ก๊อก!ก๊อก!
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเป็ระลอกๆได้ปลุกหลี่ลั่วให้ตื่นจากความมืดมิด เขาพยายามลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบากภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือทิวทัศน์ของห้องที่คุ้นเคย
“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น?”
เขาพึมพำออกมาจากนั้นเขาก็พบว่าเสียงของตัวเองอ่อนแอจนน่าใ ลมหายใจแ่เบาราวกับใยไหมราวกับว่าเปลวเทียนกลางสายลม พร้อมจะมอดดับลงทุกเมื่อ
หลี่ลั่วพยายามลุกขึ้นจากพื้นแต่ไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้ง เขาก็พบว่าแขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
สุดท้ายเขาก็ได้แต่นอนอยู่บนพื้นนานพอสมควรจึงค่อยมีแรงลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ ก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ
“คุณชายน้อยไม่เป็อะไรใช่ไหม?” ในตอนนี้เองมีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากนอกห้อง ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เหมือนจะเป็ไช่เวยผู้ช่วยของเจียงชิงเอ๋อร์
หลี่ลั่วกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วตอบกลับ“ข้านอนตื่นสายไปหน่อย มีอะไรหรือ?”
“ชิงเอ๋อร์ให้ข้ามาบอกท่านว่าประมุขทั้งเก้าหอของคฤหาสน์ลั่วหลานมาถึงแล้ว กรุณาเตรียมตัวด้วย”เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวที่ชื่อไช่เวยดังขึ้น
“เข้าใจแล้ว”หลี่ลั่วมองลอดออกไปจากช่องหน้าต่าง ตอนนี้ท้องฟ้าสว่างแล้วเห็นได้ชัดว่าเขานอนอยู่บนพื้นตลอดทั้งคืน
เมื่อได้ยินหลี่ลั่วตอบรับแม้ว่าไช่เวยที่อยู่นอกประตูจะรู้สึกแปลกใจกับเสียงที่อ่อนแอของเขาอยู่บ้างแต่ก็เดินจากไปอยู่ดี
หลี่ลั่วมองไปยังตำแหน่งที่วางลูกแก้วเมื่อคืนนี้เอาไว้แต่เขาก็ต้องใไปเมื่อพบว่าลูกแก้วสีดำนั่นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วเหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำกองหนึ่งเอาไว้
เห็นได้ชัดว่าระบบทำลายตัวเองในลูกแก้วสีดำได้ทำงานขึ้นมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
หลี่ลั่วหันไปมองกระจกด้านข้างภายในนั้นได้สะท้อนใบหน้าของเขาเพียงมองแวบเดียวสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างอดไม่ได้
เพราะใบหน้าของบุคคลในกระจกนั้นซีดเผือดจนน่ากลัวให้ความรู้สึกราวกับว่าแก่นโลหิตในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
และการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือผมของเขา...เดิมทีผมของเขาเป็สีดำ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็สีเทาขาวไปแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็เพราะเสียแก่นโลหิตมากเกินไป
หลี่ลั่วจ้องมองเด็กหนุ่มผมขาวในกระจกอย่างเหม่อลอยหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาถึงค่อยถอนหายใจออกมา “กลับกลายเป็ว่า...หล่อขึ้นเสียอย่างนั้น”
หลังจากปลอบใจตัวเองแล้วหลี่ลั่วก็ยิ้มเจื่อนกล่าว “อย่างที่คิด การหลอมรวมอัตลักษณ์หลังกำเนิดเข้าไปทำให้แก่นโลหิตที่สะสมมาสิบเจ็ดปี ถูกเผาผลาญไปมากกว่าครึ่ง...”
การที่เสียแก่นโลหิตมากเกินขนาดเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงอย่างมากแม้แต่การเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ยังทำให้เขารู้สึกเวียนศีรษะ
นอกจากนี้เขายังรู้สึกว่าร่างกายของเขามีความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูกความรู้สึกว่างเปล่านั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าทางจิตใจ แต่เป็... การสูญเสียอายุขัย
หลี่ลั่วเม้มริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขานับั้แ่นี้เป็ต้นไป เขาจะเหลืออายุขัยเพียงแค่ห้าปีแล้วงั้นหรือ?
ช่างทำให้รู้สึก...กดดันยิ่งนัก!
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมาจากนั้นก็หลับตาลง ก่อนจะเริ่มสำรวจภายในร่างกาย
การััรับรู้ของเขาได้จมลงไปยังวิหารอัตลักษณ์ภายในร่างกายโดยตรงก่อนหน้านี้วิหารอัตลักษณ์ทั้งสามล้วนว่างเปล่า แต่ตอนนี้ภายในวิหารอัตลักษณ์อันแรกนั้นกลับมีแสงสีฟ้าครามเปล่งประกายออกมาพลังที่อบอุ่นและอ่อนโยนสายหนึ่งได้แผ่ออกมาจากวิหารอัตลักษณ์อย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ได้ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายที่แห้งเหือดไปด้วย
จิตของหลี่ลั่วจ้องมองไปที่วิหารอัตลักษณ์สีฟ้าครามนั่นวินาทีนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะเตรียมใจเอาไว้แล้วแต่ก็ยังอดจะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี
อย่างที่คิดการหลอมสร้างอัตลักษณ์หลังกำเนิดประสบความสำเร็จแล้ว
นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไปปัญหาไร้อัตลักษณ์ของเขา ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แล้ว!
และการไร้อัตลักษณ์ที่เคยสร้างปัญหาให้เขามากมายในอดีตจะเริ่มเผยให้เห็นถึงความพิเศษและความมหัศจรรย์อันเป็เอกลักษณ์เฉพาะของมันออกมาในอนาคตด้วย!
หลี่ลั่วลืมตาขึ้นเขาสามารถััได้ถึงพลังงานฟ้าดินที่แหวกว่ายอยู่รอบตัวในนั้นมีพลังงานสองชนิดที่กำลังหลั่งไหลเข้าหาเขาด้วยตัวเอง
นั่นคือพลังงานแห่งน้ำและแสงสว่าง
นับจากนี้ไปเขาจะสามารถดูดกลืนพลังงานทั้งสองชนิดนี้ได้จากนั้นจึงเปลี่ยนมันให้กลายเป็พลังอัตลักษณ์ของเขาอย่างแท้จริง
แต่ก่อนหน้านั้นเขายังต้องฝึกฝนวิชาชักนำพลังงานแต่เื่พวกนี้ล้วนไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรอย่างไรเสียคฤหาสน์ลั่วหลานก็มั่งคั่งร่ำรวยไม่น้อยมีวิชาชักนำพลังงานเก็บสะสมเอาไว้ไม่น้อย
หลี่ลั่วนึกคิดพร้อมกับค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆจากนั้นก็ไปล้างเนื้อล้างตัวและเปลี่ยนเป็ชุดที่สะอาดเรียบร้อย
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเขาก็มองตัวเองในกระจก จากนั้นเด็กหนุ่มภายในกระจกแม้จะมีใบหน้าซีดเซียวสีผมกลายเป็สีเทาขาวแต่กลับยังคงยากจะปิดบังความหล่อเหลาเอาไว้ได้ก็ได้เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“หลี่ลั่วยินดีต้อนรับสู่ชีวิตใหม่”
...
บ้านเก่าในนครหนานเฟิงหลังนี้ในอดีตมันค่อนข้างเงียบเหงามาโดยตลอดแต่บรรยากาศในวันนี้กลับดูตึงเครียดอย่างหาได้ยาก รอบๆบ้านเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันและการป้องกันอย่างหนาแน่น
ภายในห้องโถงใหญ่ของบ้านเก่าบรรยากาศยิ่งอึมครึมจนชวนให้รู้สึกหายใจไม่ออก
ภายในห้องโถงอันกว้างขวางมีที่นั่งแบ่งออกเป็สองฝั่ง ซึ่งตรงกลางมีที่นั่งอยู่สองที่ที่นั่งหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกที่นั่งหนึ่งมีเจียงชิงเอ๋อร์นั่งอยู่นางมีสีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเ็าเล็กน้อย
นางมองไปทั่วทั้งห้องโถงด้วยั์ตาสีทองอย่างเฉยชาและมักจะเหลือบมองไปยังที่นั่งฝั่งซ้ายเป็ครั้งคราวตรงนั้นมีเงาคนนั่งอยู่สี่ร่าง ทุกคนต่างก็แผ่คลื่นพลังอันแข็งแกร่งออกมา
โดยเฉพาะคนที่อยู่หัวแถวฝั่งซ้าย
นั่นเป็ชายหนุ่มที่มีอายุราวๆยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี รูปร่างหน้าตาของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายนักเบ้าตาลึกเล็กน้อย ปีกจมูกแคบยาวอยู่บ้างตรงติ่งหูด้านขวามีต่างหูรูปกระบี่ห้อยอยู่ มีประกายแสงเย็นเยียบสว่างออกมารางๆ
บนใบหน้าเขามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาทำให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูเป็มิตรได้ง่าย
แต่เจียงชิงเอ๋อร์ที่รู้จักอีกฝ่ายดีกลับรู้ว่าบุคคลตรงหน้าไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด นับั้แ่นางเข้ามาดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานก็เป็คนผู้นี้เองที่คอยสร้างปัญหาขัดขวางนางหลายต่อหลายครั้ง
คนผู้นี้คือศิษย์ในนามที่หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานรับมาและบัดนี้ได้กลายเป็ผู้มีอำนาจในคฤหาสน์ลั่วหลานแล้ว... เผยฮ่าว
ส่วนเงาร่างสามร่างที่นั่งถัดจากเขาก็คือประมุขหอสามหอที่ถูกเขาดึงเข้ามาเป็พวก
ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขายังมีประมุขหออีกหกคนของคฤหาสน์ลั่วหลานนั่งอยู่ในบรรดาประมุขหอทั้งหกนี้ มีสี่คนที่สนับสนุนเจียงชิงเอ๋อร์และอีกสองคนวางตัวเป็กลาง ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด
เพียงมองจากจุดนี้ก็พอจะมองออกได้แล้วว่าสถานการณ์ภายในคฤหาสน์ลั่วหลานตอนนี้มันวุ่นวายเพียงใด...
หลังจากที่ขาดสองเสาหลักอย่างหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานไปคฤหาสน์ลั่วหลานที่ขุมพลังไม่มากพอก็เริ่มสั่นคลอน
ภายในห้องโถงใหญ่อันอึมครึมได้จมอยู่ในความเงียบงันมานานพอสมควรแล้ว มีเพียงเสียงจิบชาเบาๆของผู้คนดังขึ้นเป็ครั้งคราว
จนเมื่อผ่านไปได้พักหนึ่งแล้วเผยฮ่าวที่อยู่หัวแถวฝั่งซ้ายก็ได้วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงกระทบที่ไม่หนักไม่เบานั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงหยุดชะงักไปทันที
เผยฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองเจียงชิงเอ๋อร์แล้วยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเล็กทุกคนมารอที่นี่นานครึ่งค่อนวันแล้ว เหตุใดคุณชายน้อยยังไม่ออกมาอีก?”
“ถึงแม้ว่าจะเป็คุณชายน้อยแต่พวกเราต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อคฤหาสน์ลั่วหลานมาโดยตลอดอย่าลืมว่าตอนที่อาจารย์และอาจารย์แม่ยังอยู่ ท่านทั้งสองก็มักจะมาตรงเวลาเสมอนั่นเป็การแสดงให้เห็นว่าท่านทั้งสองให้ความสำคัญกับพวกเรามากเพียงใด”
เมื่อคำพูดของเขาดังขึ้นประมุขเก้าหอในห้องโถงใหญ่ก็มีทั้งคนที่ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมาคนที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย และคนที่พึมพำออกมาเบาๆ
เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ตอนที่อาจารย์และอาจารย์แม่ยังอยู่ เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเ้าใจร้อนขนาดนี้?”
เผยฮ่าวหรี่ตาลงมองเจียงชิงเอ๋อร์ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเล็กสุดท้ายคนเราก็ต้องมองไปข้างหน้านะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อคุณชายน้อยยังไม่มาสักทีเช่นนั้นข้าขอเสนอว่าพวกเราไม่จำเป็ต้องรอแล้ว เริ่มประชุมกันเลยดีกว่าอย่างไรเสีย…”
เผยฮ่าวยิ้มแห้งๆ“สถานการณ์ของคุณชายน้อย ทุกคนต่างก็รู้ดี เื่ที่จะพูดคุยกันในวันนี้อันที่จริงแล้วหากเขาไม่อยู่ด้วยก็น่าจะดีกว่า ปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆ ไปเถอะ”
ภายในห้องโถงใหญ่ทุกคนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป นอกจากเจียงชิงเอ๋อร์แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย
“ในเมื่อไม่มีใครโต้แย้งเช่นนั้นก็เริ่มกันเลยเถอะ” เมื่อเห็นดังนั้น เผยฮ่าวก็ยิ้มออกมาพร้อมกับโบกมือคิดจะตัดสินใจเื่นี้ทันที
เจียงชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเ็ากำลังจะเอ่ยแย้ง แต่อยู่ๆก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลังม่านมุกของห้องโถงใหญ่
“ไม่ได้เจอกันหลายปีศิษย์พี่เผยฮ่าวดูยิ่งผยองขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยเลยจริงๆหากพ่อแม่ข้ารู้ว่าตอนนี้ศิษย์พี่มีความสามารถขนาดนี้แล้วละก็ท่านทั้งสองคงจะดีใจน่าดูเลยกระมัง?”
หลังจากเสียงหัวเราะดังขึ้นม่านมุกของห้องโถงใหญ่ก็ถูกเปิดออกจากนั้นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงเพรียวและมีหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็เดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
และเมื่อทุกคนในห้องโถงใหญ่เห็นใบหน้านั้นอย่างกะทันหันพวกเขาก็ตัวกระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณอย่างพร้อมเพรียง
เพราะใบหน้านั้นมันเหมือนกับบุคคลทั้งสองท่านที่พวกเขานับถืออย่างมาก
กระทั่งเผยฮ่าวรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้างไปครู่หนึ่งร่างกายของเขาเหมือนจะก้มลงโดยไม่อาจควบคุมได้ไปเล็กน้อยแต่ในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ แต่อยู่ๆ เขาก็รู้สึกตัวขึ้นมา
เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่บุคคลทั้งสองท่านนั้นแล้ว…
เป็เพียงแค่สวะไร้ค่าที่ไร้อัตลักษณ์เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงยื่นมือออกไป ตบลงบนถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะทันที มีเสียงดังกังวานขึ้นมาซึ่งถ้วยชาทั้งใบก็ถูกฟาดจนกลายเป็ผงธุลี
เสียงกระทบนี้ทำให้ประมุขเก้าหอที่อยู่ในที่นี้ใไปเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกตัวขึ้นมาในทันที
จากนั้นพวกเขาก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ส่วนประมุขหอสามคนที่อยู่ข้างๆเผยฮ่าวก็รีบนั่งลงทันที
ส่วนประมุขหกหออีกฝั่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือคำนับหลี่ลั่วที่เดินออกมา
“คารวะคุณชายน้อย”
ตอนนี้พวกเขาตั้งใจมองมาที่หลี่ลั่วอีกครั้งจึงได้พบว่าถึงแม้เขาจะมีใบหน้าคล้ายกับหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานอยู่บ้างแต่ก็ยังขาดบารมีที่น่าเกรงขามไป ยังดูเด็กน้อยไร้ประสบการณ์มากเกินไป
ภาพลวงตาเมื่อครู่นี้มันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาพวกเขาเพียงแค่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเท่านั้น
และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจมากที่สุดคือผมสีเทาขาวของหลี่ลั่ว
กระทั่งเจียงชิงเอ๋อร์ก็มองผมของหลี่ลั่วด้วยความสงสัยเ้าหมอนี่เมื่อวานยังปกติดีอยู่เลย...
หลี่ลั่วพยักหน้าให้กับประมุขหอทั้งหกจากนั้นก็หันไปมองเผยฮ่าวที่นั่งนิ่งไม่ขยับ ยิ้มกล่าว“ไม่ได้เจอศิษย์พี่เผยฮ่าวหลายปี เปลี่ยนไปจากเดิมราวกับกลายเป็คนละคนเลยจริงๆ”
ประมุขเก้าหอที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตาเป็ประกายพวกเขาฟังความหมายแฝงที่อยู่ในคำพูดของหลี่ลั่วออก
ใน่หลายปีก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานยังอยู่ ทุกครั้งที่เผยฮ่าวพบเจอกับหลี่ลั่วเขาจะมีรอยยิ้มอันอ่อนโยนราวกับพี่ใหญ่เสมอทั้งยังคอยพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาของขวัญมากมายมาฝากเขาเป็ประจำอีกด้วย
เพียงแต่ในตอนนั้นแม้แต่หลี่ไท่เสวียนกับถานไถหลานเองก็คงคาดไม่ถึงเลยเช่นกันว่าลูกศิษย์ที่เคารพนับถือพวกเขาอย่างสุดซึ้งคนนี้หลังจากที่พวกเขาหายสาบสูญไปนานหลายปีจะเผยธาตุแท้เช่นนี้ออกมา
เผยฮ่าวมีรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วแล้วกล่าว “ไม่ได้เจอกันเสียนานเสี่ยวลั่วโตขึ้นมากเลยนะ”
อยู่ๆเขาก็หยุดพูดลง ขมวดคิ้วขึ้นกล่าวอย่างจริงจัง “แต่ทำไมถึงหน้าซีดขนาดนี้ผมก็หงอกไปหมดแล้วด้วย ดูราวกับว่า... จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้วเลย?”