นางตกตะลึงไปครู่หนึ่ง หลังจากดึงสติกลับมาก็กลั้วหัวเราะ “แต่ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งนั้นแล้วก็ไม่ได้ยุ่งกับอะไรด้วย เรื่องมันก็ยังมาหาข้าได้เลย”
นางรู้ความหมายของซูโม่ดี เขาอยากให้นางเป็นซูหมิงเยว่เหมือนเมื่อก่อน คนธรรมดาๆไม่มีอะไรพิเศษเช่นแต่ก่อน
หากนางไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ ไม่เคยผ่านเรื่องราวในอดีต บางทีนางก็คงจะใช้ชีวิตเช่นนั้นแต่ว่านางทำไม่ได้ นางเกิดใหม่มาอีกหนึ่งครั้ง นี่คือโอกาสที่สวรรค์ได้ให้กับนาง
นางไม่ใช่ซูหมิงเยว่คนนั้นอีกแล้วซูหมิงเยว่คนก่อนได้ถูกฆ่าตายไปเพราะว่าชาติที่แล้วเชื่อใจมากเกินไป
“เจ้าไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วยนี่เป็นจุดจบที่กำหนดเอาไว้แล้ว” ซูโม่มองนาง น้ำเสียงราบเรียบไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ กับความอบอุ่นอยู่เลยสักนิดกลับกันยังแฝงไปด้วยความรู้สึกเห็นใจเหมือนกับเดาได้อยู่แล้ว
ซูหมิงเยว่ขมวดคิ้ว พลันรู้สึกว่าคืนนี้ซูโม่แปลกๆ เหมือนในคำพูดมีอะไรอะไรคือไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย เขาหมายถึงฮ่องเต้หรือว่าองค์ชายห้ากันแล้วก็อะไรคือจุดจบที่ถูกกำหนดเอาไว้?
แต่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่ได้ถามออกไป “ดังนั้นคืนนี้ท่านพ่อก็เลยมาเพื่อบอกเรื่องพวกนี้กับข้า?”
ซูโม่ถอนหายใจเล็กน้อยจนยากที่จะสังเกต “พ่อลูกกัน ข้าเลยมาเยี่ยมเจ้า”
ตอนที่เขาพูดออกมาไม่ได้มีความรู้สึกอยู่เลยสักนิด ถึงแม้จะพูดตามความจริงแต่สายตากลับเย็นชา จะอย่างไรซูหมิงเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา แต่กลับรู้สึกขบขันมากกว่ามันเหมือนกับการมาเจอหน้านางครั้งสุดท้าย แต่ตอนนี้ทุกคนด้านนอกต่างก็คิดเช่นนี้กันแล้ว
นางเดินไปด้านหน้าสองก้าวแล้วหยุดตรงที่ไม่ไกลจากซูโม่ก่อนจะถามขึ้น“ท่านพ่อ ข้าถามท่านหนึ่งคำถามได้หรือไม่?”
ซูโม่ขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร
ซูหมิงเยว่มองตรงไปที่ดวงตาของซูโม่แล้วถามคำถามที่นางอยากรู้มาโดยตลอด“พิษหญ้าซวงฮวานั้นเป็นท่านที่วางยาข้าหรือ?”
ซูหมิงเยว่เอ่ยคำถามของนางออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจมาก
ถึงไม่ต้องให้ซูโม่ตอบ ความจริงนางก็รู้อยู่แล้ว หมอหวังเป็นคนของซูโม่ฟังแค่คำสั่งของซูโม่ ทั้งจวนสกุลซู นอกจากซูโม่แล้วก็ไม่มีใครมีแรงจูงใจที่จะกำจัดนาง
วินาทีที่ซูหมิงเยว่ถามคำถามนี้ สีหน้าของซูโม่ก็แข็งเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยเพียงครู่เดียวก็หายไป แต่ก็ยังถูกซูหมิงเยว่จับได้
ซูหมิงเยว่หัวเราะ “ท่านไม่ต้องตอบข้าหรอกท่านพ่อ ข้ารู้อยู่แล้ว”
นางพูดจบก็หันหลังกลับโดยไม่มองซูโม่อีก
ด้านหลังไม่มีการเคลื่อนไหวอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งผู้คุมเตือนเวลาการเยี่ยมอีกครั้ง ฝีเท้าถึงค่อยๆ เดินห่างออกไปจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงอีกสุดท้ายแล้วซูโม่ก็ไม่ได้ปริปากอธิบายหรือตอบคำถามนั้น
ซูหมิงเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ถอนหายใจออกมา ทั้งตัวรู้สึกหมดแรงนางเดินไปค้ำกำแพงก่อนจะนั่งลงไป
พูดไม่ออกว่ารู้สึกอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ผิดหวังความรู้สึกเสียใจที่จุกอยู่ในอกมานั้นจู่ๆ ก็ถูกคลายออกไปกลับกันทำให้นางรู้สึกโล่งใจมากกว่า
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเหตุผลที่ซูโม่เกลียดนางคืออะไร แต่นางก็ไม่อยากจะคิดอีกแล้วแต่ก่อนนางมักจะคิดว่าที่ซูโม่ไม่ชอบนางนั้นเป็นเพราะว่าตนเกิดมาถึงทำให้มารดาป่วยตายแต่คนสนิทของเวินเยว่กลับบอกนางว่าการตายของมารดานั้นมีเงื่อนงำ
ซูหมิงเยว่จึงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นแน่นอน นางเคยสงสัยว่าบางทีตนอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของซูโม่ ดังนั้นซูโม่ถึงได้เกลียดนางรวมถึงการตายของมารดาบางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับซูโม่ แต่ตอนนี้นางไม่อยากจะวิเคราะห์อะไรทั้งนั้น
พอนั่งพิงกำแพงได้สักพักซูหมิงเยว่ถึงดีขึ้นนางยืนขึ้นมองไปยังหน้าต่างเล็กๆ ด้านบนกำแพง ฟ้ามืดลงไปแล้ว จู่ๆนางก็มีความรู้สึกอยากจะเจอจี๋โม่หาน ความรู้สึกอัดแน่นในอกจนเจ็บไปทั้งทรวง
“หมิงเยว่”
เสียงเย็นเยียบของบุรุษดังขึ้นจากด้านหลังนาง
ซูหมิงเยว่ชะงักไป มือกำแน่นและคลายออกทันทีบางทีอาจจะเพราะเมื่อครู่นางตั้งใจครุ่นคิดมากเกินไป ตอนที่อีกฝ่ายมานางจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นและไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ หมุนตัวกลับไปมองบุรุษที่ยืนอยู่ด้านนอกคุกด้วยใบหน้าไร้อารมณ์และไม่ได้พูดอะไร
สีหน้าขององค์ชายห้าอ่อนโยนลง น้ำเสียงเองก็อ่อนลงตามไปด้วย “หมิงเยว่ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้า เป็นข้าที่ทำผิดต่อเจ้า แต่ว่าข้าเองก็ไม่มีทางเลือกข้าไปขอเสด็จพ่อเพื่อมาเยี่ยมเจ้า เจ้าสบายดีหรือไม่?”
ซูหมิงเยว่มองท่าทีเสแสร้งขององค์ชายห้าแล้วไม่ได้พูดอะไร มุมปากยกยิ้มเย็นขึ้น
องค์ชายห้าถอนหายใจแล้วพูดต่อ “เจ้าวางใจได้ ข้าไปขอร้องเสด็จพ่อให้ได้”
“องค์ชายห้า ท่านทำเช่นนี้สนุกหรือไม่” ซูหมิงเยว่เดินขึ้นไปสองก้าวแววตาเย็นชาจนทำให้คนตัวสั่น “เรื่องมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านจะยังเสแสร้งให้ใครดูกัน?”
สีหน้าขององค์ชายห้าแข็งค้าง แววตามีประกายดุดันแวววาบอย่างรวดเร็วก่อนจะหายไปเขาหัวเราะเสียงแข็ง “หมิงเยว่ เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้ารู้ว่าเรื่องในวันนี้ข้าทำไม่ถูกหากรู้มาก่อนข้าจะไม่พานักพรตคนนั้นเข้ามาหรอก”
ซูหมิงเยว่เห็นท่าทางขององค์ชายห้าก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยากจะสำรอกความรำคาญเริ่มแสดงออกทางใบหน้า น้ำเสียงเองก็เย็นชาลง “องค์ชายห้า หากท่านจะมาเพื่อพูดเรื่องตลกกับหม่อมฉันเช่นนั้นท่านก็กลับไปตอนนี้เถิด”
องค์ชายห้ากำหมัดแน่น ประกายในแววตาเข้มขึ้น “เจ้าพูดอะไรหมิงเยว่ ข้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังตำหนิที่ข้าไม่ได้ขอท่านพ่อให้ช่วยในวันนี้ แต่เจ้าวางใจเถิดข้าจะต้องหาวิธีช่วยเจ้าออกมาให้ได้”
ซูหมิงเยว่เบือนหน้าดึงสายตาหนี ไม่คิดอยากจะมองหน้าเขามือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น
“องค์ชายห้า ท่านเข้าใจคำพูดของหม่อมฉันหรือไม่ ตุ๊กตาเล็กในวังไทเฮานั้นเป็นท่านที่เอาไปวางไว้นักพรตนั่นก็เป็นคนของท่าน ทั้งหมดเป็นแผนของท่านไม่ใช่หรือ ตอนนี้ท่านชนะแล้วท่านพอใจหรือยัง”
สีหน้าขององค์ชายห้าทะมึนขึ้น แววตาฉายจิตสังหารออกมาวูบหนึ่ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาซ่อนอยู่ในความมืดทำให้เห็นสีหน้าไม่ชัดความเงียบโอบล้อมบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“หมิงเยว่ เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้า แต่ข้าจะไปทำร้ายท่านย่าของตัวเองได้อย่างไรหมิงเยว่ ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโทษข้า โทษเรื่องที่วันนี้ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าแต่เรื่องนี้ข้าจะต้องหาวิธีแน่นอน”
ซูหมิงเยว่หัวเราะเสียงเบาแล้วมององค์ชายห้าด้วยแววตาเหยียดหยาม “พอเถิด หม่อมฉันไม่อยากเห็นท่านอีกแล้วตอนนี้ท่านออกไปได้แล้ว”
รอยยิ้มที่มุมปากขององค์ชายห้าแข็งค้างอยู่อย่างนั้นสีหน้าไม่น่าดูขึ้นมาทันที “หมิงเยว่ ตอนนี้ข้าคิดวิธีที่จะช่วยเจ้าได้แล้วเจ้าวางแผนทำร้ายท่านย่า เสด็จพ่อไม่มีทางปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ แต่ขอแค่เจ้ารับปากว่าจะเป็นชายาของข้าเสด็จพ่อจะต้องยอมแน่ ท่านย่าเอ็นดูข้ามาตลอด ข้าสามารถขอท่านย่าให้ได้”
องค์ชายห้าแทบจะพูดประโยคนี้ออกมาอย่างตั้งใจมากราวกับว่าเขานั้นรักซูหมิงเยว่มาก หากไม่ใช่ซูหมิงเยว่รู้ว่าเขานิสัยอย่างไรก็คงจะเชื่อไปแล้ว
มุมปากของซูหมิงเยว่ยกขึ้น นางถอยหลังไปสองก้าว แววตามีประกายเย้ยหยัน