุษตั้งมากมายขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่บอกข้าก่อนล่วงหน้า? ข้าจะได้หาไม้กระดานมาตั้งบูชาพวกเ้าไว้ วันนี้ตอนที่เข้าวัง ข้าก็ควรจะไปทูลถามฝ่าาเสียเลยว่าในสุสานหลวงได้เหลือที่ว่างไว้ให้พวกเ้าสักกี่ที่หรือไม่?”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ นางช่างกล้าพูดอะไรเช่นนี้ออกมาได้นะ
“พระชายา!” เซิ่งจิ่งอวี้เอ่ยเตือน
ซูเหวินยวนไม่แม้แต่จะชายตามองเขา นางยังคงด่าต่อไป “รู้หรือไม่ว่าตนเองมีหน้าที่อะไร? มาทำท่าเป็นายใหญ่อะไรกัน? จ้างพวกเ้ามาทำงาน ไม่ได้จ้างมาเป็เ้านาย!”
ทันใดนั้นเอง คนในลานก็คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกัน แต่ละคนต่างรู้สึกหนาวสันหลังไปตาม ๆ กัน
บรรพบุรุษของราชวงศ์และสุสานหลวง? คำพูดเช่นนี้หากแพร่งพรายออกไป โทษเช่นนี้หากถูกตัดสินลงมา คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่จะต้องตายสถานเดียว แถมยังต้องตายยกโคตรเก้าชั่วคนอีกด้วย
หากท่านอ๋องบ้าคลั่งขึ้นมา ก็แค่จะเอาชีวิตคนแค่หนึ่งสองคนเท่านั้น
แต่พอพระชายาบ้าคลั่งขึ้นมา จะถอนรากถอนโคนกันเลยหรือไร?
“คุกเข่ากันทำไม?” ซูเหวินยวนหัวเราะอย่างขบขัน
“ตอนนี้เพิ่งจะพากันนึกกลัวตายหรือ? ตอนเช้าทำงานแค่เล็กน้อยก็โอ้เอ้ไปมา ใครกันที่เป็คนตักน้ำให้ข้า? ใครกันที่หวีผมให้? ใครกันที่ปูที่นอนให้? โผล่หัวออกมา!”
ทุกคนต่างพากันไม่กล้าพูด ได้แต่นั่งตัวสั่นงันงก
หญิงชราสองคนสบตากัน ต่างก็เห็นแววตาที่ตื่นตระหนกของอีกฝ่าย
เซิ่งจิ่งอวี้ได้แต่มองดูอย่างเงียบ ๆ
ก่อนที่ซูเหวินยวนจะกลับมา คนเหล่านี้หยิ่งยโสไม่เบา แต่ตอนนี้กลับกลัวจนเป็เต่าหดหัวอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่พระชายาของเขาเข้าวัง ก็ดูเหมือนว่าจะอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาบ้าง
“จะต้องรอให้ข้าถามเป็ครั้งที่สองหรือไม่?” สายตาของซูเหวินยวนกวาดมองไปที่ทุกคนทีละคน
คนที่รับใช้นางเมื่อเช้า เดินออกมาอย่างสั่นเทา แล้วก็คุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
“เข้าจวนมานานเท่าไหร่แล้ว? ทำงานเช่นนี้มาตลอดหรือไม่?”
ซูเหวินยวนถาม
หญิงชราเหล่านี้เนื่องจากมีคนหนุนหลังอยู่บ้างจึงจัดการได้ยาก ต้องเริ่มจัดการจากเด็ก ๆ ก่อน
“ตอนเช้าให้คนตักน้ำต้องเรียกถึงสามครั้ง ทำงานก็ไม่เป็ หูก็หนวก แถมยังพูดจาไม่รู้เื่อีก ท่านอ๋องเ้าคะ ท่านเลี้ยงคนไว้มากมายขนาดนี้ เพื่อทำบุญสะสมบารมีให้ตนเองหรือ?”
ซูเหวินยวนหันไปถามเซิ่งจิ่งอวี้ที่ยังคงนั่งเงียบไม่พูดอะไร
“หากพระชายาเห็นแล้วรกหูรกตา ก็ไล่ออกไปเถอะ” เขาพูดเพียงเท่านั้นก็เงียบลง
ซูเหวินยวนยั่วโมโหเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพื่อที่จะได้ยินประโยคนี้
จวนอ๋องเป็ของเขา ย่อมต้องถามความเห็นของเขาก่อน
เมื่อได้ยินเซิ่งจิ่งอวี้เอ่ยปากแล้ว คนเหล่านี้ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาจริง ๆ
เหล่าสาวใช้พากันขอโทษและขอความเมตตา พลางร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลเปื้อนใบหน้าเต็มไปหมด
“ขอพระชายาโปรดให้บ่าวอยู่ต่อเถิดเพคะ ที่บ้านของบ่าวยังรอให้บ่าวนำเงินกลับไปช่วยชีวิตอยู่เพคะ!”
“พระชายาเพคะ ต่อไปบ่าวจะตั้งใจทำงานอย่างแน่นอน ไม่ต้องรอให้ท่านเอ่ยปาก บ่าวก็จะไปตักน้ำมาให้เอง...”
คนแล้วคนเล่าพากันออกมาขอความเมตตา ซูเหวินยวนก็ยังคงไม่หวั่นไหว
จนกระทั่งพวกนางร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแล้ว ซูเหวินยวนถึงจะได้ “ยอมใจอ่อน” ปล่อยพวกนางไว้
“คนรับใช้ในหอจู๋เยว่ ที่ทำงานเมื่อเช้า ตัดเบี้ยหวัดครึ่งเดือน”
หลายคนต่างพากันขอบคุณไม่หยุด ขอเพียงไม่ไล่พวกนางออกไปก็พอแล้ว
อันที่จริงแล้วงานในจวนเฉินอ๋องก็ค่อนข้างจะสบายอยู่บ้าง เซิ่งจิ่งอวี้ก็ให้เบี้ยหวัดมาก พวกนางไม่ได้อยากจะไปหรอก
พอเห็นคนพวกนั้นแค่ถูกปรับเบี้ยหวัด คนอื่น ๆ ก็เริ่มที่จะโล่งใจ ถึงขนาดรู้สึกยินดีกับความทุกข์ของผู้อื่นเล็กน้อย
โชคดีที่เมื่อเช้าไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าซูเหวินยวน เอาแต่หลบอยู่ในห้องแอบอู้มาตลอด คราวนี้กลับกลายเป็ว่าได้รักษาเบี้ยหวัดของตัวเองไว้
คาดไม่ถึงว่าซูเหวินยวนจะพลิกลิ้นแล้วพูดต่อ “คนที่ไม่ได้ทำงาน ตัดหนึ่งเดือน!”
“หา?”
ทุกคนต่างพากันอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ซูเหวินยวนกวาดตามองอย่างเ็าแล้วกล่าวว่า “ไม่เต็มใจก็ไปได้ ไม่มีใครรั้งพวกเ้าไว้แน่นอน”
คราวนี้ไม่มีใครคัดค้านอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างก็พากันเงียบปาก
แต่ซูเหวินยวนเพียงแค่จัดการกับคนรับใช้ในหอจู๋เยว่เท่านั้น คนรับใช้ในจวนโดยคร่าว ๆ แบ่งออกเป็สามส่วน
หนึ่งคือหอจู๋เยว่ มีคนค่อนข้างเยอะ ทำงานละเอียดหน่อย ล้วนเป็คนที่องครักษ์ข้างกายของเซิ่งจิ่งอวี้เลือกมา
เซิ่งจิ่งอวี้มีองครักษ์และคนสนิทอยู่มากมาย ่นี้ไม่ได้อยู่ในจวน ปกติแล้วก็เป็พวกเขาที่รับใช้ใกล้ชิด ส่วนคนในจวนเหล่านี้ก็แค่ทำงานจิปาถะ
ส่วนที่สองคือห้องครัว มีคนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน มีหญิงชราสองสามคนเป็ผู้ควบคุม
ส่วนคนที่เหลือก็รับผิดชอบส่วนอื่น ๆ ในจวน อย่างไรก็ไม่มีใครอยู่ ก็แค่ทำงานจิปาถะจำพวกทำความสะอาดเท่านั้น
ในเมื่อซูเหวินยวนจะมาอยู่ที่จวนนี้แล้ว แค่จัดการกับหอจู๋เยว่อย่างเดียวย่อมไม่พอแน่นอน
“ท่านอ๋องเ้าคะ คนรับใช้ในจวนวุ่นวายขนาดนี้ สมควรที่จะต้องจัดการบ้างแล้วหรือไม่?” ซูเหวินยวนถามยิ้ม ๆ
เซิ่งจิ่งอวี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เื่เล็กน้อยเช่นนี้ พระชายาตัดสินใจได้เลย”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นจะเดินจากไป เมิ่งฉีรีบเข้ามาพยุงเขากลับไปที่ห้องอักษรไม่สนใจเื่พวกนี้อีกต่อไป
เดิมทีเื่ของบ่าวไพร่ก็ไม่ควรจะมารบกวนถึงหูของเซิ่งจิ่งอวี้
ซูเหวินยวนมีบารมีมากพอที่จะไม่ยอมให้บ่าวไพร่ปีนขึ้นมาอยู่บนหัวนางได้ แต่การจะให้หญิงชราเหล่านี้ออกไปนั้น ก็ยังยากยิ่งนัก
หญิงชราสองสามคนเมื่อเห็นว่าเซิ่งจิ่งอวี้ไม่สนใจแล้ว ก็เริ่มที่จะรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้าง
หลังจากผลักไสกันไปมา สุดท้ายก็ดันหญิงชราแซ่เกาออกไปข้างหน้า ให้นางไปอธิบายกับซูเหวินยวน
หญิงชราแซ่เกาไม่มีท่าทีหยิ่งยโสเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว นางฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“พวกเราก็แก่ชราแล้ว อยู่ในจวนมาหลายปี เื่การดูแลจัดการบ่าวไพร่ ก็มอบให้พวกเราจัดการก็พอแล้วเพคะ”
หญิงชราแซ่ต่งกล่าวต่อ “ใช่แล้วเพคะพระชายา เื่เช่นนี้ไม่ต้องให้พระชายาลำบากหรอกเพคะ”
ซูเหวินยวนมองพวกนางอย่างเ็า “ข้าจะกินข้าวสักมื้อก็ยังต้องมาขอร้องพวกเ้า หากจะให้พวกเ้ามาดูแลจวน ข้าก็คงจะต้องมาอ้อนวอนขอให้พวกเ้าทำงานกระมัง?”
เื่ในครัวยังไม่ทันจะได้คิดบัญชีกับพวกนาง พวกนางก็ฉลาดพอที่จะไม่หยิบยกเื่นี้ขึ้นมาอีก
เื่ที่ซูเหวินยวน้าจะจัดการ ก็คือพวกที่อาศัยความเป็ผู้สูงอายุทำตัวเป็เ้าใหญ่นายโต
เป็พวกนางนั่นแหละที่ไม่มีกฎระเบียบ!