“สวัสดีจ้ะ เหล่าต้นกล้าผู้ที่จะค้ำจุนโลกทั้งสอง”
เวรละนี่ก็อีกคน ตื่นเต้นที่จะสอนจนไม่ให้เวลาผมทำความเข้าใจ ถ้ายังงเก็บความสงสัยไว้ แบบนี้เรียนไม่รู้เื่แน่ ผมจึงต้องขัดอย่างช่วยไม่ได้
“เดี๋ยวก่อนสิครับท่านแม่ นี่มันยังไงกันแน..!..?” ยังพูดไม่ทันจบเธอก็เอานิ้วมาััปากของผมเบาๆ
“จุ๊ๆ ไม่ดีเลยนะจ้ะ ถ้ามีคนสอนก็ต้องตั้งใจฟังใช่ไหม?”
กลายเป็ครูเต็มตัวแล้วซะงั้น ผมไม่มีทางเลือกนอกจากกลับไปนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยม เมื่อเห็นทุกอย่างเข้าที่แล้วเธอจึงหยิบบางอย่างมาจากกระเป๋าเล็กๆข้างเอวเธอ เธอหยิบลูกแก้วสีขาวขนาดพอประมาณออกมา นั่นคงเป็กระเป๋ามิติแต่ลูกแก้วนี่มันอะไร
“นีคือลูกแก้วที่จะตรวจสอบธาตุที่เข้ากันได้จ้ะ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็ 6 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงและความมืด ส่วนพวกแม็กม่า น้ำแข็ง สายฟ้าหรืออะไรต่างๆจะเป็คาถาขั้นสูงของแต่ละธาตุ ซึ่งเราสามารถแบ่งนักเวทได้เป็ 9 ระดับ…”
ตามที่คาดในส่วนของขั้นแรกยังไม่มีอะไรซับซ้อนนัก การแบ่งระดับของนักเวทใช้ออร่าของพลังเวทในตัวเป็ตัวตันสิน โดยออร่าจะเป็สีเดียวกับธาตุที่เข้ากับตัวเรามากที่สุด ผู้คนโดยเฉลี่ยจะมี1ธาตุเป็เื่ปกติ ส่วนคนที่มี2 ธาตุขึ้นไปส่วนใหญ่เป็ขุนนาง ซึ่งคนที่มีทั้ง6ธาตุตอนนี้มีเพียงาาจอมเวทของอาณาจักเดลเบิร์กนี้เท่านั้น
“เอาล่ะ ใครจะเป็คนเริ่มก่อนดีจ้ะ”
“ค่าๆๆ หนูขอก่อนค่าา” มิร่าไม่รอช้าที่จะขอเริ่มก่อนด้วยความตื่นเต้น เธอค่อยๆเดินเข้าไปหาลูกแก้ว
“แตะลูกแก้วที่ได้เลยจ้ะ”
เมื่อคุณแม่พูดจบ มิร่าััไปที่ลูกแก้ว ภายในลูกแก้วเริ่มมีสสารบางอย่างหมุนวนข้างใน จนเริ่มกลายเป็รูปร่างของเปลวไฟสีแดงที่มีลมสีเขียววนรอบๆ
“มิร่า มี2ธาตุคือไฟและลม คงได้รับมาจากทั้งอัลเฟรดและจูน่าเลยสินะ โชคดีมากเลยนะจ้ะ”
ท่านแม่ยิ้มแย้มพรางลูบหัวของมิร่า มิร่าเองคงก็ดีใจ ยิ้มน้อยนิ้มใหญ่ไม่หยุดเชียว หลังคุยกับมิร่าจบ ท่านแม่ก็หันมาทางผม
“ถึงตาลูกแล้วนะ ไกรอัส” เธอผายมือเรียกผมให้ไปแตะลูกแก้ว
ผมเดินไปข้างหน้าแล้วแตะมันเบาๆ ราวกลับเวลาหยุดหมุน วิศัยทัศน์ทั้งหมดเป็สีดำมืด ไม่ช้ามีััเหมือนมืุ์เอื้อมมาแตะที่หน้าผมจากข้างหลัง ผมไม่สามารถขยับตัวต่อต้านได้เลยและจากนั้นมีเสียงกระซิบที่ข้างหูของผม
“ยังไม่ถึงเวลาหรอกนะไกรอัส ถ้านายรับมันไปตอนนี้นายจะพังทลายเอานะ”
เสียงของผู้หญิงคนเดิม เสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยน เสียงในครั้งนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยจนมันน่าสงสัยกว่าเดิมว่าเธอเป็ใครกันแน่
“..อัส..ไกรอัสส!!”
ผมสะดุ้งเฮือกจากภวังค์ มองรอบๆไม่มีอะไรเกิดขึ้นมีแค่ท่านแม่ที่กำลังเรียกผมด้วยเสียงที่ดังจนเกินจำเป็กับมิร่าที่มาเกาะขาผมตอนไหนไม่รู้
“ไม่เป็ไรนะคะท่านไกรอัส ถึงจะไม่มีพลังเวทแต่ท่านไกรอัสก็เท่ที่สุดเลยนะค้าา”
“ไม่ต้องเสียใจไปนะไกรอัส ถึงยังไงเธอก็เป็ลูกของครอบครัวนี้เสมอ”
ผมต้องทำความเข้าใจเล็กน้อยกับสิ่งที่2คนนั้นพูด เมื่อมองไปที่ลูกแก้วผมก็เข้าใจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต้น้อย หมายความว่าผมไม่มีความเข้ากันได้กับธาตุไหนเลยหรือก็คือ ผมไม่มีพลังเวทนั่นเอง
เื่นี้มันรู้สึกแย่อยู่หรอกเเต่ผมสงสัยเื่ของเธอคนนั้นเกินกว่าจะมามัวเสียใจกับเื่พลังเวทเลยล่่ะ อ้ะ ต้องแก้ไขเื่เข้าใจผิดก่อนสินะ
“ขอโทษที่ทำให้กังวลครับ ผมไม่ได้เสียใจขนาดนั้นหรอกครับ”
เป็คำพูดที่ไม่มีการโกหก เมื่อได้ยินคำพูดของผมท่านแม่ก็ถอนหายใจโล่งอกแล้วกลับไปเป็อาจารย์สอนเวทมนตร์อีกครั้ง
“ถึงจะไม่มีพลังเวทแต่ก็ต้องเรียนทฤษฎีไว้นะจ้ะ เพราะทฤษฎีนี่แหละจะเป็ตัวช่วยในการปฏิบัติ”
คงเป็การปลอบใจในแบบของเธอ ผมเองก็ยังอยากเรียนอยู่จึงไม่มีปัญหาอะไรในการรับความรู้ใหม่ๆ เวทมนตร์จะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างออร่าขึ้นในตัวของเราก่อน เป็ขั้นตอนที่เรียกว่า‘การก่อรูป’
สิ่งที่ต้องทำคือ การกระจายพลังเวทไปทั่วร่างกายแล้วนำกลับมารวมที่หัวใจ ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ต้องััถึงพลังเวทในตัวได้ด้วย คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 5 ปี ถ้าเริ่มเรียนที่ 7 ปี จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ตอนอายุ 12 ปี เป็เวลาเดียวกับการออกงานสังคมของขุนนาง
อ่ะ เกือบลืมไป อัจฉริยะที่สำเร็จขั้นตอนนี้เร็วที่สุดคือาาจอมเวทแห่งอาณาจักรเดลเบิร์ก ฟิลิป เทอร์ไมค์ เริ่มขั้นตอนก่อรูปตอนอายุ 7 ปี สำเร็จโดยใช้เวลาเพียง 2 ปี ขี้โกงจังเลยแฮะ
ในส่วนสุดท้ายของวันนี้เป็เื่ของสกิลที่มีเพียงจอมเวทระดับ 8 ขึ้นไปที่ใช้ได้ 'ยูนีคสกิล' เป็สกิลเฉพาะตัวที่คนๆนั้นคิดขึ้นมา
ข้อดีคือเป็สกิลที่สามารถรังสรรค์สิ่งเหนือความเป็จริงออกมาได้
ข้อเสียเพียงข้อเดียวคือ ไม่ว่ายังไงก็ต้องร่ายสกิล ในแต่ละคำที่ร่ายจะใช้พลังเวทจำนวนมากยิ่งร่ายยาวก็ยิ่งใช้พลังเวทเยอะ แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นก็ยิ่งมหาศาลเช่นกัน จริงสิแล้วท่านแม่อยู่ระดับไหนกันน่ะ
“แล้วท่านแม่อยู่ระดับไหนหรอครับ?”
“ระดับ 8 จ้า” โห ระดับ 8 เลยงั้นหรอ หืม..
“ผมอาจจะฟังผิดไป..ท่านแม่เป็นักเวทย์ระดับที่เท่าไหร่หรอครับ”
“8 จ้า” เธอยกนิ้วขึ้นมา 8 นิ้วเพื่อยืนยันว่าผมไม่ได้ฟังผิด ชักจะน่าตื่นเต้นขึ้นมาหน่อยแล้ว
“งั้นท่านแม่ก็ใช้ยูนีคสกิลได้ใช่ไหมครับ ใช้ให้ผมดูหน่อยสิๆๆ”
เธอยิ้มอย่างน่ารักพร้อมชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
“ลูกน่าจะเห็นมันั้แ่อยู่ที่นี่แล้วละน่ะ”
ผมกับมิร่าเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปก็พบสวนดอกไม้สีขาวที่ดูสดใสกว่าพื้นที่บ้านทั้งหมด มันยิ่งทำให้สงสัยเข้าไปใหญ่
“ทำไมถึงเป็ดอกไม้ละครับท่านแม่” เธอเดินมาที่หลังผมกับมิร่า จับไหล่พวกเราทั้งคู่และมองไปที่สวนดอกไม้
“เพราะมันไม่ทำร้ายใครไงละจ้ะ ทั้งสวยงามทั้งทำให้สงบ” ถึงจะพูดแบนั้นแต่เธอดูเศร้าเล็กน้อย ไม่นานเธอก็เปลี่ยนอารมณ์
“แถมถ้าไปนอนในนั้นจะสามารถลบค่าสถานะผิดได้ทุกอย่างด้วย นี่เป็ความลับนะจ้ะเด็กๆ”
ขะ แข็งแกร่งถึงจะเป็สวนดอกไม้แต่ก็เป็สวนดอกไม้ที่ลบดีบัพได้ทุกอย่าง
“เอาล่ะ บทเรียนวันนี้จบแล้ว พรุ่งนี้ก็มารอที่นี่เวลาเดิมนะจ้ะ”
หลังขอบคุณท่านแม่ ผมกับมิร่าก็เดินออกมาจากห้อง ผมไปฝึกดาบต่อ ส่วนมิร่าก็ไปทำหน้าที่เมด เหลือเพียงท่านแม่อยู่ในห้อง
“วันนี้เหนื่อยจังเลยนะ”
ภายในห้องอันเงียบงัน เพิลล์บ่นกับตัวเองเพราะได้มาสอนเวทมนตร์ซึ่งเธอไม่คุ้นเคย เหตุผลที่เธอสอนเองก็เพราะลูกชายของเธอบอกว่าอยากเรียนเวทมนตร์
แต่่ช่างโชคร้ายที่เขาไม่มีพลังเวท ทำให้กังวลว่าจะรู้สึกแย่ที่เมดของตนมีแต่ตนกลับไม่มี
เธอเก็บอุปกรณ์การสอนเข้ากระเป๋ามิติข้างเอว ขณะกำลังเก็บลูกแก้ววัดธาตุ เธอสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่กลางลูกแก้ว เป็จุดดำๆขนาดเล็ก เธอกังวลว่ามันจะมีปัญหารึเปล่า เลยวางไว้บนชั้นในห้องเรียนนี้แทนจะได้ไม่ลืมนำไปซ่อม
เพียงแต่ขณะนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าจุดเล็กๆเพียงจุดเดียวนั้นคือลางร้ายที่คาดไม่ถึง กว่าที่จะมีใครสักคนรู้มันก็สายเกินไปเสียแล้ว