นี่อาจเป็เตาหลอมโอสถที่พิเศษที่สุดในโลก ความพิเศษนี้ไม่ใช่แค่ลักษณะภายนอกของมันเท่านั้นเพียงใช้งานมัน ต่อให้ไม่ใช่ผู้ที่เคยฝึกฝนมาก่อนขอแค่รู้วิธีใช้ก็สามารถหลอมโอสถวิเศษได้เฉกเช่นเดียวกับยอดนักปรุงโอสถ
หน้าเตาหลอมโอสถมีชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการควบคุมไฟในเตาหลอม
ชายชราผู้นี้มีนามว่าอวิ๋นโม่เป็นักปรุงโอสถผู้ยอดเยี่ยมเป็หนึ่งในใต้หล้า
ผู้คนล้วนไม่เชื่อว่าอวิ๋นโม่ที่ไม่สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้แท้จริงแล้วคือปรมาจารย์โอสถที่เก่งกาจที่สุดเื่ที่อวิ๋นโม่เสียดายที่สุดในชีวิตก็คือเขาไม่มีเส้นชีพจรยุทธ์จึงไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์ แต่ก็มีเื่หนึ่งที่พอจะชดเชยความเสียดายนี้ได้ นั่นคือการอาศัยทักษะทางการแพทย์และการหลอมโอสถอันสูงส่งของตนสร้างเทพจักรพรรดิผู้แข็งแกร่งขึ้นมาคนหนึ่ง เทพจักรพรรดิลั่วเทียน!
ลูกศิษย์ของเขา เทพจักรพรรดิลั่วเทียนเดิมเป็เพียงเด็กหนุ่มที่มีพร์ธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามแต่เมื่ออวิ๋นโม่รับตัวลั่วเทียนมาพร้อมฝึกฝนเขาด้วยตนเองด้วยวิชาแพทย์และวิชาหลอมโอสถของเขา อวิ๋นโม่ที่มีชีวิตอยู่มานานถึงสามพันปีในที่สุดก็สามารถผลักดันให้ลูกศิษย์ของตนกลายเป็เทพจักรพรรดิลั่วเทียนได้สำเร็จ
คิดๆ ดูแล้ว อวิ๋นโม่เองก็มีชีวิตมาเกือบจะสามสิบรอบแล้ว ทุกๆครั้งที่เขาเข้าใกล้ความตายก็จะหลอมโอสถคืนชีวิตขึ้นมาเม็ดหนึ่งและมีชีวิตอยู่ต่อไป ตอนนี้อวิ๋นโม่ใกล้จะถึง่เวลาแห่งความตายอีกครั้งแล้วเขากำลังหลอมโอสถคืนชีวิตอยู่ แม้มันจะเป็ยาวิเศษแต่ใช้ได้ผลเฉพาะกับคนธรรมดาเท่านั้นอีกทั้งต้องกินขณะใกล้สิ้นชีพจึงจะเกิดผล
ตูม!
ทันใดนั้นเตาหลอมก็เปิดออก โอสถสีขาวเม็ดหนึ่งลอยออกมาร่วงลงบนจานที่เตรียมเอาไว้อย่างพอดิบพอดีเมื่อเห็นโอสถคืนชีวิต อวิ๋นโม่ก็เผยรอยยิ้มออกมาเขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของพลังชีวิตในร่างตนเองยามใกล้สิ้นลมเขาจะกลืนโอสถคืนชีวิตลงไปและมีชีวิตต่อไปอีก
“พลังยุทธ์ของลั่วเทียนถึงจุดสูงสุดแล้ววิชาแพทย์ของข้าคงไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกของเขาอีกต่อไปถึงเวลาที่ข้าจะถ่ายทอดความสามารถของข้าให้เขาแล้ว ด้วยสติปัญญาของลั่วเทียนย่อมสามารถเป็แพทย์โอสถที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ไม่ยากอาจถึงขั้นทลายกฎเกณฑ์ฟ้าดินและมีชีวิตนิรันดร์เลยก็เป็ได้”
กับศิษย์ผู้นี้ อวิ๋นโม่ภาคภูมิใจในตัวเขาเสมอมาเพื่อไม่เป็การรบกวนการฝึกฝนของลั่วเทียนก่อนหน้านี้อวิ๋นโม่จึงไม่เคยถ่ายทอดวิชาแพทย์แก่เขาแต่ตอนนี้ลั่วเทียนฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุด อวิ๋นโม่จึงไม่มีเื่ใดให้ต้องกังวลอีก
เขาล้วงตำราแพทย์เล่มหนึ่งจากอกเสื้อ มองมันด้วยสายตาที่เหมือนกับมองบุตรของตนเองมันคือบันทึกความรู้ทางการแพทย์ตลอดสามพันปีของเขาเรียกได้ว่าเป็สุดยอดของวิเศษก็ยังได้เขาเพิ่งเรียบเรียงเสร็จสิ้นเมื่อไม่นานมานี้และเตรียมส่งมอบมันให้ลั่วเทียนเพื่อเป็ของขวัญที่ลูกศิษย์บรรลุจุดสูงสุดของระดับปราณเทวะ
แอ๊ด!
ประตูห้องปรุงโอสถถูกเปิดออก บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งก้าวเข้ามาเขาคือศิษย์คนโปรดของอวิ๋นโม่ เทพจักรพรรดิลั่วเทียน!
อวิ๋นโม่คลี่ยิ้ม เขาหยิบโอสถคืนชีวิตขึ้นมาอย่างยากลำบากพลางเอ่ย “ลั่วเทียน เ้ามาดูการคืนชีพของอาจารย์หรือ”
เทพจักรพรรดิลั่วเทียนมิได้กล่าวอะไรเขายื่นมือออกไปหยิบโอสถคืนชีวิตจากมือของอวิ๋นโม่
“ลั่วเทียน เ้าซุกซนอีกแล้ว คืนโอสถให้ข้าข้าใกล้จะไม่ไหวแล้ว” อวิ๋นโม่หอบหายใจหนัก กับคนใกล้หมดลมหายใจอย่างเขาแม้แต่การพูดธรรมดาก็เป็เื่ลำบาก
“ท่านอาจารย์ ท่านมีชีวิตอยู่มาสามพันปี ในฐานะคนธรรมดาถือว่ามากเกินไปแล้ว”ขณะพูดลั่วเทียนไม่ได้มองไปที่อวิ๋นโม่แต่กลับจ้องโอสถคืนชีวิตในมือด้วยสีหน้าเ็า
“เ้า หมายความว่าอย่างไร” อวิ๋นโม่หัวใจกระตุกอย่างคนสังหรณ์ใจไม่ดี
“ข้าเป็ถึงเทพจักรพรรดิยังไม่อาจมีชีวิตนิรันดร์แต่ท่านเป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งกลับสามารถใช้โอสถคืนชีวิตยืดอายุขัยต่อไปได้ตลอดเวลานี่มัน ช่างน่ากลัวนัก!” เทพจักรพรรดิลั่วเทียนเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม“ท่านสามารถสร้างข้าลั่วเทียนขึ้นมา ก็สามารถสร้างเทพจักรพรรดิลั่วเทียนได้อีกนับพันนับหมื่นคนเช่นนี้ ยังจะไม่น่ากลัวได้อีกหรือ”
ว่าแล้วเทพจักรพรรดิลั่วเทียนก็หยิบตำราแพทย์ที่อยู่เบื้องหน้าอวิ๋นโม่ขึ้นมา “ในที่สุดก็เขียนเสร็จแล้วหรือข้ารอวันนี้มานานแสนนาน สามารถสร้างเทพจักรพรรดิขึ้นมาผู้หนึ่งทั้งยังทิ้งวิชาเอาไว้ เ้าสามารถตายได้อย่างสบายใจแล้ว!”
“ลั่วเทียน เ้า!” อวิ๋นโม่ตกตะลึงลูกศิษย์ที่ตนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มากับมือ แท้จริงแล้วมีจิตใจชั่วร้ายสามารถกระทำเื่อย่างการสังหารอาจารย์ตัวเองได้
“เห็นแก่ที่เ้าเป็อาจารย์ของข้า ข้าจะปล่อยให้เ้ามีชีวิตต่อไปอีกนิด”เทพจักรพรรดิลั่วเทียนกลืนโอสถคืนชีวิตลงไป ตัดเส้นทางต่อชีวิตของอวิ๋นโม่
อวิ๋นโม่เข้าใจความคิดของเทพจักรพรรดิลั่วเทียนแล้ว ในสายตาของลั่วเทียนทันทีที่ตนเขียนวิชาแพทย์สำเร็จก็กลายเป็คนตายผู้หนึ่ง
“เ้า เ้าศิษย์ทรยศ!” อวิ๋นโม่โกรธถึงขีดสุด ทั้งยังเสียใจมากเขามัวแต่ศึกษาวิชาแพทย์จึงไม่เคยสังเกตเห็นธาตุแท้อันเลวทรามของลั่วเทียน
แต่แม้จะโกรธมากขนาดไหนก็ไร้ประโยชน์ พลังชีวิตของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว
เทพจักรพรรดิลั่วเทียนมิได้มีความละอายแม้แต่น้อยเขามองอวิ๋นโม่ด้วยรอยยิ้มจนกระทั่งพลังชีวิตของอวิ๋นโม่หมดสิ้นไป
ตูม!
ร่างของอวิ๋นโม่และห้องปรุงโอสถที่เขาอาศัยอยู่มากว่าครึ่งชีวิตแหลกสลายเป็ผุยผงด้วยพลังอันน่ากลัวของเทพจักรพรรดิลั่วเทียน
…………………
“เ้าศิษย์ทรยศ!”
อวิ๋นโม่ะโลั่น ขณะลุกพรวดขึ้นก็รู้สึกเ็ปไปทั้งร่างสมองเหมือนจะะเิเป็เสี่ยงๆ
“ข้ายังไม่ตาย!”
นี่คือความคิดแรกหลังจากอวิ๋นโม่ตั้งสติได้ ถึงจะรู้สึกเ็ปไปทั้งร่างแต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งอวิ๋นโม่ยังพบว่าตนเองเปลี่ยนเป็เด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“พี่ใหญ่ ท่านเป็อะไรไป พี่ใหญ่ พี่ทำให้เมิ่งเอ๋อร์ใแล้ว!”
อวิ๋นโม่หมุนศีรษะมองไป เห็นสาวน้อยอายุประมาณสิบสองปีใบหน้ามีแต่ความใและกังวล นางกำลังร้องไห้ดุจดอกสาลี่ต้องสายฝน
“เมิ่งเอ๋อร์”
อวิ๋นโม่มองสาวน้อยตรงหน้า ดวงหน้าเล็กหมดจดทั้งแปลกตาและคุ้นเคยเขารู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จักสาวน้อยผู้นี้แต่ปากกลับเรียกชื่อสองคำนั้นได้อย่างไม่ติดขัด
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงนอนอยู่บนเตียงมิใช่ว่าข้าถูกศิษย์ทรยศทำร้ายจนตายหรือ” อวิ๋นโม่กุมศีรษะ้าทำความเข้าใจเื่ราวตรงหน้า
“พี่ใหญ่ พี่ไม่เป็อะไรใช่ไหม” เมิ่งเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างถามตะกุกตะกัก
หลังจากความทรงจำที่เหมือนจะไม่ใช่ของตนเองหมุนวนอยู่ในสมองอวิ๋นโม่ค่อยเข้าใจเื่ราวทั้งหมด
ที่แท้เขากลับมาเกิดใหม่แล้วทั้งยังเกิดใหม่เป็เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีที่มีนามว่าอวิ๋นโม่สาวน้อยตรงหน้าคือน้องสาวของเขา อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์
‘เ้าศิษย์ทรยศ ข้าทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อเ้า ดูแลเ้าดั่งลูกในไส้เ้ากลับทำเื่สังหารอาจารย์ เ้าคงคิดไม่ถึงว่าอาจารย์อย่างข้าจะยังไม่ตาย’อวิ๋นโม่ขบฟัน ตอนนี้เขามาเกิดใหม่แล้ว ต่อไปจะทุ่มเทฝึกฝนสุดชีวิตให้ไอ้ศิษย์ทรยศนั่นต้องจ่ายค่าตอบแทนจากการกระทำของตนเอง
แต่แล้วอวิ๋นโม่ก็ต้องใจนหน้าถอดสีเพราะเพิ่งนึกได้ว่าอันที่จริงหนุ่มน้อยเ้าของร่างเสียชีวิตเพราะพละกำลังอ่อนด้อยเกินไปจึงถูกคนรังแกจนตายคงไม่ใช่ว่านี่คือร่างกายที่ไม่อาจฝึกฝนพลังยุทธ์อีกร่างหนึ่งใช่ไหม
เขารีบใช้วิชาสำรวจจิตตรวจดูภายในร่างกายของตนวิชาสำรวจจิตนี้เป็วิชาระดับสูงแขนงหนึ่งไม่จำเป็ต้องอาศัยพลังยุทธ์ก็สามารถใช้ได้ อวิ๋นโม่สำรวจจุดตันเถียนของตนเองคนผู้หนึ่งจะสามารถฝึกวิชายุทธ์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าภายในจุดตันเถียนมีชีพจรยุทธ์อยู่หรือไม่
ไม่นานอวิ๋นโม่ก็เกิดความยินดีหลังพบว่าในจุดตันเถียนมีเส้นชีพจรขนาดเล็กมากสายหนึ่งหลับใหลอยู่พร์ของร่างกายนี้ต่ำต้อยเสียจนน่าสงสาร แต่ไม่เป็ไร สำหรับอวิ๋นโม่แล้วขอเพียงสามารถฝึกฝนได้ก็พอ พร์จะด้อยแค่ไหนก็ยังเติบโตเป็ผู้แข็งแกร่งได้
“พี่ใหญ่ พี่พูดกับเมิ่งเอ๋อร์สักคำสิ เมิ่งเอ๋อร์กลัวนะ”เห็นอวิ๋นโม่เอาแต่พึมพำกับตัวเอง เมิ่งเอ๋อร์ก็อดกังวลไม่ได้กลัวว่าเขาจะาเ็จนร่างกายรับไม่ไหวกลายเป็สติฟั่นเฟือนในใจเมิ่งเอ๋อร์หวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ
“เมิ่งเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล พี่ไม่เป็อะไร”อวิ๋นโม่ยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กของเมิ่งเอ๋อร์เบาๆ ด้วยความยากลำบาก
“จริงหรือ” เมิ่งเอ๋อร์มองอวิ๋นโม่ด้วยดวงตากลมโต
“จริงสิ” อวิ๋นโม่ผงกศีรษะ
‘วางใจเถอะ ในเมื่อร่างของเ้าช่วยข้าเอาไว้เช่นนั้นข้าก็จะใช้ชีวิตต่อไปในส่วนของเ้าด้วย หน้าที่และความรับผิดชอบของเ้ามอบให้ข้าสานต่อเถอะ’ อวิ๋นโม่หรี่ตามองออกไปนอกห้องด้วยแววตาคมกริบดุจสายฟ้า
เ้าของร่างนี้ก็มีนามว่าอวิ๋นโม่ อายุสิบสี่ปีในครอบครัวมีมารดาหนึ่งคนและน้องสาวหนึ่งคนเขาด้อยพร์จึงถูกศิษย์ในบ้านตระกูลอวิ๋นรังเกียจและลบหลู่ หลายวันก่อนอวิ๋นเลี่ยไม่เพียงดูิ่เขา แต่ยังด่าว่าเมิ่งเอ๋อร์อวิ๋นโม่ที่เดิมมักจะสงบนิ่งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายด่าเมิ่งเอ๋อร์ก็โกรธจนลงมือผลลัพธ์คือเขาถูกทุบตีใต้เงื้อมมืออวิ๋นเลี่ยและบ่าวไพร่อย่างทารุณไม่เพียงสูญเสียพลังยุทธ์ไปกว่าครึ่ง ยังถูกหักกระดูกขาไปข้างหนึ่งเขาได้รับาเ็สาหัสจนต้องลาโลก ส่วนอวิ๋นโม่ก็เผอิญมาเกิดใหม่ในร่างนี้
ใบหน้าเล็กๆ ของเมิ่งเอ๋อร์เงยขึ้นมา เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ท่านอย่ากังวลใจไปท่านแม่ไปหาผู้าุโใหญ่แล้ว จะต้องขอโอสถต่อชีพจรมารักษาท่านได้แน่นอน”
อวิ๋นโม่ได้ยินแล้วหัวใจก็หนักอึ้งกว่าเดิมเขาได้รับความทรงจำจากอวิ๋นโม่เ้าของร่าง จึงเข้าใจตระกูลนี้ดีครอบครัวของเขาไม่เป็ที่ต้อนรับของคนในตระกูลอวิ๋นมีเพียงประมุขตระกูลและคนส่วนน้อยที่ดีต่อพวกเขาอยู่บ้างตอนนี้ประมุขตระกูลอวิ๋นอยู่ใน่เก็บตัวเข้ากรรมฐาน เื่ราวต่างๆภายในตระกูลจึงอยู่ในความรับผิดชอบของผู้าุโใหญ่
ผู้ที่ทำร้ายอวิ๋นโม่คืออวิ๋นเลี่ย อายุสิบห้าปีเขาเป็หลานของผู้าุโแปดซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้าุโใหญ่ดังนั้นเื่โอสถต่อชีพจร เกรงว่าคงไม่สำเร็จแล้ว
ยิ่งกว่านั้นโอสถต่อชีพจรเป็ยาวิเศษแขนงหนึ่งสำหรับตระกูลอวิ๋นที่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนับเป็ของล้ำค่าโอกาสที่หลีเยียนมารดาของอวิ๋นโม่จะได้รับโอสถต่อชีพจรย่อมน้อยเพราะไม่มีตระกูลใดเต็มใจเสียทรัพยากรล้ำค่าให้ ‘ขยะ’ ผู้หนึ่ง
ในตอนนั้นเอง นอกห้องมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เมิ่งเอ๋อร์ลุกขึ้นอย่างยินดี “ท่านแม่กลับมาแล้ว นางจะต้องนำโอสถต่อชีพจรกลับมาแน่”
อวิ๋นโม่มองด้านนอก เห็นฮูหยินวัยกลางคนรูปโฉมทรุดโทรมนางหนึ่งเดินเข้ามา
“อวิ๋นโม่ ตื่นแล้วหรือ” หลีเยียนเอ่ยปาก เมื่อเห็นอวิ๋นโม่มองมาดวงตาของนางก็สั่นไหว
………………………………………