บทที่3
เส้นทางใหม่
หลังเหตุการณ์ในวันนั้น บ้านตระกูลซ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ กลับเงียบงันจนน่าขนลุกแขกผู้ใหญ่ทยอยกลับไปด้วยสีหน้าอึดอัด ส่วนแม่เลี้ยงกับซ่งหว่านหลินก็ขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ออกมาหลายวัน
ฉันนั่งอยู่ในห้องของตัวเองมองกรอบรูปเก่าที่มีภาพของแม่แท้ ๆ สวี่เหมยฮวาหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตาอบอุ่นที่ฉันจำได้แม่น แม้จะจากไปั้แ่ฉันยังเด็กภาพนั้นเป็สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันยังมีใครบางคนอยู่ข้างฉันเสมอเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เสียงของพ่อจะดังตามมา
“หว่านอิง พ่อขอเข้ามาหน่อยได้ไหม”
ฉันวางกรอบรูปลงแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตูพ่อในชุดสูทเรียบสีเข้ม ยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าเขาไม่ดุดันเหมือนวันงานหมั้นอีกต่อไป แต่กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและความเสียใจ
“เข้ามาสิคะคุณพ่อ” ฉันพูดเสียงเรียบ เขาเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง
“ลูกยังโกรธพ่ออยู่หรือเปล่า” เขาถามเสียงเบา
ฉันส่ายหน้า “ฉันไม่ได้โกรธหรอกค่ะ แค่...เสียใจที่ผ่านมาคุณพ่อไม่เคยเชื่อฉันมาก่อน”
พ่อหลบสายตาไปชั่วขณะ ก่อนถอนหายใจยาว “พ่อรู้... พ่อผิดเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พ่อเชื่อในคำพูดของคนอื่นมากกว่าความรู้สึกของลูกตัวเอง”
ฉันเงียบ เพราะรู้ว่าคำขอโทษในตอนนี้ มันช้าเกินไปสำหรับอดีตแต่ยังไม่สายเกินไปสำหรับอนาคต
เขาล้วงบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า — กล่องไม้เก่าที่มีตราสลักชื่อ “สวี่เหมยฮวา”
ฉันชะงักไปทันที เพราะนั่นคือชื่อของแม่แท้ ๆ ของฉัน
“นี่คือสินเดิมของแม่ลูก” เขาพูดเสียงหนักแน่น “ตอนที่แม่ลูกจากไป พ่อเก็บไว้ให้ลูกมาตลอด แต่พ่อ...ไม่เคยคิดว่าจะได้คืนมันให้ลูกด้วยมือของตัวเองในเวลานี้”
เขาเปิดกล่องออก ข้างในมีแหวนหยกวงหนึ่ง เงินเก็บจำนวนหนึ่ง และสมุดบัญชีเก่า
“พ่ออยากให้ลูกเอาเงินนี้ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไปเรียนในที่ที่ลูกอยากเรียนที่สุด”
ฉันเงยหน้ามองเขา ดวงตาร้อนผ่าว “คุณพ่อหมายความว่า...”
“ปักกิ่ง” เขาพูด “พ่อได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งกำลังเปิดรับนักศึกษาใหม่ พ่ออยากให้ลูกไปสมัครที่นั่น”
ฉันใเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ… หนู—”
“ไม่ต้องห่วงเื่เงิน พ่อจะจัดการให้หมด ลูกเก่งและมีความสามารถ พ่อรู้ว่าลูกจะไปได้ไกลกว่าที่พ่อเคยคิด”
น้ำตาที่กลั้นไว้ค่อย ๆ ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันพยายามยิ้ม
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ...”
เขายิ้มจาง ๆ แล้วพูดต่อ “อย่ากลับมามองอดีตอีกเลย หว่านอิง ชีวิตของลูกเพิ่งเริ่มต้น พ่ออยากเห็นลูกมีความสุขจริง ๆ สักครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจฉันอบอุ่นอย่างประหลาด
ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกว่า “พ่อมองเห็นฉันจริง ๆ”
ฉันเดินเข้าไปกอดเขาแน่น “ฉันจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังค่ะ”
เขายกมือลูบศีรษะฉันเบา ๆ “พ่อเชื่อ”
ฉันยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในเช้าวันใหม่ ใบหน้าในเงาสะท้อนกลับมาพร้อมแววตามุ่งมั่นที่ฉันไม่เคยเห็นในชาติก่อนเลย มือฉันกำปากกาด้ามเก่าแน่น ขีดเขียนตัวอักษรลงบนสมุดแบบฝึกหัดสีเหลืองหม่น เสียงปลายปากกาขูดไปบนกระดาษดัง กรึด กรึด ท่ามกลางความเงียบของบ้าน
“คุณหนู…วันนี้ก็เริ่มอ่านหนังสือแต่เช้าอีกแล้ว” ปี้อิงถือถาดข้าวต้มเข้ามา ยิ้มเอ็นดู แต่แฝงความเป็ห่วง “ระวังจะเหนื่อยเกินไปนะคะ”
ฉันยกตาขึ้นจากสมุด ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ฉันเหนื่อยได้ แต่ฉันจะไม่เสียใจอีก”
ปี้อิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอไม่รู้หรอกว่าคำพูดของฉันมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด แต่เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว
ในชาติที่แล้ว…ฉันปล่อยให้เวลาอันมีค่าหลุดลอยไปกับความรักที่ไม่สมหวัง สุดท้ายแม้แต่โอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย คราวนี้ฉันไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นอีก ฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยการแพทย์ที่ปักกิ่งให้ได้ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน
่สาย เสียงกุกกักดังขึ้นที่หน้าห้อง ฉันเดินออกไป เห็นหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนยืนอยู่ เธอมีท่าทีอ่อนหวาน ใบหน้าสวยสะคราญราวดอกบัวแรกแย้ม แต่สายตาในยามก้มลงกลับวาววับด้วยเล่ห์ร้าย
“พี่สาว” ซ่งหว่านหลินเอ่ยเสียงอ่อนหวานทันทีที่เห็นฉัน “วันนี้อากาศดี ฉันเลยจะชวนพี่ไปเดินเล่น”
ฉันยกคิ้ว มองน้องสาวต่างแม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการระวังตัว นี่แหละ…ผู้หญิงที่ชาติก่อนทำให้ชีวิตฉันพังไม่เป็ท่า
“งั้นหรือ” ฉันตอบสั้น ๆ พลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ “มีอะไรก็พูดมาฉันไม่ว่าง”
หว่านหลินยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม “ได้ยินจากคุณพ่อว่าพี่สาวจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวง…ช่างน่าชื่นชมจริง ๆ แต่เส้นทางนั้นยากเย็นนัก พี่สาวจะสู้ไหวหรือ?”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนห่วงใย แต่ฉันได้ยินความเยาะเย้ยซ่อนอยู่ในทุกถ้อยคำ
ฉันหัวเราะเบา ๆ “จะไหวหรือไม่…ฉันจะเป็คนตัดสินเอง เธอไม่ต้องกังวล”
แววตาหว่านหลินไหววูบไปวูบมา ก่อนจะยกยิ้มจาง ๆ “แน่นอน ฉันก็แค่ห่วงพี่สาวมากไป อย่าลืมว่าผู้หญิงควรหาคู่ครองที่มั่นคงมากกว่าฝันไกลจนเกินตัวนะคะ”
ฉันยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ พลางมองเธอด้วยสายตาเ็า “บางทีการหาคู่ครองอาจไม่ใช่ความฝันสูงสุดของทุกคนก็ได้”
ประโยคนั้นทำให้หว่านหลินชะงักไป สีหน้าหม่นลงวูบหนึ่ง แต่เธอก็รีบปรับสีหน้ากลับมายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินจากไป
ตกบ่าย ฉันเดินออกไปที่ตลาดในหมู่บ้านเพื่อซื้อหนังสือเพิ่ม ถนนที่ทอดยาวเต็มไปด้วยผู้คนสวมเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา ๆ เสียงแม่ค้าะโเรียกลูกค้าดังแข่งกัน เสียงจักรยานเก่าดัง กริ๊ง กริ๊ง สร้างความคึกคักไปทั่ว
ทันทีที่ฉันก้าวเข้าไปยังร้านขายหนังสือเก่า เสียงทุ้มหนักแน่นก็ดังขึ้นด้านหลัง
“คุณคือ…ซ่งหว่านอิงใช่หรือไม่?”
ฉันหันกลับไป เห็นชายหนุ่มในชุดทหารสีกากีสะอาดสะอ้าน ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาแน่วแน่ดั่งเหยี่ยว ยืนมองฉันด้วยสายตาจริงจัง
หัวใจฉันเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“ใช่ค่ะ ฉันคือซ่งหว่านอิง” ฉันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสงบ แต่ในใจกลับพลุ่งพล่าน
เขาก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะยกมือขึ้นทำความเคารพเล็กน้อย “ผมคือเฮ่อจุนเว่ย อยู่ในกองทัพที่ตั้งอยู่แถบนี้ เคยได้ยินชื่อคุณมานาน วันนี้บังเอิญได้เจอตัวจริง”
ฉันเลิกคิ้ว “ได้ยินชื่อฉัน?”
เขายิ้มบาง ๆ “ใช่ ผมได้อ่านบทความที่คุณเขียนลงในบอร์ดเยาวชนเื่การพัฒนาสาธารณสุขในหมู่บ้าน มันทำให้ผมประทับใจมาก”
ฉันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในชาติที่แล้ว ฉันเคยเขียนบทความเล็ก ๆ ด้วยความตั้งใจ แต่ไม่เคยมีใครสนใจเลย…แต่ครั้งนี้ เขากลับหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง
“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ แต่แววตาเฮ่อจุนเว่ยกลับมองมาด้วยความชื่นชมจริงใจ
---
ในระหว่างที่เรากำลังสนทนา เสียงแหลมเล็กก็ดังแทรกเข้ามา
“พี่สาว!”
ฉันหันไป เห็นหว่านหลินเดินตรงเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนทุกครั้ง แต่สายตาที่เหลือบมองฉันกับเฮ่อจุนเว่ยกลับแฝงความไม่พอใจ
“อ้าว…ท่านนายพลก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือคะ” เธอเอ่ยเสียงอ่อนหวานทันที ก่อนจะหันไปทำความเคารพ
ฉันสังเกตเห็นรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเฮ่อจุนเว่ย แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องที่ฉัน ไม่ได้หวั่นไหวไปกับท่าทางอ่อนหวานเสแสร้งของหว่านหลินแม้แต่น้อย
“ผมเพียงแค่บังเอิญพบกับคุณซ่งหว่านอิง” เขาตอบเสียงเรียบ
หว่านหลินยิ้มจาง ๆ “เช่นนั้นก็ดีเลยค่ะ ฉันเองก็ดีใจที่พี่สาวมีโอกาสได้พบคนสำคัญเช่นนี้”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประชด แต่ฉันไม่ใส่ใจ เพียงหันไปกล่าวกับเฮ่อจุนเว่ย “ฉันต้องไปซื้อของต่อขอตัวก่อนนะคะ”
เขาพยักหน้า “แน่นอนครับ ไว้มีโอกาสเราคงได้คุยกันอีก”
---
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันนั่งลงบนโต๊ะอ่านหนังสือ เปิดหนังสือตำราแพทย์ที่ซื้อมาใหม่ หัวใจยังคงเต้นแรงจากการพบเจอเมื่อครู่ ความรู้สึกแปลกใหม่เอ่อท่วมอยู่ในอก ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการมองตาเฮ่อจุนเว่ยทำให้ฉันรู้สึกถึงพลังบางอย่าง…พลังที่แตกต่างจากหลี่ข่ายหลุนโดยสิ้นเชิง
ถ้าหลี่ข่ายหลุนคือความเ็าและการหักหลัง เฮ่อจุนเว่ยก็คือความอบอุ่นและการสนับสนุน
ฉันยกปากกาขึ้นจรดบนสมุดอีกครั้ง เขียนบันทึกสั้น ๆ ไว้ใต้บรรทัดสุดท้าย
“ครั้งนี้ ฉันจะเลือกเส้นทางของตัวเอง
และจะไม่ยอมให้ใครมาบงการอีกต่อไป”
แสงแดดยามเย็นส่องลอดหน้าต่างเข้ามาอาบบนหน้ากระดาษ ราวกับเป็คำสัญญาที่ฉันได้ประทับตราไว้กับโชคชะตาใหม่ของตัวเอง