ตอนที่ 27
แขกไม่ได้รับเชิญ
“การควบคุมมนตร์เสน่ห์งั้นหรือ” ในระหว่างที่หวังอี้ฝู่กำลังหาทางแก้ไขเคล็ดวิชามารราคะอยู่นั้นอยู่ๆชุนหยางผู้รับหน้าที่ทดสอบกลับเสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมาได้น่าสนใจไม่น้อยเลย การกำจัดวิชามารออกจากร่างอย่างสมบูรณ์นั้นดูท่าจะยากเกินไปและต้องใช้เวลามากกว่านี้ชุนหยางจึงเสนอให้แก้ไขความบกพร่องของวิชามารราคะไปทีละจุดและสิ่งหนึ่งที่ชุนหยางรู้สึกว่ามันเป็อุปสรรคที่สุดก็คือ มนตร์เสน่ห์ ที่ทำให้ผู้จ้องมองดวงตาของผู้ฝึกฝนวิชามารถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงแม้แต่ชุนหยางที่เพิ่งฝึกฝนวิชามารได้ไม่นานก็ยังสามารถดึงดูดความสนใจของเหล่าหญิงสาวที่ถูกพวกโจรจับตัวไปได้อย่างง่ายดายหากเขาเดินไปเดินมาโดยไม่ใส่หน้ากากมีหวังได้สร้างความวุ่นวายให้กับสตรีภายในเมืองเป็แน่
“ขอรับ ในเนื้อหาตำราส่วนหลังมีวิชามนตร์เสน่ห์เขียนเอาไว้ถ้าฝึกฝนมันจะทำให้มนตร์เสน่ห์รุนแรงยิ่งขึ้นขอรับ แต่ถ้าสามารถควบคุมมนตร์เสน่ห์ได้ข้าก็น่าจะควบคุมให้มันไม่ทำงานได้ด้วยเช่นกันขอรับ”ชุนหยางเปิดตำราวิชามารราคะของหวังอี้ฝู่ขึ้นมาพร้อมทั้งชี้ไปตรงส่วนเคล็ดวิชาที่อยู่ตรงส่วนท้ายของตำราในเนื้อหาวิชามารราคะนอกจากเคล็ดวิชามารราคะเองแล้วที่ด้านหลังยังมีเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกร่วมกันด้วยไม่ว่าจะเป็วิชากรงเล็บแม่หม้ายที่ซูเยว่เซียงเคยใช้ หรือวิชามนตร์เสน่ห์ล่อลวงที่ชุนหยางกำลังชี้ให้หวังอี้ฝู่ดูอยู่ก็ตาม
“วิชานี้มันทำให้มนตร์เสน่ห์รุนแรงขึ้นไม่ใช่หรือไงถ้าเ้าคิดผิดนอกจากจะควบคุมมนตร์เสน่ห์ไม่ได้แล้วภายภาคหน้าต่อให้เ้าสวมหน้ากากก็อาจจะป้องกันมนตร์เสน่ห์ไม่ได้ด้วยซ้ำนะ”หวังอี้ฝู่ขมวดคิ้วด้วยท่าทีครุ่นคิด วิชามนตร์เสน่ห์ถือเป็อาวุธร้ายแรงที่สุดของมารราคะสำหรับซูเยว่เซียงนั้นไม่ได้มีมนตร์เสน่ห์มากมายอะไรเพราะนางเป็เพียงคนธรรมดาที่ฝืนใช้เคล็ดวิชามารเพื่อจะกลายเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาเท่านั้นมนตร์เสน่ห์ของนางจำเป็ต้องใช้เวลาและความผูกพันจึงจะได้ผล แต่หากเป็มารราคะที่ฝึกฝนวิชามนตร์เสน่ห์จนช่ำชองแล้วละก็ต่อให้ไม่ต้องสบตามันก็สามารถบงการผู้หลงเสน่ห์ได้ทันที
“ข้าเข้าใจขอรับแต่ถ้าข้าสามารถบังคับมนตร์เสน่ห์ได้ข้าอาจจะพอหาทางบังคับความกระหายของวิชามารได้บ้างขอรับแล้วข้าก็ลองปรับแต่งเคล็ดวิชามาให้ท่านตรวจสอบดูแล้วด้วย” ชุนหยางไม่ได้แค่ยื่นแิเท่านั้นแต่ยังแก้ไขเคล็ดวิชามาเสนอกับหวังอี้ฝู่อีกด้วยแต่เดิมเคล็ดวิชามนตร์เสน่ห์ล่อลวงจะเน้นฝึกฝนให้มีอำนาจควบคุมมากขึ้นแต่เคล็ดวิชาที่ชุนหยางแก้มาก็มีแนวโน้มจะทำให้ควบคุมมนตร์เสน่ห์ได้จริงๆ
“นี่เ้าแก้มันเองงั้นหรือ” ความรู้สึกยามได้เห็นเนื้อหาวิชาที่ชุนหยางนำไปแก้ไขโดยไม่ได้บอกตนนั้นกลับทำให้หวังอี้ฝู่ประหลาดใจเป็อย่างมากหากจำไม่ผิดชุนหยางแทบจะไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับโลกของผู้ฝึกฝนิญญาเลยแล้วเขาไปเอาความรู้มาจากไหนกันถึงได้แก่ไขวิชาที่ผู้อื่นเขียนขึ้นมาได้แบบนี้
“ขอรับ...ข้าจำจากที่ท่านหมอหวังแก้ไขเคล็ดวิชาแล้วลองทำตามดูขอรับ”ชุนหยางพยักหน้าด้วยแววตาใสซื่อทำเอาหวังอี้ฝู่และผู้คุ้มกันทั้งสี่ต่างก็หันไปมองหน้ากันด้วยท่าทีประหลาดใจชุนหยางเพิ่งจะมาอยู่กับหวังอี้ฝู่ได้ไม่นานก็แอบจดจำวิธีปรับแต่งเคล็ดวิชาไปแล้วงั้นหรือเื่เช่นนี้ไม่ใช่แค่ดูแล้วจะทำตามได้เสียหน่อย
“มันก็...มีโอกาสเป็ไปได้” ถึงหวังอี้ฝู่จะไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเมื่อได้อ่านเนื้อหาที่ชุนหยางแก้ไขมาตัวหวังอี้ฝู่เองยังต้องใช้เวลาแรมปีกว่าจะเข้าใจเนื้อหาวิชาแต่ละเล่มก่อนจะเริ่มทำการแยกแยะและแก้ไขเนื้อหาภายในแต่ชุนหยางกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถเรียนรู้ทั้งวิธีการและทำความเข้าใจเนื้อหาได้แล้วงั้นหรือจะว่าไปตอนที่ชุนหยางเล่าว่าตนเองเรียนรู้เคล็ดวิชามารได้อย่างไรนั้นเขาก็บอกว่าตนเองได้อ่านผ่านตาครู่หนึ่งก่อนที่มารราคะที่จับตัวชุนหยางเอาไว้จะกลับมามิใช่หรือปกติแล้วมีใครที่ไหนอ่านเคล็ดวิชาผ่านๆแล้วจะใช้งานได้เลยกัน...
“ได้...ข้าอนุญาตให้เ้าทดลองวิชาที่เ้าแก้ไขดูก็แล้วกัน”หวังอี้ฝู่ยื่นแผ่นกระดาษที่ชุนหยางใช้จดแก้เคล็ดวิชามนตร์เสน่ห์ล่อลวงด้วยท่าทีอึ้งๆโดยที่สายตาที่มองชุนหยางยามนี้กลับแสดงให้เห็นถึงความประหลาดใจเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็ชุนหยางที่เรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างรวดเร็วหรือจูอิงที่ศึกษาวิชาแพทย์ที่ตนทิ้งเอาไว้จนสามารถสร้างสูตรยาขึ้นมาได้นั้นต่างก็เป็บุคคลที่มีความสามารถทั้งนั้นหากพวกเขาไม่โชคร้ายต้องไปเกี่ยวข้องกับวิชามารเข้าพวกเขาอาจจะกลายเป็คนสำคัญที่น่านับถือเป็แน่
“นายท่าน...มีแขกมาขอพบขอรับ”ระหว่างที่ชุนหยางกำลังจะเริ่มฝึกฝนวิชามนตร์เสน่ห์ที่ตนปรับปรุงอยู่นั้นอยู่ๆบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็ส่งเสียงรายงานมาจากภายนอกห้องทำเอาหวังอี้ฝู่ที่กำลังจับจ้องชุนหยางอย่างไม่วางตาต้องขมวดคิ้วออกมาด้วยท่าทีไม่พอใจ
“ข้าบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าห้ามผู้ใดมาเข้าพบ”หวังอี้ฝู่ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปตอบบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างนอกั้แ่รับชุนหยางเข้ามาหวังอี้ฝู่ก็ไม่รับแขกใดๆเลยเพื่อจะใช้เวลาศึกษาค้นคว้าวิธีการกำจัดเคล็ดวิชามารอย่างจริงจังแต่แขกที่ทำให้บ่าวรับใช้ต้องฝืนคำสั่งมารายงานถึงห้องหนังสือนี้จะเป็คนธรรมดาได้อย่างไร
“นายท่าน...ท่านเ้าเมืองขอร้องจะพบท่านให้ได้จริงๆขอรับ”บ่าวรับใช้ผู้นั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แสนจะลำบากใจ หากผู้มาขอเข้าพบเป็เ้าเมืองจริงบ่าวรับใช้ผู้นั้นก็คงรับศึกหนักไม่น้อยเพราะฝั่งหนึ่งก็เป็เ้าเมืองอีกฝั่งหนึ่งก็ต้องทำตามคำสั่งของเ้านาย
“เฮ้อ...ก็ได้ ข้าจะไปพบเขาที่ห้องรับแขก”หวังอี้ฝู่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องหนังสือไปยังห้องรับแขกอย่างเลี่ยงเสียมิได้แต่สำหรับชุนหยางแล้วเขายิ่งรู้สึกประหลาดใจเข้าไปอีกว่าเหตุใดเ้าเมืองถึงต้องเป็ฝ่ายขอเข้าพบท่านหมอหวังถึงขนาดนี้
.
.
.
“ท่านาุโหวังยินดีที่ได้พบขอรับ” ทันทีที่เ้าเมืองกวางจิ้งได้รับอนุญาตให้เข้าพบหวังอี้ฝู่ได้ฝ่ายเ้าเมืองก็รีบเดินเข้ามาภายในห้องรับแขกก่อนจะประสานมือคารวะหวังอี้ฝู่อย่างนอบน้อมในทันที
“ท่านพ่อ ทำไมท่านต้องเกรงใจเขาขนาดนี้ด้วย”ยามเห็นบิดาของตัวเองประสานมือคารวะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุด หลัวลี่จู บุตรสาวของเ้าเมืองก็แสดงท่าทีไม่เข้าใจออกมาั้แ่วันนั้นที่ร้านน้ำชาผู้คุ้มกันของนางก็แจ้งเื่ที่เกิดขึ้นให้บิดาของนางฟังทันทีวันนั้นบิดาของนางดูเป็กังวลมากและพยายามติดต่อขอเข้าพบาุโหวังให้ได้แต่ถึงจะเป็ท่าทีของบิดาหลัวลี่จูก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมบิดาของนางที่เป็ถึงเ้าเมืองต้องเกรงอกเกรงใจตาแก่ผู้หนึ่งขนาดนี้
“ลี่จู ต่อหน้าท่านาุโอย่าเสียมารยาทสิ”เ้าเมืองกวางจิ้งจับแขนของบุตรสาวตนเองให้เข้ามายืนข้างๆก่อนจะสั่งให้นางคารวะาุโหวังด้วยอีกคนแต่ฝ่ายหลัวลี่จูกลับไม่ยอมทำตามเพราะในเมืองนี้นางไม่เคยต้องคารวะใครก่อนเลย
“ไม่ต้องมากพิธี เ้ามาขอพบข้ามีเื่อะไรงั้นหรือ”หวังอี้ฝู่ถอนหายใจออกมาก่อนจะมองไปทางเ้าเมืองกวางจิ้งด้วยท่าทีเฉยเมยการมาขอพบของเ้าเมืองดูเหมือนจะกลายเป็เื่เสียเวลาสำหรับหวังอี้ฝู่ไม่มีผิดและท่าทีเช่นนั้นของหวังอี้ฝู่ก็ยิ่งทำให้หลัวลี่จูไม่พอใจหนักกว่าเดิมมาก
“เอ่อ...เมื่อหลายวันก่อนบุตรสาวของข้าทำเื่เสียมารยาทกับแขกของท่านขอรับข้าก็เลยจะให้นางมาขอโทษแขกของท่านด้วยตัวเอง” เ้าเมืองกวางจิ้งยิ่งอยู่ต่อหน้าหวังอี้ฝู่ก็ยิ่งเกรงใจแม้หวังอี้ฝู่จะบอกว่าไม่ต้องคารวะแล้วแต่หลังของเ้าเมืองก็ยังโค้งงอเล็กน้อยเหมือนไม่กล้ายืนตัวตรงต่อหน้าหวังอี้ฝู่เลย
“ที่แท้ก็เื่นี้นี่เอง เช่นนั้นข้าจะตามแขกของข้ามาให้บุตรสาวของเ้าขอโทษซะหากเขาไม่ติดใจเื่นี้ก็เลิกแล้วต่อกัน” หวังอี้ฝู่ยามได้ยินว่าเื่ที่เ้าเมืองอุตส่าห์เสียเวลาหลายวันมาขอเข้าพบกลับเป็เื่ที่เด็กๆเข้าใจผิดกันเท่านั้นก็ทำให้หวังอี้ฝู่เบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดชุนหยางไม่ได้พูดถึงเื่นี้เลยเดาว่าชุนหยางคงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ จะมีก็แต่เ้าเมืองกวางจิ้งเท่านั้นที่กลัวเสียหัวหด
“ท่านพ่อข้าบอกท่านแล้วไงว่าข้าไม่ขอโทษคนที่ทำให้คุณชายจ้าวาเ็หรอกนะเ้าคะ”ไม่ทราบว่าการสอนบุตรสาวของเ้าเมืองมีปัญหาจริงๆหรือเพราะหลัวลี่จูเคยชินกับชีวิตแสนสุขสบายมากเกินไปหรือไม่นางถึงยังไม่ยอมอ่านสถานการณ์เบื้องหน้าแล้วยังยืนกรานจะทำตัวเอาแต่ใจเช่นนี้ไม่เลิกแต่เ้าเมืองกวางจิ้งยังไม่ทันจะได้ต่อว่าบุตรสาวอยู่ๆบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทีกระหืดกระหอบเสียก่อน
“นายท่าน นายท่าน มีแขกมาพบขอรับ”ท่าทีของบ่าวรับใช้ยามนี้แตกตื่นกว่าตอนที่เ้าเมืองมาขอพบเสียอีก แถมคราวนี้แขกที่มาขอพบก็ไม่ได้รอให้หวังอี้ฝู่อนุญาตแต่กลับเดินตามบ่าวรับใช้มาเองเสียด้วย
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะน้องข้า” แขกผู้ไม่เกรงอกเกรงใจรายนี้เดินเข้ามาภายในห้องรับแขกพร้อมผู้ติดตามคนหนึ่งหากไม่ใช่เพราะหวังอี้ฝู่รู้จักผู้ติดตามคนนี้เป็อย่างดีหวังอี้ฝู่คงจะหวาดกลัวต่อพลังิญญาที่ชายคนนั้นปลดปล่อยออกมาจนตัวสั่นไปแล้วแน่ๆ
“ทะ...ท่าน” ถึงหวังอี้ฝู่จะไม่หวาดกลัวแต่ฝ่ายเ้าเมืองกวางจิ้งกลับสั่นสะท้านราบกับได้เห็นผีนับว่าวันนี้เ้าเมืองกวางจิ้งเลือกวันมาขอพบได้ผิดพลาดจริงๆเพราะไม่นึกเลยว่าจะมีแขกผู้น่าหวาดกลัวมาพบอีกคน
“ไม่นึกเลยว่าท่านเ้าเมืองกวางจิ้งจะอยู่ที่นี่ด้วยมาสิเรามานั่งคุยกันสักหน่อย” แขกผู้มาใหม่หันไปหาเ้าเมืองกวางจิ้งพร้อมรอยยิ้มทำเอาเ้าเมืองกวางจิ้งที่กำลังจะก้มลงคุกเข่าต้องชะงักขาตัวเองเอาไว้และเปลี่ยนไปนั่งเก้าอี้ตามแขกอีกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ลี่จู เ้าออกไปรอพ่อข้างนอกก่อน”เ้าเมืองกวางจิ้งกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะบอกให้บุตรสาวออกไปรอนอกห้องท่าทางเื่ขอขมาแขกของท่านาุโหวังคงต้องรอไปก่อนเพราะหากขัดใจแขกอีกท่านมีหวังแม้แต่ชีวิตก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้