บทที่ 32: เข้าสู่เขตเมฆาล่อง
หลังจากที่เย่เฉินฟื้นฟูสภาพร่างกายจนสมบูรณ์แล้ว กลุ่มเดินทางก็ไม่รอช้าอีกต่อไป พวกเขาเก็บข้าวของและเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ทิศทางของเมืองเมฆาล่อง
บรรยากาศในการเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีต่อเย่เฉินนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความภักดีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
การเดินทางในช่วงหลายวันต่อมาเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีสัตว์อสูรระดับต่ำโผล่ออกมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ถูกเหล่าทหารรับจ้างกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬที่กำลังฮึกเหิมจัดการไปอย่างง่ายดาย พวกเขาต่างต้องการแสดงฝีมือให้ "ท่านเย่" ได้เห็น
ทุกครั้งที่จัดการกับสัตว์อสูรได้ เย่เฉินก็จะเดินเข้าไปตรวจสอบซากของมันอย่างเงียบๆ และในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต เถาวัลย์อสูรบนข้อมือของเขาก็จะทำงานของมันอย่างเงียบเชียบ มันจะดูดกลืนแก่นโลหิตและพลังงานที่หลงเหลืออยู่ในซากนั้นมามอบให้แก่เขา ทำให้พลังกายาโลหิตของเขาแข็งแกร่งขึ้นทีละเล็กทีละน้อยตลอดการเดินทาง
'เจ้าเถาวัลย์นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ!' หุนตุ้นกล่าวในใจอย่างพึงพอใจ 'มันทำให้เจ้าสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้จากการต่อสู้และการเดินทางอย่างแท้จริง! ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งดูดซับพลังงานเหมือนพวกโง่นั่น!'
เวลาผ่านไปอีกห้าวันเต็ม ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเขตแดนรอบนอกของเมืองเมฆาล่อง และมาหยุดพักที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าสาขาย่อยของตระกูลหลิน
ที่นี่ หลินเวยเวยได้ใช้ช่องทางการสื่อสารของตระกูลเพื่อรับฟังข่าวคราวล่าสุดจากในเมือง และสีหน้าของนางก็เคร่งเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด
นางเรียกทุกคนเข้ามาประชุมในห้องส่วนตัว "สถานการณ์ในเมืองเมฆาล่องย่ำแย่กว่าที่คิดเจ้าค่ะ"
"หลังจากที่ข่าวการซุ่มโจมตีของเราแพร่กระจายไป (แม้ตระกูลเซียวจะปฏิเสธอย่างแข็งขัน) พวกเขาก็ได้เพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจของตระกูลหลินอย่างหนักหน่วง และยังส่งคนคุมเข้มที่ประตูเมืองทุกบานอย่างเข้มงวด"
"แล้วข่าวของตระกูลเย่เล่า?" เย่เฉินเอ่ยถามขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
หลินเวยเวยถอนหายใจ "ไม่สู้ดีนักเจ้าค่ะ...การหายตัวไปของท่าน...เอ่อ...ของนายน้อยเย่เฉิน ทำให้ตระกูลเย่เสียขวัญและกำลังใจอย่างหนัก ตระกูลเซียวฉวยโอกาสนี้เข้ายึดธุรกิจและเหมืองแร่ของตระกูลเย่ไปหลายแห่ง ตอนนี้ตระกูลเย่ทำได้เพียงตั้งรับอย่างเดียวเท่านั้น"
เย่เฉินกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ...ความแค้นในใจของเขาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
"เราไม่สามารถนำคาราวานเข้าเมืองไปตรงๆ ได้อีกแล้ว" สือเฟิงกล่าวสรุป
"ถูกต้อง" เย่เฉินพยักหน้า "เราต้องเปลี่ยนแผน"
สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขา รอคอยคำสั่ง
"คาราวานจะหยุดอยู่ที่นี่" เขากล่าว "แม่นางน้อยหลิน ท่านต้องใช้คนของท่านลักลอบนำสินค้า โดยเฉพาะแก่นโลหะเย็น เข้าไปในเมืองทีละเล็กทีละน้อยผ่านช่องทางลับของท่าน"
เขาหันไปทางสือเฟิง "ส่วนพวกท่าน...ภารกิจคุ้มกันของพวกท่านถือว่าสิ้นสุดลงแล้วที่นี่ ท่านทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ตระกูลหลินจะจ่ายค่าตอบแทนส่วนที่เหลือให้ทั้งหมด"
"แต่ว่าท่านเย่!" ต้าหู่กำลังจะคัดค้าน แต่สือเฟิงยกมือห้ามไว้ เขารู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด การพากลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มใหญ่เข้าเมืองไปในตอนนี้มีแต่จะเป็นเป้าสายตา
"พวกข้ากลุ่มพยัคฆ์ทมิฬเป็นหนี้ชีวิตท่าน" สือเฟิงกล่าวอย่างจริงใจ "แม้ภารกิจจะสิ้นสุดลง แต่หากในอนาคตท่านต้องการความช่วยเหลือ ขอเพียงส่งข่าวมา พวกเราพร้อมจะมาหาท่านทันที!"
เย่เฉินพยักหน้ารับ "ขอบคุณในน้ำใจของพวกท่าน"
เมื่อแผนการถูกกำหนดแล้ว การแยกย้ายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สือเฟิงและกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬรับค่าจ้างและแยกย้ายจากไปหลังจากกล่าวอำลาอย่างจริงใจ
บัดนี้...จึงเหลือเพียงเย่เฉินและหลินเวยเวย
"ท่านผู้อาวุโสเย่...ต่อจากนี้ไป คงต้องรบกวนท่านแล้ว" หลินเวยเวยกล่าว นางรู้ดีว่าการลักลอบนำของเข้าเมืองนั้นอันตรายอย่างยิ่ง และนางต้องการผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่เคียงข้าง
เย่เฉินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่เดินไปยืนข้างๆ นาง และทอดสายตามองไปยังทิศทางของเมืองเมฆาล่องที่อยู่ไกลลิบๆ
เมืองที่เคยเป็นบ้านของเขา... เมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำ... และเมืองที่เต็มไปด้วยหนี้แค้นที่รอการชำระ
การต่อสู้ในป่าเขาได้จบลงแล้ว...แต่สงครามเงาในเมืองหลวงแห่งความขัดแย้ง...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น