เวลา 08:15 น.
ณ บ้านพักอินทร
แสงแดดยามสายสาดผ่านมายังใบหน้าของผู้หมวดอินทรที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเอง
เขามองรถยนต์คันคุ้นตาจอดอยู่และรองเท้าแทคติคอลสีดำของตำรวจวางอยู่ตรงชั้นวางรองเท้าซึ่งไม่ใช่รองเท้าของเขา
อินทรกำมือแน่น ความโกรธและความเ็ปที่เขาพยายามเก็บไว้ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มันตีขึ้นมาอีกระลอก
วันนี้ตั้งใจจะพูดกับนทีให้ชัดเจน คือให้นทีย้ายไปพักที่อื่น จะได้ไม่ต้องเจอกันบ่อยและที่สำคัญตอนนี้ฆาตกรต่อเนื่องก็ถูกจับแล้ว ทุกอย่างมันควรจบเพียงเท่านี้
เขาถอดหายใจออกมาแล้วบิดกลอนประตู
แกร็ก!
ประตูถูกเปิดออก อินทรก้าวขาเข้าไปด้านใน แต่ภาพตรงหน้าทำให้ตัวเขาหยุดชะงักทันที
“...”
ร่างของนทีนอนแน่นิ่งอยู่กลางห้อง ไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงแสงแดดที่พาดผ่านผ้าม่านหน้าต่างมายังร่างนั้น
“นที!!”
อินทรร้องลั่น รีบวิ่งเข้าไปเขย่าร่างของอีกคน
“ลุกขึ้นมา! ฉันไม่ตลกนะ!”
ไม่มีการตอบรับ และร่างของนทีเริ่มจะแข็ง
อินทรยื่นมือที่สั่นไปแตะที่ปลายจมูกของนที
ไม่มีลมอุ่นออกมาจากปลายจมูก
“ไม่นะ!…อย่าเล่นแบบนี้!!” เสียงอินทรสั่น ตาเริ่มแดงน้ำตาคลอเบ้า
เขาอุ้มร่างของนทีไปที่รถและมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
ณ โรงพยาบาล
เ้าหน้าที่นำร่างนทีนอนลงบนเปล หมอและพยาบาลรีบวิ่งเข้ามาดูอย่างรวดเร็ว อินทรยืนอยู่ปลายเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา
หมอจับไปที่ร่างของนที ทำการจับชีพจรแล้วมีสีหน้าเศร้าลง
“ช่วยเขาดิหมอ!!…ยืนนิ่งทำไม!” อินทรเสียงสั่น
หมอส่ายหน้า
“ขอโทษครับ ร่างของเขาแข็งตัวแล้ว เราไม่สามารถยื้ออะไรได้อีก”
“ไม่! ไม่จริง! เขายังไม่ตาย! ปั๊มหัวใจสิ! คุณเป็หมอไม่ใช่เหรอ?!” อินทรตะคอกเสียงดัง
ก้องภพ รีบเข้ามาจับตัวเขาจากด้านหลัง
“พอเถอะครับผู้หมวด ฮึก..นทีเขาไปดีแล้ว” ใบหน้าก้องภพเต็มไปด้วยน้ำตา
เมฆายืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตาแดงก่ำ พยายามกลั้นน้ำตา แต่ไม่สำเร็จ
“ไม่จริง! ฮึก นายฟื้นขึ้นมาสิ! ฟื้นขึ้นมา!” อินทรกอดร่างของนทีแน่น
“นายจะทิ้งฉันไปแบบนี้ไม่ได้ ฉันเหลือนายแค่คนเดียว กลับมาได้ไหม ฉันยกโทษให้นายทุกอย่างเลย ขอแค่นายลืมตาขึ้นมา”อินทรร้องไห้เหมือนคนกำลังจะขาดใจ
1 ชั่วโมงผ่านไป
อินทรยังกอดร่างของนทีแน่น เขายังยอมรับความจริงในการสูญเสียนทีไม่ได้
“ปล่อยให้หมอทำหน้าที่นะอินทร จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนที แล้วจะได้จัดพิธีอย่างสมเกียรติให้เขา” สารวัตรเมฆาแตะที่บ่าอินทรเบา ๆ
“...” อินทรนิ่ง น้ำตายังไหลต่อเนื่อง เขาค่อย ๆ คลายแขนจากร่างของนที มองดูร่างนั้นถูกเข็นออกไป มันเหมือนหัวใจของเขาถูกลากไปด้วย
ไม่มีคำร่ำลา นทีจากไปในวันที่เขายังโกรธอยู่ มันคือความเ็ปที่แสนทรมาน เพราะนทีคือคนรักคนสุดท้ายที่เหลืออยู่
แสงไฟสีขาวในห้องชันสูตรศพสะท้อนลงบนร่างเปลือยเปล่าที่นอนนิ่งอยู่กลางเตียงสเตนเลส กลิ่นฟอร์มารีนแรงจนฉุนจมูก อุณหภูมิในห้องเย็นะเื
หมอเงยหน้ามองนาฬิกาที่ผนังห้อง
“เริ่มผ่าตอน 10:10น. ถือว่าเป็ฤกษ์ดี”
ผู้ช่วยทำการจดบันทึกเวลาลงบนเอกสารการชันสูตร
หมอทำการสวมถุงมือยาง แล้วยื่นมือไปจับมีดผ่าตัดจากผู้ช่วย พวกเขานิ่งสงบเหมือนคุ้นชินกับความตาย
“เริ่มผ่าที่แนวกลางอก” เสียงหมอเอ่ยขึ้น ขณะที่กำลังยืนปลายมีดไปยังผิวซีดขาวของร่างไร้ิญญา
“เฮือก!!”
จู่ ๆ ร่างที่นอนนิ่งอยู่ ก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา! ดวงตาเบิกโพลง เสียงหอบดังลั่น
“ว๊ากกกกกกกกก!!!!”
เพล้ง!
มีดในมือของหมอร่วงลงพื้น หมอและผู้ช่วยถอยหลังกรูไปชิดกำแพงด้วยความใ
“ที่นี่คือที่ไหน?” หิวน้ำจัง กลิ่นอะไรอะทำไมถึงแสบจมูกขนาดนี้
ผมหันไปมองผู้ชายที่อยู่ในชุดกาวและหญิงในชุดคล้าย ๆ กัน กำลังยืนตัวสั้นมองมาที่ผม
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“...”
ผมมองไปรอบ ๆ ห้อง มันเหมือนห้องชันสูตรศพเลย หรือว่า
“เฮ้ย!!!” โป้!! ผมรีบดึงผ้าที่ข้างเตียงมาคลุมร่างกายทันที
“...” หมอกับผู้ช่วยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เขาจ้องผมเหมือนกำลังสังเกตอะไรสักอย่างเพื่อให้แน่ใจ
“...” ผมมองการกระทำนั้น
หมอไม่พูดอะไร เขาหันมามองผู้ช่วย จากนั้นก็หันหลังแล้วรีบวิ่งออกจากห้องทันที ผู้ช่วยก็เช่นกันร้องะโเสียงดังลั่นตลอดทางเดิน
“คนไข้ฟื้น! คนไข้ฟื้นแล้ว!”
“…” ผมค่อย ๆ ชันตัวขึ้นนั่ง มันเกิดอะไรขึ้น ผมตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ
เสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งตรงมาที่หน้าห้องที่ผมอยู่ ผมหันไปมองเสียงนั้น และคนแรกที่เห็นคือ...อินทร
“...”
“...”
ก้องภพกับเมฆาตามมาติด ๆ พร้อมเ้าหน้าที่อีก 4-5 คน
ผึ่บ!
อินทรวิ่งเข้ามากอดผมสุดแรง
“...”
“ ฮึก! นายกลับมาหาฉันแล้ว” แขนทั้งสองข้างโอบรัดแน่นจนผมแทบจะหายใจไม่ออก
“ผมหายใจไม่ออก”
อินทรรีบผละกอดออกทันที “ขอโทษ”
“...” ผมยังไม่ตายเหรอ
“ฉันรักนาย”เสียงอินทรสั่นเครือ เขาร้องไห้ออกมาอย่างหมดฟอร์ม
“...” เขาเกลียดผมไปแล้วหนิ ทำไมถึง...
ก้องภพยืนปาดน้ำตาอยู่มุมห้อง เมฆายิ้มเศร้า ๆ พร้อมถอนใจอย่างโล่งอก
3 วันต่อมา
เวลา 22:43 น.
ผมนอนอยู่ในอ้อมกอดของอินทรในบ้านพักที่คุ้นเคย ร่างกายของเราแนบชิดกันใต้ผ้าห่มผืนเดียว เสียงลมหายใจของเราทั้งคู่ดังเข้าออกสม่ำเสมอ
ผึ่บ!
ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้กำลังยืนอยู่ในห้องฉุกเฉิน อากาศภายในเย็นจัด ไฟสว่างจ้า ตรงกลางห้องมีร่างหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ซึ่งกำลังถูกหมอมุงช่วยชีวิตอยู่ ผมเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
“...!” นั่นมันผมหนิ ทำไมผมมีสองคน? แล้วทำไมร่างนั้นนอนนิ่งไม่ไหวติงแบบนั้นล่ะ
“ผมถอย คุณถอย...CLEAR!”
ร่างนั้นกระตุกตามจังหวะการช็อต แต่ชีพจรกลับว่างเปล่า พวกเขาทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีท่าทีว่าชีพจรจะกลับมา สุดท้ายพวกเขาต้องยอมแพ้
“เวลาเสียชีวิต 10:10 น. หลังจากเป็เ้าชายนิทรา 5 เดือน” หมอคนหนึ่งเอ่ยขึ้น แล้วเ้าหน้าที่อีกคนบันทึกข้อมูล
“ตายงั้นเหรอ...?”
หน้าห้องฉุกเฉิน
ผมเดินออกมาข้างหน้าเห็นพ่อกับแม่กำลังยืนร้องไห้เหมือนใจสลาย แม่ทรุดลงกับพื้น พ่อกอดแม่ไว้แน่น
“ทำไมถึงทิ้งแม่ไปแบบนี้...ฮือ..”
“แม่! พ่อ! ผมอยู่ตรงนี้!” ไม่มีใครหันมามองผมเลย
ผึ่บ!!! ภาพเปลี่ยน
ผมยืนอยู่ในงานที่ทุกคนใส่ชุดสีดำ บรรยากาศชื้นไปด้วยน้ำตา รูปถ่ายของผมตั้งอยู่หน้าโลง
ผมพยายามเรียกทุกคน แต่ไม่มีใครสนใจ แถมเดินทะลุตัวผมได้อีก นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ผึ่บ!!! ภาพเปลี่ยน
พ่อกับแม่กลับมาที่บ้าน มันคือบ้านของผมจริง ๆ ห้องนอนผมยังอยู่แบบเดิม
รถมอเตอร์ไซค์คันนึงวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน
“มีจดหมายมาส่งครับ”
พ่อกับแม่หันไปมองต้นเสียง ขณะที่แม่กำลังนั่งร้องไห้กอดรูปของผมอยู่
“เดี๋ยวพ่อออกไปรับเอง” พ่อบอกแม่ แล้วเดินไปเปิดประตูรับจดหมาย
พ่อเดินกลับเข้ามาในบ้าน นั่งลงข้างแม่แล้วเปิดดูจดหมายที่จ่าหน้าซองเป็ชื่อของผม
ซองหนึ่งเป็จดหมายทวงหนี้ กยศ. อีกฉบับคือจดหมายจากสำนักโปรดักชันชื่อดัง
‘ทางเรา้าขอซื้อลิขสิทธิ์นิยายเื่ ‘ฆ่า’ ของคุณไปสร้างเป็ซีรีส์’
“...” แม่และพ่อเบิกตากว้าง
“นทีเขียนนิยายด้วยเหรอ” แม่เอ่ยขึ้น
พ่ออ่านชื่อผู้แต่ง
นามปากกา ‘อองละ (Ongla) ’
“...” ทั้งสองมองจดหมายสองฉบับในมือแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ผึ่บ!!!
ย้อนไปเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว
ผมเห็นตัวเองหมดสติที่ข้างถนน มีคนนำไปส่งโรงพยาบาล แล้วโทรแจ้งพ่อกับแม่ หมอออกมาแจ้งพ่อกับแม่ว่าร่างกายผมไม่ตอบสนองและกายเป็เ้าชายนิทรา
ผึ่บ!
ผมมาโผล่ที่ห้องเช่าของผม บนหน้าจอมีการพิมพ์ข้อความเองขึ้นมาเอง ซึ่งกำลังบรรยายตอนที่ผมไปโผล่ครั้งแรกที่โรงแรมในโลกนิยาย
“ใครเป็คนพิมพ์” จู่ ๆ ภาพจอคอมก็ดับ นั่นหมายความว่านิยายมันดำเนินเื่เองงั้นเหรอ
ผึ่บ!
นิยายกลายมาเป็ซีรีส์ เื่ราวของตำรวจที่ไล่ล่าฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งพระเอกคืออินทร และนายเอกคือนที
ซีรีส์กระแสตอบรับดีมากและผลที่ตามมาก็คือรายได้
พ่อกับแม่นำเงินบางส่วนไปปลดหนี้ กยศ. ให้ผมทั้งหมด และบางส่วนเหลือไว้ให้ตัวเองใช้
ผึ่บ!!! ภาพเปลี่ยน
พ่อกับแม่กำลังนั่งกอดรูปถ่ายของผมอยู่ในห้องพระ
“แม่ขอโทษนะนที ที่ช่วยชีวิตลูกไว้ไม่ได้” แม่พูดทั้งน้ำตา
“...” ผมมองพ่อกับแม่ด้วยใจที่เ็ป มันไม่มีโอกาสได้อยู่กับท่านอีกต่อไปแล้ว
ผึ่บ!
“เฮือก!” ผมสะดุ้งตื่น หอบหายใจแรง
อินทรสะดุ้งตื่น เขาก้มมองผมที่อยู่ในอ้อมกอด “ฝันร้ายเหรอ?”
จู่ ๆ ข้อความก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
นามปากกา ‘อองละ (Ongla) ’ จะถูกจดจำไปตลอดกาล
ผมยิ้มทั้งน้ำตาแล้วหันกลับมาสบตากับอินทร
“ทุกอย่างมันจบแบบแฮปปี้แล้ว”
“...” อินทรขมวดคิ้ว ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามต่อ
จุ๊ฟ!
ผมจูบเขาหนึ่งที
“...” เขาชะงักนิดหน่อย
“ผมรักผู้หมวดนะ”
“ฉันก็รักนาย ห้ามทิ้งฉันไปอีกนะ”
“ครับ”
อินทรกดริมฝีมากลงมาอีกครั้งอย่างอ่อนโยน ราวกับกลัวว่าจะเสียผมไป และไม่นานกางเกงของเราทั้งคู่ก็ถูกถอดออก ไม่ได้เร่งเร้าจนเกินไป
อินทรทาบตัวลงมาชิดกับร่างของผม แแ่จนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็จังหวะเดียวกัน
เสียงลมหายใจของเราสองคนดังสลับกัน ร่างกายคลื่อนไหวไปตามจังหวะ ช้าบ้าง เร็วบ้าง ไม่มีคำพูดใดที่จำเป็อีกต่อไปแล้ว เพราะคืนนี้ทุกััคือบทสนทนาที่แท้จริง
เรานอนกอดกันบนเตียงจนฟ้าสาง แสงแดดยามเช้าส่องลอดม่านเข้ามา อินทรยังหลับอยู่ ใบหน้าเขาสงบ เหมือนคนที่ปลดภาระทุกอย่างจากหัวใจได้แล้ว
ผมยื่นมือไปแตะแก้มเขาเบา ๆ แล้วยิ้มออกมา
“ทุกอย่างมันจบแบบแฮปปี้แล้วจริง ๆ”
….…..The End…….