บทที่ 6
ยุวาจารย์
เมื่อปราณหันมองก็เห็นเ้าของมือหยาบหนาคู่นั้นคือบุคคลที่เขาคุ้นเคย“ท่าน...ท่าน...ท่านลุง!!!” ปาดคราบน้ำตา เปลี่ยนเป็รอยยิ้มโดยพลัน
“ใช่ข้าเอง...ข้าจะเดินไปกับเ้า” แม้ชายผู้นี้ภายนอกจะดูสกปรกเลอะเทอะไม่น่าคบหาแต่จิตใจกลับเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา
ท่านลุงกลายเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กน้อยรองจากพ่อและแม่
“เ้าจะร้องไห้ไปไย?” ท่านลุงก้มมองใบหน้าที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลือ
“ข้า...ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านพ่อและท่านแม่ทิ้งให้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว...การเติบโตของข้าจะต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง อย่าหวังพึ่งพาคนอื่นอย่างเด็ดขาดเพราะเวลาที่เกิดความเดือดร้อน จะมีสักกี่คนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยข้า” ปราณสรุปในสิ่งที่เขาเพิ่งจะตีมันแตกเมื่อครู่นี้
ท่านลุงกลั้วหัวเราะอย่างชอบใจโอบบ่าเด็กน้อยแล้วเดินไปช้าๆ “ดี...ดีมาก...ดีมากปราณ!คิดไม่ถึงว่าในที่สุดเด็กอายุน้อยเช่นเ้า ก็สามารถเข้าใจการมีชีวิตอยู่ได้รวดเร็วเช่นนี้ไม่ผิดแบบที่เ้าคิดหรอก...คนส่วนมากถ้าตัวเองไม่เดือดร้อนจะไม่ออกมาเรียกร้องหรือช่วยอะไรทั้งสิ้นคนทุกคนล้วนเห็นแก่ตัวเองก่อน...นี่คือชีวิตของมนุษย์ทุกคน”
ชายชราคว้าร่างปราณขึ้นมาอุ้มในอ้อมแขนโดยไม่รังเกียจ เขาเองก็เอ็นดูปราณดุจหลานชายคนหนึ่ง ถ้าเขาไม่ดูแลคอยแนะนำก็ไม่รู้ว่าเด็กอัจฉริยะคนนี้จะเป็อย่างไร
ร่างในชุดคลุมมอซอนั้นเปี่ยมด้วยมัดกล้ามและพละกำลังอันมหาศาลแต่ไม่ได้เปิดเผยให้ใครได้รู้ เพราะชุดคลุมตัวใหญ่ๆ โคล่งๆปกปิดความแข็งแกร่งเอาไว้
แต่ปราณััได้ถึงพลังฌานและลมปราณอันอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในร่างท่านลุงและยังแผ่ความรู้สึกนั้นมาหาเด็กน้อยได้อย่างมากมายทำให้จิตใจของปราณฮึกเหิมขึ้นในบัดดล ‘ไม่น่าเชื่อ...ข้าพลังที่อบอุ่นกำลังไหลเวียนผ่านตัวข้าอยู่ด้วยท่านลุง... ท่านเป็ใครกันแน่?...ท่านต้องเป็นักฌานยุทธ์ที่แก่กล้าแน่ๆ!’
ท่านลุงเอ่ยสอนปราณด้วยเสียงดังชัดเจนในขณะที่ปราณยังอยู่ในอ้อมแขนใหญ่ของเขา “ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...คือวิถีชีวิตที่เ้าเลือกเองอย่ากลัวที่จะเดินในเส้นทางของนักฌานยุทธ์ เพราะแผ่นดินนี้ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้เ้าอยู่รอดและผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆได้...”
เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนท่านเ้าเมืองสองทวารบาลในชุดนักรบถือหอกยาว 2 เมตรยืนเฝ้าประตูทั้งสองด้าน ใบหน้าสงบนิ่งดูดุดันท่านลุงก็อุ้มปราณลงมายืนตามเดิม
“ลุงมาส่งเ้าได้แค่นี้ล่ะนะ จำเอาไว้ว่าความอดทนคือหัวใจหลักก็มีขีดจำกัดถ้าเ้ารู้ว่าสามารถเอาชนะใครๆ ได้ด้วยพลังฌานยุทธ์ที่มี ก็จงปลดปล่อยให้เขาเห็นแต่ถ้าดูแล้วว่าเขาอาจจะมีพลังอำนาจมากกว่าเ้า ก็จงอดทนแล้วเ้าจะรอดจากสิ่งเลวร้ายเ่าั้”
ปราณโค้งคำนับขอบคุณคำสอนของท่านลุงแล้วเดินเข้าประตูจวนไป
**********
ห้องโถงว่าการเมืองเชียงคลองบัดนี้คราคร่ำด้วยบรรดาขุนนางอำมาตย์และภริยาที่นั่งรายล้อมเป็วงรอบโถงใหญ่ไม่น้อยว่า20คน
ชายสูงอายุผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แม้ใบหน้าจะมีริ้วรอยของประสบการณ์ชีวิต แต่ก็มิได้บดบังความสง่างามส่งแววตาที่เปล่งประกายแข็งกร้าวมีอำนาจและความเมตตาในคราเดียวกัน คือ ท่านมหาเสนาพิมุขมนตรีผู้าุโสี่ หรือผุ้าุโสูงสุดของบรรดามหาอำมาตย์แห่งเมืองเชียงคลอง ในชุดสีขาวปักดิ้นทองอินทรธนูขอบทองสี่ดาวประดับบ่า ผู้ที่ท่านเ้าเมืองยังต้องให้ความนอบน้อม

“ข้าไม่เข้าใจท่านจริงๆ ใยท่านจึงเห็นดีเห็นงามกับเ้าเด็กขี้แพ้คนนั้น! ซ้ำยังไม่ลงโทษที่ได้ทำร้ายนายน้อยของพวกเรา”
สุเมธาธิบดีในชุดว่าราชการสวมเสื้อกำมะหยี่แขนยาวสีเืหมูปักดิ้นทองลวดลายวิจิตรบรรจงปลายแขนทั้งสองข้างปักแถบสีทอง 5 เส้นลงบนแถบผ้าสีดำเงา
อินทรธนูห้าดาวมีมงกุฎครอบประดับที่บ่าพร้อมผ้าคลุมกำมะหยี่สีเดียวกับเสื้อสวมกางเกงสแลคสีดำมีแถบข้างเป็เส้นสีทองสองเส้น สอดชายกางเกงในรองเท้าบูทสีดำเงาครึ่งน่อง กล่าวขึ้นทันทีที่ผู้าุโสี่พูดจบ
“ข้าเข้าใจที่ท่านมหาเสนาพิมุขมนตรีกล่าว...แต่ทุกท่านที่นั่งในที่นี้ก็ล้วนแต่เคยได้ยินคำร่ำลือถึงตำนานเล่าขานของพลังฌานยุทธ์แห่งมหาพิภพอาเชียบัดนี้เมืองของเราได้ปรากฏเด็กน้อยผู้มีพลังฌานยุทธ์ในตำนานที่ว่านั้นแล้วข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อ จนเมื่อข้าได้เห็นด้วยตาจึงขอบอกกับทุกท่านว่าเด็กน้อยคนนี้อาจจะเป็ผู้ช่วยให้เมืองเชียงคลองของเราดีกว่าที่เป็อยู่นี้ก็ได้”
เสนาอำมาตย์ทั้งหลายสบตาและมองหน้ากันบ้างก็ส่ายหัวไม่เชื่อคำพูด
“ท่านเองก็รู้ว่าไอ้เ้าเด็กคนนี้ มันมีฉายาว่าไอ้ขี้แพ้ กี่ปีแล้วล่ะที่พวกเราเห็นมันเข้ามาเรียนรู้วิชาชั้นสูงของพวกเราโดยแลกกับการที่มันต้องเป็บ่าวให้กับลูกหลานของพวกเรา แล้ววันดีคืนดีท่านจะบอกว่า เ้าเด็กคนนี้มีพลังฌานยุทธ์ พลังลึกลับในตำนานนั่นน่ะหรือ? ข้าอยากจะหัวเราะเสียจริง!”
สมุหเสนาแก่นนคร ชายร่างท้วมอายุประมาณ 40 ในชุดสีดำปักดิ้นทอง มีอินทรธนูสองดาวขอบทองประดับบนบ่าส่ายหัวแบบไม่เชื่อ เช่นเดียวกับความเห็นส่วนใหญ่

“เอาล่ะๆ ในเมื่อทุกท่าน ต่างก็ยังไม่มีใครได้เห็นจริงข้าจึงได้เชิญทุกท่าน มาร่วมประชุมพร้อมกัน เพื่อให้เห็นว่าพลังฌานยุทธ์ในตำนานนั้นมีจริงและอยู่ในเมืองเชียงคลองของพวกเรานี่แหละวันนี้ข้าก็ได้เรียกตัวเ้าเด็กปราณให้มาพิสูจน์ว่า สิ่งที่ข้าพูดมันเป็ความจริง”
ท่านเ้าเมืองหันไปทางนายทวารหน้าประตูโถงแล้วพยักหน้าประตูโถงใหญ่เปิดออกเด็กชายร่างเพรียวลมในชุดเรียบง่าย ยืนอยู่หน้าประตู
ปราณเดินอย่างสุภาพเข้ามาภายในห้องโถงหลังคาสูงทรงกลม บนเพดานโค้งมีภาพวาดสีน้ำลายเส้นสวยงามบอกเล่าตำนานแห่งมหาพิภพอาเชีย
ชนชั้นบรรดาศักดิ์ทั้งหลายต่างมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่เหยียดหยามมีเพียงเ้าสุเมธาธิบดีเท่านั้น ที่มองปราณด้วยรอยยิ้มเป็มิตร
เด็กน้อยยืนอยู่เด่นกลางห้องโถงใหญ่น้อมศีรษะให้ความนอบน้อมต่อท่านเ้าสุเมธาธิบดีผู้นั่งบัลลังก์สูงเบื้องหน้าพร้อมกับค่อยๆ หันไปคำนับทั้งด้านซ้ายและขวา
“ข้าน้อยปราณ โอฬารปฐี จากหมู่บ้านพยัคฆ์คำรามขอคำนับท่านเ้าเมืองและท่านมหาอำมาตย์ทุกท่านครับ”
ท่านผู้าุโสี่ดาวมหาเสนาพิมุขมนตรีเอ่ยถามเด็กน้อย ด้วยน้ำเสียงแคลงใจ “เ้าเด็กปราณเอ้ย!!! ท่านเ้าเมืองว่าเ้ามีพลังฌานยุทธ์สัมบูรณ์อย่างนั้นหรือ?” เขาเห็นปราณมาหลายปี ล้มลุกคลุกคลานโดนกลั่นแกล้งอยู่เสมอไฉนท่านเ้าเมืองถึงบอกว่าปราณมีพลังฌานสัมบูรณ์
“เออ...ครับผู้ท่านผู้าุโ!” ปราณตอบชัดถ้อยชัดคำ
ผู้าุโสองสมุหเสนาแก่นนครมองปราณหัวจรดเท้า สีหน้าไม่พอใจอย่างที่สุด “ถ้าน้ำหน้าอย่างเ้ามีพลังฌาน ลูกๆของพวกข้าก็คงเป็ปรมาจารย์ยุทธ์กันแล้วล่ะมั๊ง! ฮะฮะฮ่า” มหาอำมาตย์ทั้งห้องต่างขบขันคำเปรียบเทียบดังกล่าว
เสียงดุดันแสดงความไม่พึงใจของสุเมธาธิบดีดังขึ้นทันที“ทุกท่าน!โปรดให้เกียรติกันด้วย พวกท่านต่างก็เป็ผู้ใหญ่ระดับมหาอำมาตย์ตำแหน่งหน้าที่สูงศักดิ์กันทั้งนั้นข้าไม่เห็นควรว่าท่านจะกล่าวเปรียบเทียบเหยียดหยามเ้าหนูปราณแบบนี้”
ทั้งห้องเหมือนถูกท่านเ้าเมืองตบหน้าอย่างแรงตำแหน่งยศถาที่ประดับบ่า เริ่มเป็สิ่งกระตุ้นเตือนถึงสถานะของพวกตัวเองเสียงหัวเราะหยุดลงทันที
สุเมธาธิบดีก้าวลงจากบัลลังก์อย่างสง่างามเดินมาหาเด็กน้อยช้าๆ “ไหนๆ ข้าก็พูดแล้ว ขอพูดต่อเลยแล้วกัน...ข้ารู้ว่าในบรรดามหาอำมาตย์ทั้งหลายในที่ประชุมแห่งนี้มีการแอบอ้างชื่อของข้าไปใช้ในทางมิชอบ ข้ารู้ว่าเป็ฝีมือของใครขอให้หยุดทำเื่ต่ำช้าเช่นนั้นสีย คนที่ทำผิดเยี่ยงนั้นท่านผู้าุโสองคิดว่าข้าควรจะลงโทษสถานใดดี?”สายตาจ้องมองาุโสอง
สมุหเสนาแก่นนครเ้าของฉายาาุโสอง สะดุ้งโหยง เหงื่อซึมผิวหน้า ตอบด้วยเสียงสั่นๆ “ก็เออ...ริบ...ริบทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงตำแหน่งและเนรเทศออกจากเมืองทั้งครอบครัวครับ”
“ดีมากที่ท่านจำได้ก็ฝากเตือนถึงผู้กำลังกระทำอยู่ให้หยุดพฤติกรรมนั้นเสีย”แววตาจ้องมองผู้าุโสองอย่างดุดัน
แท้ที่จริงผู้าุโสองเป็ตัวการใช้ชื่อเสียงของเ้าเมืองในการรีดไถและกดขี่ประชาชนจนผู้คนต่างพากันหวาดกลัวท่านเ้าเมืองรู้เื่นี้มาสักระยะจากข่าวของชายลึกลับที่ส่งรายละเอียดมาถึงห้องทำงานด้วยลูกธนู
เป็การยิงลูกธนูที่ห่างจากจวนหลายร้อยเมตรผ่านเข้ามาโดยง่ายและปักลงบนโต๊ะทำงานในจุดเดิมทุกครั้ง ส่งมาทุกสัปดาห์จนได้ข้อมูลและตามสืบจนมีหลักฐานและรู้ว่าเป็ฝีมือของผู้าุโสองวันนี้ได้จังหวะดีที่จะปรามเตือนสติ
“ชื่อเสียงของข้าทุกวันนี้ตกต่ำลงเรื่อยๆข้าเองก็มิอยากเอาเื่เอาราวกับพวกท่านเพราะถือว่าพวกเราก็ฝ่าฟันอุปสรรคกันมายาวนานกว่าจะสร้างเมืองเชียงคลองได้ถึงขนาดนี้ขอให้ทุกอย่างจบลงั้แ่วันนี้เสีย”
เมื่อปราณได้เห็นการกล่าววาจาตำหนิเช่นนี้ก็นึกถึงคำร่ำลือต่างๆ นานา ‘ตัวจริงของท่านเ้าเมืองั้แ่วันแรกจนถึงวันนี้เป็วันที่สามทำให้ข้ายิ่งเชื่อมั่นในกาลามสูตร ๑๐ อย่างสนิทใจไม่ให้ข้าตัดสินสิ่งใดโดยง่ายเกินไป หากยังไม่รู้จักตัวตนของเขาดีพอ’ ปราณยืนอมยิ้มในใจ
ท่านเ้าเมืองเดินเข้ามาใกล้เอามือโอบบ่าเด็กน้อยแล้วเปล่งเสียงอย่างมีพลัง“ที่ข้าเรียกปราณมาในวันนี้ก็เพราะมีเื่สำคัญที่จะแจ้งให้พวกท่านทราบ...ข้าพิจารณาแล้วเห็นว่าปราณมีความเหมาะสมกับตำแหน่งยุวาจารย์!”