ค่ายซานตง
บ่ายนี้ทุกกองยังคงฝึกอย่างหนักเช่นเคย
กองฝึกทิศเหนือ องค์รัชทายาทรู้สึกได้ถึงพลังการยิงธนูของทหารที่มาจากกองทิศตะวันตกค่อนข้างนิ่ง และมีสมาธิในการเล็งเป้าหมาย เพราะทหารเหล่านี้ผ่านการฝึกลมปราณมา แม้การฝึกยิงธนูในระยะแรกๆ การจับคันธนูไม่คล่องแคล่ว แต่เมื่อจับได้ถนัดแล้วพวกเขาทำได้ดีและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก องค์รัชทายาทพอพระทัยเป็อย่างยิ่ง
มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากกองทิศตะวันตก ท่านเ้าสำนักยืนมองดูราวไม้ไผ่ทั้ง 3 ขั้นและเส้าขาตั้ง ที่บัดนี้แตกหักเสียหายหล่นอยู่ที่พื้น นางยืนมองราวฝึกซ้อมนิ่ง ส่วนทหารอื่นๆ 200 คนยืมล้อมนาง เสวี่ยซิง รีบรุดไปที่กองตะวันตกเดินฝ่ากลุ่มทหารที่ยืนล้อมนางและไม้ไผ่ที่แตกหักเสียหาย
“องค์หญิง เกิดอะไรขึ้น” เขาเข้าไปเขย่าตัวนางที่ยืนตะลึงนิ่ง เ้าสำนักเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าเศร้ามากทำท่าจะร้องไห้ “พวกเขาลืมไปว่าเขาย้ายมาฝึกลมปราณและฝึกตัวเบา จึงทุ่มกำลังสุดเท้าเหมือนครั้งที่ฝึกทวน ราวไม้ไผ่ที่ใช้ฝึกแตกหมดเลย” องค์หญิงอี้อันพูดแล้วทำท่าสะอื้นจะร้องไห้ออกมา
“ไม่เป็ไรนะ ไม่เป็ไร....” เขาตบไหล่ทั้งพร้อมกับปลอบนาง “หม่อมฉันจะพาพวกเขาไปตัดไม้ไผ่มาซ่อมแซมเอง” เขาหัวเราะเบาๆ มองดูทหาร 200 คนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ล้วนใบหน้าสลดกันทุกคน ได้ผลดีทีเดียวจากที่นางทำท่าร้องไห้งอแง “ขอบคุณท่านเสวี่ยซิง” นางยิ้มกว้างให้เขาแต่นัยตาของนางมีน้ำตาคลอ นางปาดทิ้งแล้วเดินตามเขาไป พร้อมกับทหารในกองของนางอีก 20 คน
ที่ป่าไผ่นางโดดลอยขึ้นไปตวัดปลายกระบี่ ทำเครื่องหมายบนไม้ไผ่ขนาดที่้าแล้วพุ่งกายไปยังต้นอื่นอย่างรวดเร็ว ด้านเสวี่ยซิง โดดตามไปตัดต้นไผ่ที่นางคัดเลือกไว้เพียงดาบเดียวมันก็ขาดราวกับตัดนุ่นไม่ปาน ทหารที่ตามมาต่างตกตะลึงมองทั้งสองร่วมมือกันจัดการต้นไผ่ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย มีวิชาตัวเบากับกำลังภายในมันดีเช่นนี้เอง เพียงครู่เดียวก็ได้ไม้ไผ่ตามที่้า พวกเขาลากออกจากป่าไผ่มาที่กลางลานฝึกทิศตะวันตก นางสั่งให้พวกเขามัดไม้ไผ่ตามตัวอย่างเดิม กว่าจะช่วยกันมัดเสร็จได้เวลาเลิกฝึกซ้อมแล้ว ผลที่ได้รับ ราวไม้ไผ่ทั้ง 3 ขั้น มีขนาดใหญ่ขึ้น สูงขึ้นกว่าที่เคยตั้งไว้ 1 ฉื่อ(10 นิ้ว) เ้าสำนักหญิงมองราวไม้ไผ่นั้นอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
….นี่แหน่ะ พวกเ้าพลังเหลือเฟือกันนักใช่ไหม.. ต้องสูงเสียให้เข็ด ....
ถนนในนครเปี้ยนจิง
ท่านเ้าสำนักและสามองครักษ์ เวลานี้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็เด็กชาวบ้านไปแล้ว ...มีรถม้าก็ดีเช่นนี้เอง... ส่วนรถม้าจอดข้างกำแพงบ้านหลังหนึ่ง วันนี้ทั้ง 4 เดินไปอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกของเมือง ที่นั่นมีบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ ทั้งแผงลอยน้อยมาก ทั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยมีไม่มาก ทั้งหมดเดินกินขนมเรื่อยมา จนพบกำแพงสูงใหญ่ทอดยาวไปสุดถนน เ้าสำนักหันไปถาม เฟยฉี และฮุ่ยชิว “เ้ารู้หรือไม่ ที่นี่เป็จวนของผู้ใด?”
“กระหม่อมไม่ทราบแน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินว่าเป็จวนของผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งแต่ย้ายออกไปอยู่ต่างเมืองนานมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เ้าสำนักเดินพินิจกำแพงสูงแล้วเรียกสามองครักษ์เข้ามาใกล้ๆ พูดเบาๆว่า “พวกเ้าสังเกตไหม จวนหลังนี้เ้าบอกว่าเ้าของย้ายออกไปนานแล้ว แต่กำแพงนี้ไม่มีตะไคร่จับเลยสักแห่ง แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี เราเดินดูว่ามันยาวสักเท่าไหร่กัน” ว่าแล้วทั้งสี่ เดินพลางกินขนมพลาง เ้าสำนักแกล้งเอาหินขูดไปตามกำแพง เป็รอยทางยาว แล้วแกล้งเล่นเอาดินโคลนไล่ปากันอย่างสนุกสนาน จนพลาดไปโดนกำแพงสกปรกเลอะเทอะไปทั่ว ทันใดนั้นมีชายชาวบ้านวัยกลางคน 2 คน ที่อาศัยอยู่บ้านซอมซ่ออยู่เพียงสองหลัง ออกมาไล่ตีพวกนาง จนทั้งสี่แตกกระเจิง วิ่งหนีไปจนสุดกำแพง พอมาถึงมุมกำแพงที่แสนยาวไกล เ้าสำนักหลบตรงมุมกำแพงแล้วแอบมองย้อนกลับไป ชายวัยกลางคนนั้นเอาผ้ายืนชุบน้ำเช็ดกำแพงทั้งยังก่นด่าเด็กไร้มารยาทั้ง 4 คนไปด้วย
“เ้าว่ากำแพงฝั่งนี้จะมีคนเฝ้าหรือไม่” อี้อันประมาณว่ากำแพงที่ล้อมจวนหลังนี้ น่าจะกว้างขวางเท่ากับค่ายทหารทีเดียว นอกกำแพงอันยาวไกลกลับมีบ้านเพียง 2 หลังเช่นกัน นางหันไปมองสามองครักษ์ แสยะยิ้มร้ายแล้วก้มหยิบโคลนเต็มสองมือเตรียมปาไปที่พวกเขา เป็ที่รู้กันเองว่าต้องวิ่งหลบโคลนในมือเ้าสำนักให้ทัน แล้วต้องวิ่งให้แนบกำแพงเข้าไว้ด้วย นางหยิบโคลนปาไปอีก พวกเขาหลบได้ทัน โคลนแปะเข้าเต็มผนังกำแพงพอดี พอได้จังหวะชายหนุ่มทั้งสามหลบโคลนได้ ต่างปาโคลนกลับ นางหลบหนีอย่างสนุกสนาน แล้วฉับพลัน มีชายสอง อายุน้อยกว่าชายสองคนแรกเล็กน้อย เอาไม้กวาดมาวิ่งไล่ตีพวกเขา พร้ะโกนด่าทอ ทั้งสี่วิ่งหนีไม้กวาดกันอย่างรวดเร็วครานี้พากันวิ่งหลบออกไปทางซอยเล็กๆ เพราะวิ่งไปได้ไม่สุดกำแพง จากนั้นค่อยๆ เดินกลับมาซุ่มดูพบว่า ชายสองคนนั้นถือผ้าและถังน้ำมาทำความสะอาดกำแพง ทำความสะอาดไปก่นด่าเด็กชายหญิงทั้ง 4 คนไป “เ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่จวนร้าง เ้าของวางคนเอาไว้คอยดูกำแพงคิดว่าทั้งสี่ด้านเลย” ท่านเ้าสำนักกล่าว
ขณะเดินกลับ มาขึ้นรถม้า เฟยฉีถาม “ท่านเ้าสำนัก ท่านคิดว่าภายในจวนหลังนี้มีอะไรน่าสงสัยหรือไม่?”
“แค่กำแพงบ้าน ยาวเท่ากับค่ายซานตงเลย” อี้อันสะดุดกับคำกล่าวของตนเอง …. ค่ายซานตง !!! … ใช่สิ ..... เช่นนั้นในกำแพงเมืองหลวงจะมีบ้านใครกว้างใหญ่ได้ขนาดนี้เล่า? ….
“คืนนี้ข้าจะแอบมาดู” สามองครักษ์ประสานเสียงพร้อมกัน “ไม่ได้นะองค์หญิง มันอันตราย” “ข้าแค่ไปแอบดูแล้วก็กลับ” ท่านเ้าสำนักเดินไปโบกมือไปไม่ใส่ใจคำทัดทานของสามองครักษ์
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอติดตามไปด้วย” มู่ไป๋ ออกมาขวางเบื้องหน้า นางเห็นความมุ่งมั่นของเขา ยิ้มแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “พวกเ้ามีแค่วิชาตัวเบา ตอนนี้เพิ่งฝึกยิงธนูเท่านั้น หากในนั้นมีคนซุ่มทำร้ายจริง เ้าจะเป็อันตรายได้”
“กระหม่อมยินดีติดตามองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋ ยังคงขวางหน้า ประสานมือยืนกรานคนเดิม
“เอาหละ เอาหละ ไม่ต้องพูดแล้ว กลับไปที่รถม้าเถอะ”
บ้านร้างกำแพงสูง
ค่ำคืนนี้เป็คืนเดือนมืด ท้องฟ้ามืดมิด มีเพียงแสงดาวที่ส่องระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ท้องถนนต่างๆ ใจกลางเมืองยังคงสว่างไสวด้วยโคมประดับ มีผู้คนสัญจรไปมา ร้านเหลาสุรา ยังคงมีผู้คนเข้ามาดื่มกินไม่ขาดสาย มีถนนสายหนึ่งทางตะวันตกของเมืองเปี้ยนจิงกลับเงียบสนิทไร้ผู้คนสัญจรไปมา ไม่มีแสงไฟจากบ้านเรือนภายนอกกำแพง จนดูเหมือนเป็ถนนร้าง มีผู้หนึ่งแต่งกายสีดำ คลุมศีรษะและใบหน้าด้วยผ้าดำ ผู้นั้นวิ่งผ่านความมืดไปอย่างรวดเร็ว ภายในกำแพงด้านหนึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่จนกิ่งก้านงอกเลยออกมานอกกำแพง คนผู้นั้นโดดขึ้นบนกิ่งไม้อย่างเงียบเชียบ อาศัยเงามืดของพุ่มไม้หลบการมองเห็นจากสิ่งมีชีวิต เขามองเขาไปภายในกำแพงสูง พบว่ามีเรือนหลักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน ในความมืดไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้ว่าเรือนสวยงามหรือทรุดโทรมเพียงใด ปีกซ้ายขวามีเรือนขนาดใหญ่ลดลงมาปีกละหนึ่งหลัง มีเรือนเล็กอยู่หนึ่งหลัง นอกนั้นเป็ลานโล่งกว้างขวางมาก
ที่เรือนเล็กหลังนั้นมีแสงสว่างจากโคมเล็ดลอดออกมา พลันมีเสียงหวีดเล็กๆ แทรกผ่านอากาศมา เป็อาวุธลับทำด้วยโลหะ เขาเอียงกายหลบอาวุธนั้น มันปักเข้ากับกิ่งไม้ข้างกาย เขาดึงมันเก็บไว้ แล้วะโหลบออกมาจากต้นไม้ ไต่ไปตามกำแพง แล้วจะโดดลงไปบ้านที่อยู่นอกกำแพง พลันมีบุรุษรูปร่างใหญ่สวมชุดดำคลุมใบหน้ามิดชิดสี่คนโดดตามมา มันถือดาบเล่มใหญ่วาววับพุ่งตรงเข้าฟาดฟัน คนร่างเล็กคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าหันกลับมาดึงกระบี่กลมที่ถือติดมือเข้าต่อสู้ คนชุดดำสี่คนรุมเข้าจู่โจมพร้อมกัน คนร่างเล็กหลบหลีกอย่างว่องไวใช้กระบี่ในมือสะบัดตอบโต้คนสวมชุดดำทั้ง 4 การต่อสู้ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า
เพียงครู่เดียวกลับปรากฏมีชายอีกคนร่างสูงโปร่งถือกระบี่พุ่งออกมาจากเงามืดอย่างว่องไวเข้าขวางบุรุษชุดดำสี่คน เสียงดาบและกระบี่ปะทะกันดังท่ามกลางความเงียบยามรัตติกาล คนสวมชุดดำร่างเล็กรู้ทันทีว่าชายที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา คือผู้ใด ด้วยรูปร่างและท่วงท่าที่คุ้นสายตาอยู่ทุกวัน ....... เสวี่ยซิง นั่นเอง ....
พวกมันสี่คนหวังสังหารศัตรูข้างหน้ามันอย่างเด็ดขาด มันจึงรุมฟาดฟัน แต่คนสวมชุดดำร่างเล็กซัดใบมีดไม้ไผ่เข้าจุดตาย มันที่กำลังโดดเข้าจู่โจมมุ่งใช้ดาบเข้าฟัน พลันร่วงลงพื้นทันทีชักแล้วแน่นิ่งไป ส่วนอีกคนถูกซัดใบมีดไม้ไผ่จุดสยบมาร มันร่วงลงพื้นแล้วนิ่ง คนชุดดำร่างใหญ่ 2 คนถูกปราบได้แล้ว คนร่างเล็กหันไปแทงกระบี่ต่อสู้กับบุรุษชุดดำคราวนี้หนึ่งต่อหนึ่ง เสวี่ยซิงตั้งใจหลอกล่อต่อสู้กับชายชุดดำหลายสิบกระบวนท่า สุดท้ายเขาหลบคมดาบแล้วใช้กระบี่ฟันไปที่ลำตัวมัน แล้วพลิกแทงซ้ำแต่มันหลบได้ทัน คมกระบี่จึงถูกเพียงแขนขวาที่ถือดาบอยู่ อีกคนที่กำลังจู่โจมคนร่างเล็กจึงหันมาประคองเพื่อนมันแล้วพากันโดดหายไปท่ามกลางความมืด เสวี่ยซิงรีบรุดเข้ามา
“องค์หญิง กระหม่อมขออภัยที่มาช้าไป ท่านาเ็บ้างหรือไม่” เสียงเสวี่ยซิงภายใต้ผ้าคลุมหน้าถามเบาๆ และกำลังจะดึงผ้าคลุมหน้าออก แต่นางจับมือเขากระซิบห้ามทันที
“อย่าเพิ่งเปิดใบหน้า เพราะคิดว่ายังมีคนแอบซุ่มอยู่” ว่าแล้วนางเดินไปที่บุรุษชุดดำที่ถูกซัดอาวุธเข้าที่จุดสยบมาร นอนนิ่งตายังกระพริบอยู่ นางชกเข้าที่หน้าของมันแล้วสะบัดมือตบ พลันฟันและเม็ดสีดำกระเด็นออกมาออกจากปาก “คนนี้ไม่ได้ซ่อนอาวุธอยู่ในปาก”
ทันใดนั้นมีเสียงควบม้าและฝีเท้าคนกลุ่มใหญ่ถือคบไฟวิ่งเข้ามา ในความมืดคนทั้งสองเมื่อเห็นรูปลักษณ์รู้ว่าเป็ จางเหยา เขาควบม้า มีเ้าหน้าที่กรมอาญา 5 คนวิ่งตามมา จางเหยา กับ เสวี่ยซิง สบสายตากัน เสวี่ยซิง ดึงแขนองค์หญิงแล้ววิ่งหลบหายไปในความมืด จางเหยาส่งเสียงดัง “พวกเ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ” เขาทำท่าวิ่งตามไปไม่กี่ก้าวก็หยุด แล้วหันมาดูบุรุษชุดดำที่นอนบนพื้น พบว่าคนหนึ่งตายแล้ว อีกคนเืกลบปากแต่ยังไม่ตาย เขาจึงสั่งเ้าหน้าที่กรมอาญาว่า เอาตัวสองคนนี้กลับไปกรมอาญา
คนชุดดำร่างสูงกับคนร่างเล็ก โดดขึ้นกำแพงไต่ไปตามหลังคาบ้านผู้คนอย่างแ่เบา แล้วหลบเข้ามุมมืด เปลี่ยนชุดดำออกยัดใส่ในห่อผ้าแล้วผูกสะพายไหล่ เหลือชุดภายในที่รัดกุม ก่อนเดินเข้าไปปะปนกับผู้คนที่เดินสัญจรเต็มท้องถนน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ไม่มีใครใส่ใจบุรุษและสตรีคู่นี้
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นั่น” นางแหงนหน้าถามเขายิ้มกว้าง
“หม่อมฉันต้องถามพระองค์ว่ากล้าเข้าไปคนเดียวได้อย่างไร” เสวี่ยซิงหันไปมองนางถามเสียงเข้ม นางยังยิ้มกว้างต่อ “ข้าแค่มาแอบดูบ้านประหลาดหลังนี้ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนชุดดำเข้ามาลอบทำร้าย แต่ดูเหมือนว่าพวกมันซัดอาวุธลับใส่ข้าด้วย ท่านรับเอาไปตรวจดูเถิด”
นางส่งห่อผ้าภายในมีอาวุธลับโลหะคล้ายใบพัด “ท่านระวังด้วย อาจมียาพิษอาบอยู่” เขารับห่อเศษผ้าที่มีอาวุธของศัตรูมาเก็บไว้
“ท่านได้ประมือกับคนชุดดำมาบ้างแล้ว รู้สึกคุ้นเคยกับอาวุธและกระบวนท่าการใช้อาวุธของมันหรือไม่?” นางถามเขา
“คุ้นเคยพ่ะย่ะค่ะ กระบวนท่าคล้ายกับคนหนึ่งที่กระหม่อมเคยประมือที่จวนเสนาบดีเฮ่อหยุน”
“ท่านรู้ไหมว่าจวนร้างใหญ่โตนั้นของใครหรือ?”
“ทราบพ่ะย่ะค่ะ จวนนี้เคยเป็พระตำหนัก จ้าวจวิ้นอ๋อง”
พระตำหนักฮุ่ยหลิง
ด้านหน้าประตูวัง หน้าตำหนักฮุ่ยหลิง มีแม่นมเฉินยืนรอองค์หญิงอี้อันอยู่ และวันนี้มี มู่ไป๋ เฟยฉี และฮุ่ยชิว ยืนคอยอยู่ เมื่อเสวี่ยซิงเดินมาส่งนาง เขามองเลยไปด้านหลังคนกลุ่มนี้ วันนี้ไม่มีองค์หญิงเหออันมายืนรอน้องสาว ใจเขากระตุกวูบหนึ่งแล้วจางไป เฟยฉี รีบเข้ามาทักนาง “องค์หญิงไม่มีใครทำร้ายใช่ไหม?”
“พวกมันทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” อี้อันตอบพร้อมยิ้มกว้าง
“ว่าอย่างไรนะ” เสียงแม่นมเฉินใ “ไหนองค์หญิงว่ามันเป็บ้านร้างอย่างไรเล่า ไม่ได้แล้ว หม่อมฉันไม่ยอมให้ไปไหนเองตามลำพังอีกแล้ว เช่นนั้นขอลาท่านรองผู้บัญชาการเสวี่ยซิงเลยนะเ้าคะ” แม่นมเฉินทำความเคารพเขาแล้วจูงมือนางเข้าพระตำหนักไป สามองครักษ์ รีบเดินตามไป เขาเดินกลับออกมาพบว่ามีขันทีคนหนึ่งจูงม้ามาให้เขา
“องค์รัชทายาททราบว่าท่านรองผู้บัญชาการต้องมาส่งองค์หญิงอี้อันที่พระตำหนักฮุ่ยหลิง จึงให้ข้าน้อยรอส่งม้าให้ท่านรองผู้บัญชาการขอรับ” เขายิ้มแล้วพยักหน้ารับทราบ แล้วควบม้าออกจากพระราชวัง
จวนผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลิน
เวลานี้เป็กลางยามจื่อ (24.00น.) นับว่าดึกมากแล้วภายในจวนยังจุดโคมไฟสว่างไสว เขาเดินตรงไปยังห้องทำงานของเขา ขณะเดินผ่านระเบียงเขาได้ยินแม่ทัพเสวี่ยิผู้เป็บิดาถาม “เหตุการณ์เป็อย่างไรบ้าง?” เขาหยุดเดินแล้วหันไปทางห้องหนังสือ เปิดประตูเข้าไปทำความเคารพ บิดาของเขากำลังเขียนหนังสืออยู่ “เป็จวนจ้าวจวิ้นอ๋องจริงๆ ขอรับ ขณะลูกไปถึงองค์หญิงถูกนักฆ่า 4 คนกำลังรุมทำร้ายอยู่ ตอนประมือกับนักฆ่าพวกนั้นลูกรู้สึกคุ้นกับกระบวนท่าของพวกมัน คล้ายกับคนชุดดำที่ลอบเข้าไปค้นบ้านเสนาบดีเฮ่อหยุน ขอรับ”
แม่ทัพเสวี่ยินิ่งฟัง แล้วพยักหน้ารับทราบ แล้วถามต่อ “องค์หญิงอี้อันาเ็หรือไม่” “ไม่ขอรับ ลูกไปทันพอดีขอรับ” เสวี่ยซิงตอบ แม่ทัพเสวี่ยิพยักหน้ารับรู้แล้วก้มเขียนหนังสือต่อ
เสวี่ยซิงกลับมาที่ห้องทำงานของตน นั่งลงมองดูทองคำที่เขาตีออก เป็แผ่นแบนยาวตรงปลายแหลมคล้ายปิ่น แต่ยังต้องตีให้เรียบกว่านี้อีกจึงจะงดงามสมกับผู้ที่จะรับมัน เขานึกถึงใบหน้าองค์หญิงเหออันในห้วงคิดคำนึง ขณะที่จะจับแผ่นทองคำ ทำให้เขานึกย้อนไปเมื่อ 2 ชั่วยามก่อน กลางยามชวี(20.00 น.) เขากำลังตีแผ่นทองคำอยู่ ได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก มีเด็กรับใช้เข้ามาแจ้งเขาว่า “มีคนชื่อเฟยฉี ขอพบขอรับ” เฟยฉีงั้นหรือ เขาอารักขาองค์หญิงกลับวังไปแล้วนี่
“ให้เขาเข้ามา” เมื่อเฟยฉีเข้ามา เขาดูเหนื่อยหอบมากคงวิ่งมาจากวังถึงจวนของเขา ละล่ำลักพูด “ท่านรองผู้บัญชาการ เมื่อค่ำนี้องค์หญิงหายไปจากพระตำหนัก ด้วยเกรงว่าจะทรงออกไปสำรวจบ้านร้างกำแพงสูงใหญ่ที่อยู่ทิศตะวันตกของเมือง เราเกรงว่าองค์หญิงจะมีภัย จึงตัดสินใจว่าต้องหาคนไปช่วย ข้าน้อยมาแจ้งท่าน ฮุ่ยชิว ไปแจ้งท่านจางเหยาที่จวน ท่านพี่มู่ไป๋ ไปแจ้งองค์รัชทายาทที่ตำหนักบูรพา”
เสวี่ยซิงวางแผ่นทองคำลง ลุกขึ้นยืนทันที “เ้ากลับไปรอที่พระตำหนัก ข้าจะตามองค์หญิงกลับวังเอง” กล่าวจบเขารีบไปเปลี่ยนชุดพรางกายแล้วหยิบกระบี่ออกจากจวนผู้บัญชาการหน่วยหวี่หลินทันที
ค่ายซานตง
เช้านี้ท่านเ้าสำนัก นั่งรถม้ามาตามปกติ เดินลงจากรถม้า มีสามองครักษ์สวมเสื้อผ้าชาวบ้าน ส่วนเ้าสำนักยังคงแต่งกายอาภรณ์สีเขียวงดงามแต่กระชับรัดกุม ติดเครื่องประดับศีรษะงดงาม เพื่อชดเชยความงดงามในที่หายไป กำลังจะเดินไปกองทิศตะวันตก ได้ยินเสียงรถม้าและม้าของเ้าหน้าที่กรมอาญาควบมา รถม้าจอดลงหน้าโถงบัญชาการค่าย เสนาบดีเหวิน เจ๋อลงจากรถม้า พบองค์หญิง เขาเร่งเข้ามาใกล้ทำความเคารพ แล้วกระซิบถามสีหน้าดูกังวล “องค์หญิง พระองค์าเ็บ้างหรือไม่?”
“ข้า ไม่เป็อะไร ขอบคุณที่ท่านเสนาบดีเป็ห่วง ท่านมาพบเสด็จพี่ใช่หรือไม่ ดูเหมือนกำลังเสด็จมานะ”
พอดีกับมีเสียงรถม้าขององค์รัชทายาท และสององครักษ์ควบม้า ผ่านประตูค่ายซานตงเข้ามา ครั้นรถม้าที่ประทับจอดสนิท องค์รัชทายาทลงจากรถม้า ตรงมายังเรือนบัญชาการ พบองค์หญิงอี้อันและเสนาบดีเหวินเจ๋อ ยืนรอรับเสด็จ
เมื่อเดินผ่านมาถึงน้องสาวทรงดีดหน้าผากน้องสาวหนึ่งที “อู้ยย .... เสด็จพี่ตีหม่อมฉันทำไม”
“เ้าตัวดี เมื่อคืนเ้าช่างกล้าหาญเกินไปแล้ว เสด็จแม่ทรงเรียกพี่ไปตำหนิั้แ่เช้า เ้ารู้ตัวใช่หรือไม่ถึงหนีออกจากตำหนักมาก่อน” ว่าแล้วทำท่าจะดึงหูนาง แต่นางไวกว่า จึงวิ่งไปหลบด้านหลังเสนาบดีเหวินเจ๋อ
“กระหม่อมไม่เกี่ยวด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเหวินเจ๋อยกสองมือปิดหูตนเอง องค์รัชทายาทถอนหายใจพรืดใหญ่แล้วเดินผ่านเข้าไปในโถงที่ประชุม นางรู้สึกผิดสังเกตกับบรรยากาศในห้องโถง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดไป แต่ยังดูยังไม่ออกว่ามีอะไรที่ผิดแปลกไป
องค์รัชทายาทนั่งลงแท่นที่ประทับ น้องสาวไปยกเอาเก้าอี้กลมมาวางลงข้างโต๊ะแล้วนั่งลง พี่ชายเอียงคอใช้หางตามองน้องสาว พี่ชายมีสีหน้าประหลาดพิกล เหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม เหมือนจะเอ่ยอะไรแต่ก็เอ่ยเปลี่ยนใจซะงั้น
เสนาบดีเหวินเจ๋อทูลรายงาน “ทูลองค์รัชทายาท จากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เอ่อ.. องค์หญิงอี้อัน เข้าไปเยี่ยมจวนผู้อื่นยามวิกาล แล้วมีชายชุดดำ 4 คนหมายสังหาร สุดท้ายเสียชีวิต 1 รายจับได้ 1 ราย ท่านรองเสวี่ยซิงและท่านรองจางเหยา ติดตามไปกรมอาญาสอบสวนชายชุดดำที่ยังไม่ตายพบว่าเป็ชาวฮั่น มันบอกว่าเป็ใจรที่ตั้งใจเข้าไปขโมยของในบ้านใหญ่หลังกำแพง แต่มาพบคนอื่นดักซุ่มอยู่ก่อนจึงคิดจะฆ่าปิดปาก”
”ท่านเสนาบดีเหวิน ท่านเชื่อคนผู้นั้นหรือไม่?” องค์หญิงถามเสนาบดีเหวิน
“กระหม่อมไม่เชื่อ พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีเหวินตอบแล้วนำห่อผ้าชิ้นเล็กวางบนโต๊ะเบื้องหน้าองค์รัชทายาท มันเป็อาวุธลับทำจากเหล็กและอีกชิ้นเป็เศษผ้าสีดำ
เสวี่ยซิงชี้ที่อาวุธนั้น “มันเป็อาวุธลับที่ชาวทุ่งหญ้าทางเหนือบางเผ่าใช้อยู่ องค์หญิงบอกว่ามันซัดออกจากในเรือนหลังหนึ่งในจวนนั้น หมายสังหารเอาชีวิต พะย่ะค่ะ”
อี้อันกล่าว “คนชุดดำทั้งหมด หม่อมฉันเห็นว่าออกมาจากหลังกำแพงสูงทั้งสิ้น” เสวี่ยซิงกล่าวต่อ “ส่วนเศษผ้าสีดำนี้ กระหม่อมเก็บจากชายชุดดำที่จวนเสนาบดีเฮ่อหยุน เนื้อผ้าของชายชุดดำที่ถูกจับกุมไว้ที่กรมอาญาล้วนเป็ผ้าชนิดเดียวกันกับชายชุดดำผู้นั้น พ่ะย่ะค่ะ”
จางเหยากล่าว “ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมวางกำลังคนซ่อนในกรมอาญา คาดว่าพวกมันน่าจะเข้ามาฆ่าคนที่ถูกจับได้ แล้วจริงดังคาดเราเค้นสอบคนร้ายไม่ถึง 1 ชั่วยามพวกมันมีถึง 10 คนเข้ามาปล้นคุกแต่ถูกพลธนูสังหารหมด จากการตรวจสอบดูว่าใบหน้าและรูปร่างหลายคนไม่คล้ายชาวภาคกลาง ทั้งพวกนี้ิัมือหยาบเหมือนผู้ฝึกอาวุธ” จางเหยาตั้งข้อสังเกต
เสนาบดีเหวินเจ๋อกล่าว “ทูลองค์รัชทายาท หมอชันสูตรของกรมอาญาได้พลิกศพคนร้ายทั้ง 11 คนหาร่องรอยหรือสัญลักษณ์บนร่างกาย กลับไม่พบร่องรอยใดๆ เลยคาดว่าเพื่อไม่ให้มีเบาะแสพ่ะย่ะค่ะ”
“ดาบของพวกมันมีตำหนิอะไรหรือไม่ ข้าเชื่อว่าดาบและอาวุธที่พวกคนร้ายใช้ต้องเหมือนกันทั้งหมด โลหะที่ใช้ตีดาบของพวกมันต้องตรวจสอบที่มาด้วย” องค์หญิงกล่าวกับเสนาบดีเหวินเจ๋อ
“กระหม่อมจะนำอาวุธของคนร้ายไปสอบถามกับแม่ทัพรักษาเมืองหลวงเหวินเป่า เื่โลหะที่ใช้ตีอาวุธพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีแล้วท่านเสนาบดีเหวิน เื่การจับคนร้ายชุดดำพวกนี้ ข้าเห็นว่าอย่าเพิ่งให้ขุนนางฝ่ายราชสำนักรู้ ท่านทำงานของท่านต่อไป ข้าจะทูลเสด็จพ่อเอง” องค์รัชทายาทตรัส
“คนร้ายชุดดำทุกคนล้วนไม่มีสัญลักษณ์หรือรอยสักใดๆ บนร่างกาย ไม่มีป้ายใดๆ และยังมีทั้งชาวฮั่นและชาวชนเผ่านอกด่านแล้วพวกมันจะจดจำกันเองได้อย่างไร มันต้องมีอะไรสักอย่างเพื่อบ่งบอกว่ามันเป็พวกเดียวกัน” เสวี่ยซิงเอ่ยขึ้น
องค์หญิงอี้อัน นั่งลูบโต๊ะ เอียงกายเพ่งมองโต๊ะผู้บัญชาการค่ายอย่างประหลาดใจ แต่ก็ยังกล่าวกับทุกคนในที่โถงประชุม “ชุดดำของมันอย่างไรเล่า ท่านเสวี่ยซิง ท่านรู้ว่ามันต้องเป็กลุ่มเดียวกันเพราะเนื้อผ้าชุดของมันเหมือนกัน หรือแม้แต่เพลงดาบที่มันใช้ เช่นนั้นท่านเสนาบดีเก็บชุดและอาวุธของพวกมันออกมาก่อน บางทีเราอาจใช้ประโยชน์จากมันได้”
“อีกประการหนึ่ง ถ้าหากพวกคนร้ายมีทั้งชาวฮั่นและชนเผ่า พวกเขาต้องคุยกันด้วยสัญลักษณ์ใดสักอย่างแทนคำพูด เมื่อครั้งที่ข้าไปค้าขายที่แคว้นถู่ฟาน ในแคว้นมีหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ ทั้งภาษาที่ใช้ เสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนแตกต่างกัน เวลาเจรจาค้าขายเขาจะใช้วิธีการทำความเคารพเฉพาะเผ่า เพื่อแยกแยะผู้ใดที่เป็เผ่าเดียวกับตน”
“สิ่งที่เราสามารถเค้นสอบคนร้ายที่เหลือได้คือ พวกมันจดจำกันได้อย่างไร และเวลาต้องทำงานด้วยกัน มันใช้อะไรสื่อสาร และหากขุนนางราชสำนักคนใดเลียบเคียงถามท่านเสนาบดี บอกว่าคนร้ายที่ถูกจับได้ทั้งหมด 12 ศพหาศพชายที่คล้ายกับคนที่รอดตายนอนรวมอยู่ด้วยกัน เพราะอาจจะมีคนใคร่อยากรู้อยู่เป็แน่” องค์หญิงอี้อันเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างกับทุกคน
“โต๊ะเสด็จพี่เปลี่ยนไปนะเพคะ” นางเอ่ยขึ้น และหันไปมองพี่ชายส่งสายตาสงสัยให้กับพี่ชาย
“เ้าเพิ่งเห็นหรือ” พี่ชายปรายหางตามายังน้องสาวทำเป็ไม่ใส่ใจ
“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลาองค์รัชทายาทและองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปดำเนินการตามที่ตรัสแนะนำ” เสนาบดีเหวินเจ๋อ เก็บหลักฐานทั้งหมดแล้วทำความเคารพ ก่อนลากลับไป
เมื่อเสนาบดีเหวินเจ๋อกลับไป อี้อันลุกขึ้นมาด้านล่างมองโต๊ะใหม่ของพี่ชายกล่าวอย่างตื่นเต้น “เสด็จพี่มีโต๊ะใหม่แล้ว ดีจัง”
“เช่นนั้นโต๊ะตัวนั้นยกให้หม่อมฉันนะเพคะ” ดูนางกระตือรือร้นกับโต๊ะตัวใหม่ยิ่งนัก
“เ้าจะเอาไปทำอะไร” พี่ชายถามเสียงเข้มอีกแล้ว นางเดินเข้าไปดึงแขนพี่ชาย “เช่นนั้นขอแค่ขาโต๊ะก้อได้นะเพคะ” นางเริ่มเสียงอ่อนลง และเริ่มเข้าไปประจบพี่ชาย “เสด็จพี่เป็องค์รัชทายาทที่มีพระทัยเมตตาต่อไพร่ฟ้า และต่อน้องสาวด้วยใช่หรือไม่เพคะ”
พี่ชายนั่งเอียงคอมองใช้หางตามองนาง “นี่เ้าประจบพี่อยู่ใช่ไหม ..... พี่คงใจดีให้โต๊ะตัวนั้นกับเ้าไม่ได้หรอก....” ผู้เป็น้องสาวหุบยิ้มลง จะทำอย่างไรดีเล่า.. กว่าไม้ยวี๋มู่จากป่าทางเหนือจะมา คงทำอาวุธสำหรับฝึกไม่ทันแล้ว หรือต้องใช้ไม้ไผ่แทนเสียแล้วกระมัง
พี่ชายมองน้องสาวนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อไปว่า “เมื่อวานนี้ พี่ให้ทหารส่งโต๊ะตัวนั้นไปให้ช่างฮุ่ยในตลาดเหลาให้เ้าแล้ว โต๊ะตัวนั้นคงเหลาให้เ้าได้ถึง 1000 ชิ้นกระมัง”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น อี้อันจากที่ดูหมดกำลังไร้เรี่ยวแรง นางดีดตัวนั่งหลังตรงทันที ยิ้มกว้างขวางใส่พี่ชายพร้อมกับเข้ากอดแขนทันที“ขอบพระทัยเสด็จพี่เพคะ”
“ส่วนเ้าเอง อย่าลืมไปจ่ายเงินค่าจ้างด้วยล่ะ” ว่าแล้วพี่ชายลุกขึ้นเดินไปยังกองฝึกทิศเหนือ “ขอบพระทัยเพคะ ค่ำนี้หม่อมฉันจะไปทูลขอเสด็จแม่เองเพคะ”
พี่ชายหันกลับมาทันควัน “เงียบไปเลย เ้าไปขอเงินเสด็จแม่ พี่ต้องโดนตำหนิอีก เช่นนั้นเ้าอยู่เฉยๆ ไปเถอะ พี่จ่ายให้เอง”
เสวี่ยซิง และจางเหยา มองตากัน หัวเราะเบาๆ กับสองพี่น้องคู่นี้ แท้จริงแล้วพี่ชายก็รักน้องสาวเพียงแต่ปากแข็งเล็กน้อย แล้วสองสหายต่างแยกย้ายเดินกลับไปกองฝึกของตนเอง