"น้ำค้างจำทุกสิ่งในรุ่งเช้าจำน้ำหนักของใบไม้ จำอุณหภูมิที่อยู่ที่นั่น ก่อนที่มันจะก่อตัวขึ้น
ความรักของพวกเขาเหมือนน้ำค้างไม่ใช่เพราะสั้น แต่เพราะมันก่อตัวขึ้นใหม่ทุกวัน ทุกวันคือครั้งแรก ทุกวันจำน้ำหนักของเมื่อวาน
ความรักแบบนั้นหายากที่สุดไม่ใช่ยิ่งใหญ่ครั้งเดียว แต่คือทุกรุ่งเช้า ยังยินดีเลือกใหม่อีกครั้ง"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลางดึกและสิ่งที่ถ้วยหยกบอก........
หลังเที่ยงคืน
หลิงซางนั่งอยู่ในห้องทำงานถ้วยหยกที่เซิ่นอวี๋นำมาวางอยู่ตรงหน้าเขาสวมถุงมือผ้าที่ทำจากสมุนไพรป้องกันพิษก่อน จากนั้นจึงหยิบถ้วยขึ้นมา
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะ มองดูไม่พูด
หลิงซางนำปลายนิ้วมือ ที่มีถุงมือััขอบด้านในของถ้วยอย่างระมัดระวัง จากนั้นวางถ้วยลงและนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"พิษไม่ได้อยู่ในตัวหยก" เขาพูดในที่สุด
"แต่ท่านบอกว่าซึมผ่านหยก" เซิ่นอวี๋กล่าว
"ใช่แต่กระบวนการต้องใช้สูตรเคลือบพิเศษ" หลิงซางพลิกถ้วยดูด้านนอก"ดูตรงนี้"
เซิ่นอวี๋เอนตัวมองใกล้ขึ้น
ที่ก้นถ้วยด้านนอก มีลวดลายแกะสลักเล็กๆที่ดูเหมือนตกแต่งปกติ แต่เมื่อมองให้ดี ลวดลายนั้นซับซ้อนกว่าที่ควรและในนั้นมีรูเล็กๆ หลายรูที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"รูพรุน" เซิ่นอวี๋พูดเบา
"สูตรพิษถูกฉีดเข้าไปในตัวหยกผ่านรูเหล่านี้หลังจากนั้นรูถูกปิดด้วยสารเดิม ทำให้มองไม่เห็น" หลิงซางวางถ้วยลง"นี่ไม่ใช่งานทั่วไป้าช่างฝีมือเฉพาะทาง และ้าคนที่รู้สูตรพิษหยวนปิง"
"หยวนปิงมาจากที่ไหน"
"ทางเหนือ" หลิงซางพูด"จากแคว้นเหนือพืชที่ขึ้นอยู่เฉพาะในพื้นที่สูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีนำมาใช้เป็พิษในวงแคบมากในหมู่นักรบบางกลุ่ม"
"แคว้นเหนือ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำนิ่วคิ้วเล็กน้อย "และตำราสูตรพิษนั้นมีสำเนาสามแห่งท่านบอกว่าหนึ่งอยู่ที่ตระกูลอู๋"
"อีกสองแห่งคือห้องสมุดหลวงในราชสำนักและสำนักวิชาแพทย์กลางเหนือ" หลิงซางพูด"ซึ่งตั้งอยู่ที่—"
"เมืองเว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดต่อเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ห้องเงียบ
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋สังเกตเห็นบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในดวงตาของเขา บางสิ่งที่ซ่อนอยู่แต่ไม่ได้ซ่อนไว้ดีเท่าปกติ
"ท่านรู้จักเมืองนั้น" หลิงซางพูดไม่ใช่คำถาม
"รู้จัก" เซิ่นอวี๋ตอบสั้น
"ท่านมาจากที่นั่น"
ครั้งนี้เซิ่นอวี๋ไม่ตอบทันทีเขามองออกไปที่หน้าต่างที่มืดสนิทแสงเทียนเดียวที่จุดอยู่ในห้องทำให้เงาของเขาทอดยาวบนผนัง
"ข้าจากมาสิบปีแล้ว" เขาพูดในที่สุด
"และตอนนี้คดีชี้ไปที่นั่น" หลิงซางพูดต่อเสียงไม่มีสีสัน แค่บอกข้อเท็จจริง
"ดูเหมือนอย่างนั้น"
"ท่านจะไปไหม"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซางดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงๆ ไม่หลบ
"ท่านหมอถามเพราะอยากรู้ว่าข้าจะไปไหมหรือเพราะอยากรู้ว่าท่านควรไปด้วยไหม"
หลิงซางไม่ตอบทันทีซึ่งสำหรับเซิ่นอวี๋นั้นก็คือคำตอบหนึ่ง
"ถ้าสำเนาตำราที่เว่ยหยางถูกใช้" หลิงซางพูดในที่สุด"ข้า้ายืนยันว่าสำเนาของตระกูลข้าไม่ได้ถูกนำไปใช้ด้วยนั่นหมายความว่าข้าต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง"
"งั้นเราไปด้วยกัน"
"ท่านพูดราวกับว่าตัดสินใจไปแล้ว"
"ข้าตัดสินใจไปแล้วั้แ่รู้ว่าคดีชี้ไปที่เว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆ"บางอย่างในเมืองนั้นยังค้างอยู่และข้าต้องกลับไปเผชิญไม่ว่าจะกลัวแค่ไหน"
คำว่า "กลัว" ออกมาโดยที่ดูเหมือนเซิ่นอวี๋ไม่ได้ตั้งใจจะพูด
แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว เขาก็ไม่เอาคืน
หลิงซางมองหน้าเขามองนานพอที่จะเห็นสิ่งที่รอยยิ้มปกติซ่อนไว้
"ออกเดินทางวันไหน" หลิงซางถาม
"หลังจากท่านหมอจัดการเื่ที่นี่เสร็จ"
"สองวัน"
"สองวัน" เซิ่นอวี๋พยักหน้า
สิ่งที่หยูหลานพูดก่อนออกเดินทาง..........
วันก่อนออกเดินทาง
หลิงซางบอกหยูหลานเื่การเดินทางซึ่งหยูหลานรับฟังโดยไม่แสดงความใ เธอฟังจนจบ พยักหน้า แล้วก็พูดว่า
"ข้าจะดูแลโรงหมอระหว่างที่ท่านไม่อยู่"
"ข้ารู้ว่าท่านจะทำ"
"แต่ข้าต้องพูดอะไรบางอย่างก่อน" หยูหลานวางถ้วยชาที่ถือลงบนโต๊ะมองหลิงซางตรงๆ แบบที่เธอทำได้ไม่กี่คนในโลก "ท่านซาง ข้ารู้จักท่านมาั้แ่เด็ก รู้ว่าท่านเป็คนอย่างไรรู้ว่าท่านแบกรับทุกอย่างคนเดียวและคิดว่านั่นถูกต้อง"
"หยูหลาน—"
"ให้ข้าพูดจนจบ" เธอพูดไม่ยอม"ชายหนุ่มที่ท่านพาไปด้วย เย่เซิ่นอวี๋ข้าดูเขามาสามวัน เขาเป็คนที่น่าสนใจมากเพราะเขาเป็คนเดียวที่ข้าเห็นแล้วรู้ว่าเขาเห็นท่านซางในแบบที่คนอื่นไม่เห็น"
หลิงซางนิ่ง
"ข้าไม่รู้ว่าท่านรู้สึกอะไรหรือเปล่าและข้าไม่ได้บอกให้ท่านทำอะไร" หยูหลานพูดต่อ"ข้าแค่บอกว่าถ้ามีครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านจะเลิกควบคุมทุกอย่างและปล่อยให้ตัวเองรู้สึกบางสิ่ง...ครั้งนั้นไม่ต้องรอให้มันสมบูรณ์แบบ"
ความเงียบยาว
"ท่านพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง" หลิงซางพูดในที่สุด
"ข้าแค่ดูคน" หยูหลานยิ้ม"ท่านสอนข้าเอง"
หลิงซางมองเธอแล้วก็หันออกไปมองหน้าต่าง
"ดูแลโรงหมอด้วย"
"รู้แล้ว" หยูหลานหยิบถ้วยชาขึ้น"และท่านซาง—"
"อะไร"
"ระวังตัวด้วยทั้งสองคน"
????เส้นทางสู่เว่ยหยางและสิ่งที่พบในหุบเขา????
วันที่สามของการเดินทางหุบเขากลางทางระหว่างฉางอันและเว่ยหยาง
เส้นทางสู่เว่ยหยางผ่านูเาสองลูกและแม่น้ำสายใหญ่หนึ่งสาย
หลิงซางและเซิ่นอวี๋เดินทางด้วยม้าสองตัวบรรทุกเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็ไม่ได้เช่าเกวียนเพราะเส้นทางบาง่แคบเกินไปและเพราะเซิ่นอวี๋บอกว่าม้าหนีเร็วกว่าเกวียนถ้าจำเป็
ซึ่งหลิงซางไม่ได้ถามว่าจำเป็ต้องหนีจากอะไร
สองวันแรกผ่านไปในความเงียบสบายๆที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มคุ้นเคยกัน ไม่ใช่เงียบแบบอึดอัดแต่เงียบแบบคนที่รู้สึกว่าไม่ต้องพูดเพื่อเติมความว่างเปล่า
เซิ่นอวี๋พูดเมื่อมีอะไรน่าพูดหลิงซางตอบเมื่อมีคำตอบที่มีค่า ทั้งสองกินอาหารด้วยกันในตอนเช้าและเย็นแวะหมู่บ้านตามทางเพื่อขอน้ำและถามข่าว
เซิ่นอวี๋ถามข่าวชาวบ้านเก่งมากเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทีได้ตามคนที่คุยด้วย สนิทกับคนแก่ เล่นกับเด็ก คุยการค้ากับพ่อค้าและได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากทุกบทสนทนา
หลิงซางมองเขาทำอยู่โดยไม่แสดงความเห็นแต่สังเกตทุกอย่าง
"ท่านทำแบบนั้นมาั้แ่เมื่อไหร่" เขาถามในตอนเย็นวันที่สองขณะที่พวกเขาหยุดพักข้างทางและหลิงซางกำลังตรวจดูสมุนไพรในย่ามยา
"ทำแบบไหน" เซิ่นอวี๋ถามคืนกำลังกินขนมจากร้านชาวบ้านที่ซื้อมา
"ปรับตัวตามคนที่คุยด้วย"
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ั้แ่เด็ก" เขาตอบ"ตอนนั้นข้าไม่มีสถานะใดๆ ไม่มีแซ่ไม่มีอาจารย์ ไม่มีตระกูล ถ้าอยากได้อาหาร ต้องรู้ว่าพ่อค้าคนนั้นชอบได้ยินอะไรถ้าอยากได้ข้อมูล ต้องรู้ว่าชาวบ้านคนนั้นอยากเล่าเื่ไหน"
"มันเหนื่อยไหม" หลิงซางถาม
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา เหมือนไม่ได้คาดว่าจะถูกถามอย่างนั้น
"เหนื่อยบ้าง" เขาตอบตรงๆครั้งแรก "แต่ข้าทำมานานจนชิน"
"ชินกับการไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร"
คำนั้นออกมาตรงไปตรงมาจนเซิ่นอวี๋ไม่ตอบเป็เวลาหนึ่งลมหายใจ
"ท่านหมอพูดตรงเสมอ" เขาพูดในที่สุด
"ข้าเป็แพทย์" หลิงซางตอบ"บอกความจริงคือหน้าที่"
"บางทีความจริงก็เจ็บ"
"บางทีสิ่งที่เจ็บกว่าคือการไม่ได้ยิน" หลิงซางพูดเงียบๆแล้วก็หันกลับไปที่ย่ามยาของตัวเอง
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาอยู่นานกว่าที่จะรู้ตัว
วันที่สามของการเดินทางเหตุการณ์เกิดขึ้น
พวกเขากำลังผ่านหุบเขาแคบที่ต้นไม้สูงทั้งสองข้างทอดกิ่งก้านเหนือหัวจนแสงแดดบ่ายลอดลงมาเป็เส้นทองบางๆม้าเดินช้าเพราะทางขรุขระ
เซิ่นอวี๋ที่นำหน้าอยู่หนึ่งม้าหยุดกะทันหัน
มือขวายกขึ้น สัญญาณหยุด
หลิงซางชะลอม้าลงทันทีมือเคลื่อนไปที่ถุงยาข้างอาน ไม่ใช่อาวุธ แต่มันคือสัญชาตญาณ
"มีคนในต้นไม้" เซิ่นอวี๋พูดเบาแทบไม่ได้ยินปากแทบไม่ขยับ "สามคน ทางซ้าย หนึ่งคนทางขวา"
"ท่านมองเห็น?"
"ได้ยิน" เซิ่นอวี๋ตอบ"ลมหายใจ"
ก่อนที่หลิงซางจะพูดอะไร สิ่งต่างๆเกิดขึ้นพร้อมกัน
สามร่างะโลงจากต้นไม้ทางซ้ายถือดาบและไม้กระบองสั้นร่างที่สี่จากทางขวาพุ่งตรงมาที่ม้าของหลิงซางเพื่อดึงเขาลง
เซิ่นอวี๋เคลื่อนไหวก่อนที่ฝุ่นจากการะโจะตกลงพื้น
เขาะโลงจากม้า หมุนตัวและสิ่งที่ออกมาจากแขนเสื้อของเขาคือเชือกบางๆ ที่มีน้ำหนักที่ปลายม้วนออกไปในอากาศและพันรอบข้อมือของคนแรกที่วิ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ
ดึง คนนั้นเสียหลักล้มลง
คนที่สองมาพร้อมดาบเซิ่นอวี๋หลบด้วยก้าวเดียว เอียงตัวเพียงเล็กน้อยคมดาบผ่านข้างหน้าห่างกันไม่ถึงนิ้ว แต่เขาไม่ถอย ตรงกันข้าม เขาก้าวเข้าไปหาล็อคแขนดาบจากด้านใน หักข้อมือเบาๆ ในจังหวะที่ทำให้ดาบร่วงลงโดยไม่ต้องออกแรงมาก
คนที่สามหยุดชะงักเห็นว่าเพื่อนสองคนเสียหลักในไม่กี่วินาที
และในตอนนั้น เขาเห็นหลิงซาง
หลิงซางยังนั่งอยู่บนม้า ไม่ได้ขยับหนีไม่ได้หยิบอาวุธ แค่มองร่างที่สี่ที่พุ่งมาจากทางขวาด้วยดวงตาที่เ็าราวก้อนหิน
ร่างที่สี่ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ
หยุดนิ่งห่างจากม้าของหลิงซางไม่ถึงสองก้าว
ราวกับมีอะไรหยุดเขาไว้
อากาศรอบตัวหลิงซางเย็นลงอย่างผิดปกติไม่มากพอให้เห็น แต่มากพอให้รู้สึกมากพอให้ร่างที่สี่นั้นได้กลิ่นบางอย่างที่สัญชาตญาณบอกว่า อย่าเข้าไปใกล้
เซิ่นอวี๋จัดการคนที่สามได้ภายในหกวินาทีเชือกพันข้อเท้า ล้มลง ก่อนที่จะลุกขึ้นได้ก็ถูกจัดท่าตรึงข้อมือไว้กับพื้น
ร่างที่สี่เห็นว่าสถานการณ์เสียแล้วหันหนีวิ่งเข้าป่า
เซิ่นอวี๋ไม่ไล่
เขายืนหายใจปกติมองไปตามทิศที่ร่างนั้นหายไป จากนั้นหันมาที่หลิงซาง
"ท่านหมอไม่เป็อะไรใช่ไหม"
"ไม่เป็อะไร" หลิงซางตอบลงจากม้า เดินมาดูคนสามคนที่ล้มอยู่
คนหนึ่งมีข้อมือถลอกจากเชือกอีกคนข้อมือแพลง คนที่สามข้อเท้าบวม
ไม่มีใคราเ็สาหัส
"ท่านควบคุมแรงได้แม่นยำ" หลิงซางพูดขณะก้มลงตรวจข้อมือที่แพลง
"ข้าไม่้าฆ่าใคร" เซิ่นอวี๋ตอบ"แค่หยุดพวกเขา"
"ทำไม?" หลิงซางมองขึ้น "พวกเขาโจมตีก่อน"
"เพราะถ้าข้าฆ่าข้าจะไม่ได้ถามว่าใครส่งพวกเขามา"
หลิงซางมองเขามองคนที่สามที่ยังถูกตรึงอยู่กับพื้น
ลุกขึ้น เดินเข้าไป
คุกเข่าลงข้างๆ ชายคนนั้นเอื้อมมือไปวางที่หน้าอกของเขา
แสงสีขาวจางๆ เรืองออกมาจากฝ่ามือ
ชายคนนั้นตาเบิกความเ็ปจากข้อเท้าบวมลดลงทันที
"ตอบคำถาม" หลิงซางพูดเ็า"และข้าจะรักษาข้อเท้าท่านให้"
ชายนั้นมองแสงที่ออกมาจากมือหลิงซางกลืนน้ำลาย
"ใครส่งมา" เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆถามด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากตอนสู้กัน เป็กันเอง เหมือนเพื่อนคุยกัน
ชายนั้นตอบในที่สุด
และคำตอบที่ได้ทำให้ทั้งสองนิ่งอยู่สักครู่
"ขุนนางเว่ยเส้าหลิน"
ชื่อที่ทั้งสองไม่เคยได้ยินก่อน
แต่รู้ทันทีว่าจะต้องได้ยินอีก
???? กลางคืนที่หุบเขาและสิ่งที่เซิ่นอวี๋เล่า????
พวกเขาปล่อยชายสามคนไปหลังจากหลิงซางรักษาาเ็เล็กน้อยให้ทั้งสามตามที่สัญญาและเซิ่นอวี๋ส่งข้อความที่ซ่อนอยู่ในรอยฝีเท้าม้าข้างทางเพื่อให้เครือข่ายของเขาติดตามชื่อที่ได้มา
พวกเขาเดินทางต่อจนถึงหมู่บ้านเล็กๆก่อนพระอาทิตย์ตก และค้างคืนที่โรงเตี๊ยมริมทางที่มีห้องว่างสองห้อง
กลางดึก
หลิงซางนอนไม่หลับ ไม่ใช่ครั้งแรกเขานั่งขึ้น หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา จุดเทียนเล็กๆ
เสียงเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
"ข้า" เสียงเซิ่นอวี๋
หลิงซางเปิดประตูเซิ่นอวี๋ยืนอยู่ที่ทางเดิน มือถือชาสองถ้วยใบหน้าเรียบแต่ดวงตาของเขาบอกว่าเขาก็นอนไม่หลับเช่นกัน
"ชาร้อน" เขายื่นให้
หลิงซางรับโดยไม่ถามขยับออกไปให้มีที่เข้ามา
เซิ่นอวี๋เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างมองออกไปยังความมืดข้างนอกที่มีแค่เสียงลมพัดผ่านต้นไม้
"ข้าอยากบอกท่านบางอย่าง" เขาพูดโดยไม่มองมา"เกี่ยวกับเว่ยหยาง"
หลิงซางนั่งลงบนเตียง ถือถ้วยชา ฟัง
"แม่ข้าตายในคุกของเว่ยหยาง" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆไม่มีการปูพื้น ไม่มีการเตรียมคำ "ข้าอายุสิบสองตอนนั้นถูกใส่ร้ายว่าขโมยของจากแขกในโรงเตี๊ยมที่เธอทำงานข้าใช้เวลาสามปีพยายามหาหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอแต่ตอนที่พบหลักฐานว่าคนที่ใส่ร้ายคือเ้าหน้าที่ท้องถิ่น—" เขาหยุด"เธอไม่อยู่แล้ว"
ห้องเงียบ
"ข้าออกจากเว่ยหยางตอนอายุสิบห้าสาบานว่าจะไม่กลับ" เซิ่นอวี๋พูดต่อ "และข้าไม่เคยกลับมาสิบปี จนกระทั่งตอนนี้"
หลิงซางไม่พูดอะไรเป็เวลาหนึ่งนาที
"ชื่อเ้าหน้าที่คนนั้น" เขาถามในที่สุด
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา เหมือนไม่ได้คาดว่านั่นจะเป็คำถามแรก
"เหว่ยิ" เขาตอบ
"เกี่ยวข้องกับขุนนางเว่ยเส้าหลิน ที่ส่งคนมาโจมตีเราไหม"
ครั้งนี้เซิ่นอวี๋หยุดนาน
"เว่ยิเป็ลูกน้องของตระกูลเว่ย" เขาพูดช้าๆ"ข้าไม่เคยคิดว่าเื่ของแม่จะเชื่อมกับคดีนี้"
"บางทีมันก็เชื่อกัน" หลิงซางพูด"และบางทีเหตุผลที่ท่านถูกส่งมาพบคดีนี้ก็เพราะท่านคือคนที่ต้องเชื่อมมัน"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซาง
"ท่านพูดเหมือนเชื่อเื่ชะตากรรม"
"ข้าเชื่อหลักฐาน" หลิงซางตอบ"และหลักฐานบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสองอาทิตย์ที่ผ่านมาชี้ไปที่ทิศทางเดียวกัน"
"เว่ยหยาง"
"เว่ยหยาง"
ทั้งสองนั่งอยู่กับชาที่เริ่มเย็นลงในห้องเล็กๆ ของโรงเตี๊ยมริมทาง ขณะที่ลมหนาวพัดเบาๆ ผ่านช่องประตูที่ปิดไม่สนิท
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดในที่สุด
"อะไร"
"ขอบคุณที่ฟัง"
หลิงซางมองถ้วยชาในมือ
"ข้าเป็หมอ" เขาพูดเงียบๆ"การฟังก็เป็ส่วนหนึ่งของการรักษา"
เซิ่นอวี๋หัวเราะเบาๆ "ท่านพูดทุกอย่างในฐานะหมอเสมอ"
"ไม่ใช่ทุกอย่าง" หลิงซางพูดเสียงเงียบลงกว่าปกติ
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
แต่หลิงซางไม่ขยายความและเซิ่นอวี๋ก็ไม่ถาม
บางสิ่งไม่จำเป็ต้องพูดออกมาเพื่อให้รับรู้
✨ความฝันที่ห้าและสิ่งที่ชัดขึ้น✨
คืนนั้น หลิงซางฝัน
ครั้งนี้ชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
หิมะยังตกอยู่ แต่ไม่มืดอีกต่อไปมีแสงจางๆ ราวกับรุ่งเช้าเพิ่งจะเริ่ม และในแสงนั้น
เขาเห็นตัวเอง
แต่ไม่ใช่ตัวเองในชาตินี้
ร่างในฝันนั้นสวมเสื้อสีขาวยืนอยู่กลางลานกว้างที่หิมะปกคลุมทุกพื้นผิว มือทั้งสองยกขึ้นแสงสีขาวออกมาจากฝ่ามือสว่างกว่าที่เขาเคยทำได้ในชาตินี้มากรอบตัวมีคนนอนอยู่หลายคน าเ็ ป่วย ล้มลงและแสงจากมือของร่างนั้นไหลออกไปสู่ทุกคนพร้อมกัน
เยียวยาทุกคนพร้อมกัน
แต่ร่างนั้นสั่นร่างที่กำลังเอาพลังชีวิตของตัวเองออกไปให้คนอื่นทีละน้อย
และอยู่หลังร่างนั้น มีเงาอีกร่างหนึ่ง
ยืนขวางระหว่างร่างในชุดขาวกับสิ่งมืดที่เคลื่อนมาจากอีกด้านเงานั้นไม่มีอาวุธ แต่ยืนอยู่ด้วยท่าทีของคนที่ไม่ยอมให้อะไรผ่านไปได้
ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร
หลิงซางในฝันก้าวเข้าไปใกล้ใกล้พอที่จะเห็นรอยแผลเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือซ้ายของเงานั้น
และในขณะนั้น เงานั้นก็หันมา
หลิงซางตื่นขึ้น
ลมหายใจเร็วกว่าปกติมือที่กำแน่นคลายออก
ห้องมืดสนิทเทียนดับไปแล้วระหว่างที่หลับ แต่แสงจันทร์บางๆ ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา
เขานั่งนิ่งอยู่นานรู้สึกถึงความเย็นที่ปลายนิ้วซึ่งเริ่มก่อตัวโดยอัตโนมัติเมื่อความฝันนั้นโหมขึ้นมาเขาสั่งให้หยุด และมันก็หยุด
แต่ความคิดที่ค้างอยู่
ไม่หยุด
เงาในฝันนั้นหันมา และก่อนที่เขาจะตื่นเขาเห็นใบหน้าของเงานั้นชัดเจนเป็ครั้งแรกในทุกฝัน
ใบหน้าที่เขาเพิ่งนั่งดื่มชาด้วยกันเมื่อสองชั่วยามก่อน
????รุ่งเช้าก่อนถึงเว่ยหยาง????
เช้าของวันที่สี่
หลิงซางออกมาที่ลานด้านหน้าโรงเตี๊ยมก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอากาศเย็นจัดแบบที่ลมหายใจออกมาเป็ไอขาว
เซิ่นอวี๋ออกมาหลังจากนั้นไม่นานมือถือขนมปังสองก้อนที่ซื้อจากเ้าของโรงเตี๊ยม ยื่นให้หลิงซางอีกก้อน
ทั้งสองยืนอยู่เคียงกันมองทิศทางที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น
"อีกไม่กี่ชั่วยาม" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ"ก็ถึงเว่ยหยางแล้ว"
"ท่านพร้อมไหม" หลิงซางถาม
"ไม่แน่ใจ" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ"แต่ข้ามาแล้ว"
"บางครั้งนั้นก็พอแล้ว"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซางมองแบบที่หลิงซางรู้ว่ากำลังถูกสังเกต
"ท่านหมอนอนหลับได้ไหมคืนนี้"
"ได้" หลิงซางพูดแต่ก็รู้ว่าเซิ่นอวี๋อาจอ่านออกว่าไม่ใช่คำตอบสมบูรณ์
"ข้าฝัน" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นเองก่อนเสียงเบาลง "ฝันเห็นสิ่งที่ฝันมาตลอดชีวิตแต่จำไม่ได้ว่าเริ่มั้แ่เมื่อไหร่เห็นหิมะ เห็นแสงขาว เห็นคนกำลังจะล้มแต่มีใครบางคนยืนขวางอยู่"
หลิงซางหยุดกินขนมปัง
"ท่านฝันแบบนั้นมานานแค่ไหน" เขาถามเสียงเบากว่าปกติ
"จำไม่ได้ว่าเริ่มเมื่อไหร่" เซิ่นอวี๋ตอบ"มีมาก่อนที่ข้าจะรู้ว่าตัวเองจำฝันได้" เขาหยุด"ท่านหมอถามเพราะอะไร?"
ลมเช้าพัดผ่านระหว่างสองคน
หลิงซางมองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มสว่างเป็สีส้มอมทอง
"เพราะข้าก็ฝันแบบนั้น" เขาพูดในที่สุด"มาตลอดชีวิตเช่นกัน"
ครั้งนี้ เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นานมาก
ทั้งสองยืนอยู่เคียงกันในรุ่งเช้าของหมู่บ้านริมทางมองดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบเขาแสงทองแรกของวันตกลงมาบนหิมะที่ยังเหลืออยู่บ้างตามพื้นและหลังคาทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกเคลือบด้วยทองคำเปลวบางๆ
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดเบามาก
"อะไร"
"ข้าไม่รู้ว่านั่นหมายความว่าอะไรแต่รู้สึกว่า..." เขาหยุด ราวกับกำลังเลือกคำ "รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้ไม่ใช่ครั้งแรก"
หลิงซางไม่ตอบทันที
แต่มือข้างหนึ่งของเขาขยับเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ราวกับ้ายื่นออกไป แต่ก็หยุดอยู่ที่ข้างตัวเอง
"เราไปได้แล้ว" เขาพูดแทน"เว่ยหยางรอ"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขาครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้า
พวกเขาเดินไปยังม้าของตัวเองเตรียมออกเดินทาง
แต่ก่อนที่เซิ่นอวี๋จะขึ้นม้า
เขาหันมามองหลิงซางอีกครั้งดวงตาสีน้ำตาลเข้มในแสงเช้าของวันที่สี่แห่งการเดินทาง
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่เว่ยหยาง" เขาพูด"ข้าดีใจที่ท่านหมอมาด้วย"
หลิงซางมองเขา
จากนั้นก็ขึ้นม้า และพูดในแบบของเขาไม่ตรงไม่อ้อม แต่เป็สิ่งที่ตอบคำพูดนั้น
"ข้าก็เช่นกัน"
"หมอกจางแล้ว เส้นทางเดินเสร็จแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้จางไม่ได้เดินเสร็จ
สิ่งนั้นไม่ได้อยู่บนทาง แต่อยู่บนตัวสองคนหลังจากเดินเสร็จแล้ว
อยู่ในวิธีที่เดิน ตอนเดินชินแล้วที่จะเอนเข้าหาข้างๆอยู่ในจังหวะลมหายใจ ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ หายใจเข้าหายใจออกเป็จังหวะเดียวกันกับคนข้างๆ
นั่นคือสิ่งที่การเดินทางทิ้งไว้ ไม่ใช่ของที่ระลึกแต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเดินกับใครนานพอ ร่างกายจำจังหวะของอีกคนได้แล้ว"
♥️ "คนที่รักกันมาหลายชาติพูดแตกต่างออกไป เมื่อเขาพูดว่า 'ข้ารักเ้า' มันฟังเหมือนการทบทวนสิ่งหนึ่ง ที่พูดมาแล้วหลายพันปี"♥️
..สุสาส์นราคะ...