หิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้ายามราตรีกลบเสียงผู้คนและความวุ่นวายของเมืองหลวงเอาไว้ภายใต้สีขาวอันเงียบงัน ในคืนที่หนาวเหน็บที่สุดของปีนั้นจวนใหญ่สองแห่งซึ่งตั้งอยู่คนละฟากของเมืองกลับสว่างไสวด้วยแสงโคมแดงทั้งตระกูลฟงและตระกูลหวังต่างมีเื่น่ายินดี เพราะนายหญิงของทั้งสองตระกูลกำลังจะให้กำเนิดบุตรในเวลาไล่เลี่ยกัน
แต่เื้ัความยินดีนั้นมีความหวาดหวั่นซ่อนอยู่ คำสาปที่ติดตามสองตระกูลมานานกว่าร้อยปีกำลังจะกลับมาอีกครั้ง
“นายท่าน!ไม่ดีแล้วขอรับ!”
เสียงร้องดังขึ้นท่ามกลางลมหนาวบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งฝ่าหิมะเข้ามาในห้องโถงของจวนฟงใบหน้าของเขาซีดเผือดราวคนเห็นผี ภายในห้อง ชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบนิ่งเขาคือฟงเซวียนอี้ ผู้นำตระกูลฟงรุ่นปัจจุบันผู้มีชื่อเสียงทั้งด้านการค้าและวิชาอาคม
“เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านผู้าุโ...ท่านผู้าุโสาม...สิ้นแล้วขอรับ!”
เขาถือถ้วยชาไว้นิ่ง ฟงเซวียนอี้หลับตาลงช้าๆก่อนถอนหายใจออกมา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาสมาชิกาุโในตระกูลฟงล้มตายอย่างไร้สาเหตุทีละคน หมอตรวจไม่พบโรคภัยร่างกายไม่มีาแ ทุกคนเพียงแค่หมดลมหายใจระหว่างนอนหลับสีหน้าก่อนตายเต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ประตูห้องเปิดออกมาอีกครั้งเมื่อหญิงชราผมขาวในชุดคลุมเข้มเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาของนางขุ่นมัวแต่กลับแฝงอำนาจกดดันอย่างประหลาด ทุกคนในห้องรีบคุกเข่าลงทันที
“คารวะท่านย่าใหญ่”
ฟงเซวียนอี้เองก็ลุกขึ้น หญิงชรามองออกไปยังหิมะด้านนอกก่อนกล่าวเสียงแหบพร่า
“มันเริ่มแล้ว”
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันที ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดเพราะทุกคนรู้ดีว่า “มัน” ที่หญิงชราพูดถึงคืออะไร คำสาปแห่งจันทรา คำสาปที่เกาะกินตระกูลฟงมานาน
เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน :-
ตระกูลฟงและตระกูลหวังเคยเป็สหายร่วมสาบานทั้งสองร่วมกันก่อตั้งสำนักการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินความสัมพันธ์แน่นแฟ้นราวพี่น้อง จนกระทั่งเกิดเื่หนึ่งที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
“ฟงหลินเยว่”บุตรชายคนโตของตระกูลฟง เขาเป็ชายหนุ่มรูปงาม เยือกเย็น แต่เด็ดขาดเขาได้รับหน้าที่ดูแลกิจการค้าของตระกูลและมักเดินทางไปมาหลายเมืองและที่เมืองหนึ่ง เขาได้พบกับ “หวังซูเหยา” บุตรสาวของตระกูลหวัง หญิงสาวที่มีความงามและความอ่อนโยนเป็ที่ร่ำลือนางมักติดตามบิดาไปค้าขายอยู่เสมอ
ครั้งแรกที่ทั้งสองพบกันคือคืนงานเทศกาลโคมไฟ แสงโคมสีทองนับพันลอยเต็มท้องฟ้าเสียงหัวเราะของผู้คนดังคลอไปกับสายลมเย็น หวังซูเหยายืนอยู่ริมสะพานไม้มองแสงสะท้อนในแม่น้ำด้วยแววตาอ่อนโยน ฟงหลินเยว่เดินผ่าน และบังเอิญมองเห็นนางเพียงแค่สายตานั้นสบกัน ทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันโดยทันที
เขาเริ่มแวะไปยังเรือนของตระกูลหวังบ่อยขึ้นด้วยข้ออ้างเื่การค้าขาย แต่แท้จริงแล้ว เขา้าเห็นนางอีกครั้งหวังซูเหยาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธการพบเจอ ทั้งสองเริ่มสนทนา แลกเปลี่ยนความคิด และค่อยๆ เข้าใจกันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ฟงหลินเยว่ที่เคยเ็าเริ่มยิ้ม หวังซูเหยาที่เคยอยู่แต่ในกรอบ เริ่มหัวเราะ ความรักค่อย ๆเติบโตอย่างเงียบงัน ราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบานแต่ความรักนั้นไม่เคยถูกลิขิตให้ราบรื่นเมื่อข่าวการใกล้ชิดของทั้งสองตระกูลแพร่กระจายไปถึงหูของผู้นำตระกูลหวัง“หวังจิ้น” บิดาของซูเหยา เขากลับไม่พอใจอย่างรุนแรง เพราะเขา้าให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกขุนนางใหญ่ที่เขาได้มั่นหมายไว้ก่อนหน้าแล้ว
เมื่อหวังจิ้นรู้ว่าลูกสาวตนกำลังรักกับคนตระกูลฟงเขาจึงสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด และกักบริเวณนางไว้ในเรือนแต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่ขังได้ ฟงหลินเยว่พยายามฝ่าฝืนทุกข้อห้ามเขาแอบเข้าพบนางในยามค่ำคืนใต้ต้นไม้หลังเรือน
“ข้าจะพาเ้าหนีไป”เขาพูดด้วยเสียงหนักแน่น
หวังซูเหยาน้ำตาคลอ
“ถ้าข้าหนี ตระกูลของข้าจะถูกทำลายแม่ทัพเหวิ่นต้องโกรธที่ท่านพ่อผิดสัญญาเป็แน่”
“แล้วเราจะทำอย่างไร?”
นางเงียบไปนาน ก่อนตอบว่า
“บางที ความรักของเรา…อาจไม่ควรเกิดขึ้นั้แ่แรก”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดหัวใจของทั้งสอง
หวังจิ้นได้รู้ว่าทั้งสองแอบพบกันอีกครั้ง เขารู้สึกโกรธมากจึงสั่งให้จับฟงหลินเยว่และกล่าวหาว่าเขาล่อลวงบุตรสาวของตน แม้หลักฐานจะไม่ชัดเจนแต่เพราะเขามีแม่ทัพเหวิ่นหนุนหลัง ทำให้ฟงหลินเยว่ถูกคุมขังแม้ว่าตระกูลฟงจะคัดค้านแต่ด้วยอำนาจของขุนนางใหญ่ทำให้ฟงหลินเยว่ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง
หวังซูเหยาพยายามขอร้องบิดาแต่ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนใจเขาได้ นางจึงแอบหนีออกจากเรือนเพื่อไปพบเขาเป็ครั้งสุดท้ายในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงทั้งสองพบกันที่ริมแม่น้ำ ไม่มีคำพูดใดอีกต่อไป มีเพียงน้ำตาและความเงียบฟงหลินเยว่จับมือของนางแน่น
“ข้าขอโทษ…ที่ข้าไม่อาจเปลี่ยนโชคชะตาได้”
หวังซูเหยาส่ายหน้า“ไม่ใช่ความผิดของท่าน…แต่เป็โลกนี้ต่างหาก”
ทั้งคู่ที่ไม่สามารถสมหวังในความรักได้จึงได้สาบานรักต่อหน้าจันทราสีแดงเต็มดวงนั้น
“ขอให้ทุกชาติเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป หากมีใครคนใดที่พรากเราจากกันขอให้พวกมันต้องมีอันเป็ไป”
แล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจะโลงน้ำไปพร้อมกัน
หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ตระกูลฟงและตระกูลหวังเกลียดชังกันต่างคนต่างคิดว่าเป็เพราะอีกฝ่ายทำให้พวกเขาต้องเสียลูกไปสองตระกูลจึงตัดขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันั้แ่นั้นเป็ต้นมา
แต่หลายสิบปีหลังจากนั้นทุกคืนเดือนดับ จะมีเสียงคนร้องไห้ดังมาจากเงามืดสมาชิกในตระกูลเริ่มเสียชีวิตอย่างลึกลับ เพราะมีทารกคนหนึ่งของตระกูลหวังเกิดมาพร้อมกับปานสีแดงคล้ายดวงจันทร์ มันสร้างความประหลาดใจให้กับคนในตระกูลพวกเขาไม่รู้ว่าคำสาบานของฟงหลินเยว่และหวังซูเหยานั้น กลายเป็คำสาปของตระกูลฟงและตระกูลหวังไปเสียแล้ว
วันหนึ่งนักพรตพเนจรผู้หนึ่งได้ผ่านมาเห็นเข้าจึงบอกความจริงอันน่าสะพรึงให้กับพวกเขาฟัง
“พวกเ้าถูกสาปแล้ว”
“สายเืของทั้งสองตระกูลจะไม่มีวันสงบจนกว่าิญญาจะได้รับการปลอบประโลม ....และทางเดียวที่จะยับยั้งคำสาปได้คือให้ทายาทของทั้งสองตระกูลแต่งงานกัน หากไม่ทำ...คนในตระกูลจะทยอยล้มตายจนไม่เหลือผู้สืบสายเื”
ตอนแรกไม่มีใครเชื่อแต่หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกหลายสิบคนของทั้งสองตระกูล ก็เริ่มตายติดกันภายในปีเดียวสุดท้ายพวกเขาตัดสินใจให้สองตระกูลแต่งงานกัน การล้มตายจึงยุติลง และหลังจากนั้นพวกเขาได้ทำพันธสัญญากันเมื่อใดเด็กที่มีปานจันทราแดงถือกำเนิดขึ้น ทั้งสองตระกูลต้องแต่งงานกัน และเวลาก็ผ่านไปจนถึงรุ่นที่สี่
“นายหญิงคลอดแล้ว!”
เสียงะโดังขึ้นจากเรือนด้านใน ฟงเซวียนอี้รีบลุกขึ้นทันทีเสียงร้องของทารกดังแว่วออกมา ท่ามกลางความตึงเครียดในจวน ไม่นานแม่นมก็เดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“ยินดีกับนายท่านเป็คุณชายขอรับ!”
ทุกคนพลันโล่งอก แต่ยังไม่ทันได้ดีใจเต็มที่เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คนจากตระกูลหวังมาถึงแล้ว ชายในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาพร้อมหิมะที่เกาะตามไหล่เขาคือหวังจิ้งเทียน ผู้นำตระกูลหวัง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ ฟงเซวียนอี้ขมวดคิ้ว
“เกิดอะไรขึ้น”
หวังจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ภรรยาข้าก็คลอดแล้ว”
“นั่นไม่ใช่เื่ดีหรือ”
อีกฝ่ายเม้มริมฝีปากแน่นทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอย่างหนัก
“เด็กคนนั้น...มีปานจันทราแดง”
ทั่วห้องพลันเงียบกริบ ฟงเซวียนอี้ชะงักไปทันที
ปานจันทราแดงคือสัญลักษณ์ของคำสาป เมื่อมีเด็กที่มีปานนี้ถือกำเนิดการสูญเสียจะเริ่มขึ้น ท่านย่าใหญ่ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ
“เป็หญิงหรือชาย”
“หญิง”
หญิงชราหลับตาลงอีกครั้งราวกับกำลังครุ่นคิดก่อนกล่าวออกมาช้าๆ
“ฟ้าคงกำหนดไว้แล้ว”
“เด็กสองคนนี้...ต้องแต่งงานกัน”