แอบแซ่บ....แฟนเพื่อน NC++

    บทที่ 57 ชงชาอุ่น

    บทที่ 57 ชงชาอุ่น


    เสียงลมพายุฤดูร้อนกรีดร้องระงมอยู่นอกกระจกหน้าต่างคอนโดมิเนียมชั้นสามสิบห้า มันเป็นเสียงหวีดหวิวที่น่าเกรงขามคล้ายกับเสียงเตือนสติจากสรวงสวรรค์ที่พยายามจะฉุดรั้งเราสองคนเอาไว้ ทว่าภายในห้องทำงานที่สลัวรางและอบอวลไปด้วยความเงียบสงัดนี้ ร่างของเราทั้งสองคนยังคงทับเกยกันอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลยาวอย่างแนบชิด แผงอกของผมเบียดทับเนินอกอุ่นนุ่มนิ่มขนาดอวบอัดของเกรซจนรู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วราวกับเสียงรัวกลองศึก ลมหายใจอุ่นร้อนของเธอเป่ารดผิวแก้มของผมเป็นจังหวะกระชั้น แววตาคู่สวยสีนิลสั่นสะท้อนเงาบาปและความต้องการที่ลึกลับภายใต้แสงไฟกะพริบแลบปลาบจากท้องฟ้าด้านนอก


    “พี่… พี่อลันคะ…” 


    เสียงหวานพึมพำเรียกชื่อผมแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องที่สะท้อนเข้ามาจากระยะไกล แรงบีบที่มือของผมซึ่งเผลอขยับกำแน่นอยู่บนสะโพกผายเนื้อแน่นของเธอผ่านเนื้อผ้ากระโปรงและถุงน่องสีเนื้อลื่นละมุนมือคล้ายจะตอกย้ำว่าเหตุการณ์ล้มทับคร่อมกันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุธรรมดาอีกต่อไป หากแต่เป็นสะพานเชื่อมรอยร้าวแห่งศีลธรรมที่กำลังจะขาดสะบั้นลง


    เกรซสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหลบสายตาคมเข้มของผม ใบหน้าหวานที่เคยขาวนวลผุดผ่องบัดนี้ซับสีแดงระเรื่อเข้มข้นจนลามไปถึงใบหูและลำคอระหง ความสับสนระคนขัดเขินสะท้อนชัดเจนในทุกการเคลื่อนไหว เธอยกมือเรียวบางขึ้นผลักแผงอกของผมเบาๆ เป็นเชิงขอร้องแกมยอมจำนน


    “เอ่อ… พี่อลันลุกก่อนได้ไหมคะ เกรซ… เกรซอึดอัดค่ะ” เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย และนั่นทำให้ผมได้สติ


    ผมลอบถอนหายใจยาวพลางค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ รู้สึกถึงความสูญเสียในใจอย่างประหลาดเมื่อเนื้อตัวนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมแอร์โฮสเตสสาวจางหายไปจากประสาทสัมผัส ผมยื่นมือออกไปหวังจะช่วยดึงร่างบางขึ้นจากโซฟา เกรซมองมือของผมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอื้อมมือมาจับไว้ สัมผัสจากฝ่ามือที่บางเบาและสั่นน้อยๆ ของเธอยิ่งทำให้อุณหภูมิในร่างกายของผมพุ่งสูงขึ้น


    เมื่อเกรซลุกขยับยืนได้อย่างมั่นคง เธอรีบขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันทีเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย สองมือเรียวรีบดึงและจัดแต่งชายกระโปรงยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้มที่ร่นขึ้นมาสูงจนเกือบเห็นโคนขาอ่อนให้เข้าที่เข้าทางอย่างเร่งรีบ ท่าทางลนลานและแก้มแดงซ่านของเธอน่าเอ็นดูเสียจนผมต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เพื่อสะกดกลั้นความต้องการที่เกือบจะปะทุออกมา


    เปรี้ยง!


    เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวจากภายนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ แสงสีขาวสว่างวาบสาดส่องเข้ามาจับภาพห้องนั่งเล่นสลัวชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยลมกรรโชกแรงที่ซัดสาดหยาดฝนฤดูร้อนนับล้านเม็ดเข้ากระทบกระจกหน้าต่างดังซ่าๆ อย่างบ้าคลั่ง ลมพายุภายนอกรุนแรงถึงขนาดทำให้รู้สึกว่ากระจกบานใหญ่แอบสั่นสะเทือนเบาๆ อุณหภูมิภายในคอนโดมิเนียมหรูที่เปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้อยู่แล้ว ยิ่งดิ่งต่ำลงอย่างรวดเร็วเมื่อความเย็นจากละอองฝนและพายุภายนอกแผ่ซ่านเข้ามา เกรซยกมือขึ้นกอดอกตัวเองไว้แน่น ร่างบางสั่นสะท้านขึ้นมาน้อยๆ ผิวเนื้อที่พ้นขอบแขนเสื้อเผยให้เห็นรอยขนลุกชันเพราะความหนาวเย็นที่คืบคลานเข้ามาปกคลุม


    “ฝนตกหนักขนาดนี้… พายุเข้าแรงมากเลยนะคะพี่อลัน คอนโดชั้นสูงๆ แบบนี้เวลาพายุเข้าเกรซแอบกลัวทุกทีเลยค่ะ” เกรซพูดพลางเบนสายตาออกไปมองความมืดมิดภายนอกกระจกที่ถูกบดบังด้วยม่านน้ำฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา


    “ใช่ครับ ตกแรงและลมแรงมากด้วย คืนนี้คงไม่หยุดง่ายๆ แน่” ผมตอบพลางเดินไปปิดผ้าม่านผืนหนาลงเพื่อลดความน่ากลัวของพายุฝนข้างนอก และช่วยลดเสียงหวีดหวิวของลมลงไปได้บ้าง “เกรซหนาวไหมครับ ดูตัวสั่นๆ นะ”


    “นิดหน่อยค่ะ…” เกรซตอบพลางส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงความเหนื่อยล้ามาให้ผม “งั้น… เดี๋ยวเกรซไปชงชาร้อนมาให้นะคะ จะได้ช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นด้วย พี่อลันรอเกรซที่ห้องนั่งเล่นก่อนนะคะ”


    เธอเอ่ยปากเลี่ยงสถานการณ์ที่แสนอึดอัดและล่อแหลมก่อนหน้านี้ด้วยการเดินเลี่ยงเข้าไปยังส่วนครัวยุโรปทันที ผมมองตามแผ่นหลังบางในชุดยูนิฟอร์มเข้ารูปที่เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์น้ำอุ่น สะโพกผายที่โยกย้ายตามจังหวะก้าวเดินบนถุงน่องบางเบานั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ สัมผัสความนุ่มนิ่มใต้ฝ่ามือเมื่อครู่ยังคงอุ่นร้อนและเด่นชัดจนผมต้องยกมือขึ้นมาจ้องมอง พลางคิดในใจว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางสายบาปที่ยากจะถอนตัว


    ผมเดินตามเกรซเข้าไปในครัวสไตล์เปิดช้า ๆ แสงไฟสีนวลตาจากใต้ตู้ลอยของเคาน์เตอร์ครัวส่องสว่างสลัวๆ ชวนให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเงียบสงบขึ้นกว่าเดิม เกรซกำลังหยิบกระปุกชาสมุนไพรและกาน้ำชาเซรามิกสีขาวสะอาดขึ้นมาเตรียมไว้ นิ้วมือเรียวหยิบจับสิ่งของอย่างคล่องแคล่ว ทว่าไหล่บางที่ลู่ลงบ่งบอกถึงความล้าที่แบกรับไว้ตลอดวันไฟลต์บินอันยาวนาน


    “ให้พี่ช่วยอะไรไหมเกรซ” ผมถามพลางขยับเข้าไปยืนเยื้องข้างหลังเธอ กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูสระผมและกลิ่นกายสาวปะปนกับกลิ่นฝนที่โชยมาตามซอกหน้าต่างลอยเข้ามากระทบจมูก


    เกรซสะดุ้งตัวเบาๆ ก่อนจะหันมามองผมพร้อมรอยยิ้มเกรงใจ “ไม่เป็นไรค่ะพี่อลัน แค่ชงชาคาโมมายล์ง่ายๆ เองค่ะ พี่อลันไปนั่งพักเถอะ วันนี้ก็มาช่วยเกรซตั้งค่าคอมฯ กับซ่อมเครื่องฟอกอากาศตั้งนาน เหนื่อยแย่เลย”


    “เหนื่อยอะไรกัน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองครับ สำหรับเกรซ… พี่เต็มใจทำให้อยู่แล้ว” คำพูดของผมแฝงนัยความรู้สึกที่มากกว่าคำว่า ‘เพื่อนของแฟน’ เกรซสบตาผมชั่วครู่ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปรินน้ำร้อนลงในกาน้ำชาเพื่อหลบซ่อนความรู้สึกสับสนในใจ


    ไอน้ำอุ่นกรุ่นลอยม้วนตัวขึ้นมาจากปากกาน้ำชา นำพากลิ่นหอมสะอาดและผ่อนคลายของดอกคาโมมายล์ให้อบอวลไปทั่วบริเวณครัว กลิ่นหอมนั้นช่วยให้ความตึงเครียดรอบตัวเราจางลงไปบ้าง แต่ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างเรากลับทำให้อารมณ์บาปที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจยิ่งเด่นชัดขึ้น


    เกรซจัดแจงวางถ้วยชาเซรามิกสองใบลงบนถาดไม้ แล้วยกมันเดินนำมายังโซฟาผ้ากำมะหยี่หนานุ่มในห้องนั่งเล่นที่เปิดไฟสลัวสีเหลืองอบอุ่นเอาไว้ ผนังกระจกบานใหญ่ที่พาดผ่านมุมห้องนั่งเล่นสะท้อนภาพของเราสองคนในเงาสลัวฉาบแสงไฟนีออนสีรุ้งจากตึกระฟ้าภายนอกที่ส่องสะท้อนผ่านละอองฝนเข้ามา


    “ดื่มชาร้อนๆ ก่อนค่ะพี่อลัน คาโมมายล์จะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับสบายขึ้นด้วย” เกรซส่งถ้วยชาอุ่นร้อนให้ผม ผมรับมาถือไว้ สัมผัสความอุ่นจากถ้วยดินเผาส่งผ่านฝ่ามือช่วยปัดเป่าความหนาวเย็นจากแอร์ได้เป็นอย่างดี


    เราสองคนนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งคืบ ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอยู่ด้านนอกหน้าต่างเป็นฉากหลัง ผมยกชาขึ้นจิบ รสชาติละมุนลิ้นและความอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านลงไปในลำคอทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ทว่าสายตาของผมยังคงแอบจับจ้องใบหน้าด้านข้างของเกรซที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด


    เกรซประคองถ้วยชาไว้ในมือสองข้าง ดวงตาหวานเชื่อมคู่สวยเหม่อมองไอน้ำที่ลอยละล่องขึ้นจากถ้วยชา แววตาของเธอในตอนนี้ดูหม่นหมอง อ้างว้าง และเปราะบางเสียจนน่าใจหาย ริมฝีปากอิ่มสีชมพูเม้มเข้าหากันแน่น ราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่อัดอั้นอยู่ภายใน


    “เหนื่อยมากเลยใช่ไหมครับช่วงนี้ บินบ่อยจนไม่มีเวลาพักเลยเหรอ” ผมเปิดประเด็นถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังจะให้เธอระบายความรู้สึกออกมา


    คำถามง่ายๆ ของผมดูเหมือนจะสะกิดโดนจุดอ่อนไหวในใจของเกรซ ร่างบางสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจยาว ไหล่ของเธอลู่ลงมากกว่าเดิม แววตาที่เหม่อมองถ้วยชาเริ่มคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาใสๆ ที่รื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


    “ค่ะ… เหนื่อยมากเลยค่ะพี่อลัน บินไฟลต์ยาวติดๆ กันแทบไม่ได้พักเลย ยืนบนส้นสูงบริการผู้โดยสารนับร้อยคนบนเครื่องบินตั้งหลายชั่วโมง ร่างกายเกรซเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เลยค่ะ” เกรซพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือปนอสะอื้นแผ่วเบา “แต่รู้ไหมคะ… ความเหนื่อยล้าทางกายมันยังไม่เท่ากับความอ้างว้างในหัวใจเลยสักนิด”


    เธอยกชาขึ้นจิบสั้นๆ เพื่อสยบอารมณ์สั่นไหว ก่อนจะระบายดรามาความในใจพรั่งพรูออกมา “เวลากลับมาถึงห้องนี้… คอนโดกว้างๆ ที่ริวซื้อไว้ มันสวยนะคะ มันหรูหรา แต่มันเงียบเหงาจับใจเลยค่ะ ไม่มีใครรอเกรซอยู่เลย ไม่มีเสียงทักทาย ไม่มีคนคอยถามว่าเหนื่อยไหม มีแค่ความว่างเปล่าและเสียงเครื่องปรับอากาศที่คอยตอกย้ำว่าเกรซอยู่คนเดียว”


    น้ำตาเม็ดใสหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนตักของเกรซ ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกบีบคั้นในอก ความขัดแย้งทางศีลธรรมในใจเริ่มกรีดร้องเมื่อนึกถึงริว เพื่อนรักของผมที่เป็นวิศวกรซ่อมบำรุงเครื่องบิน ริวเป็นคนเก่ง บ้างาน และคอยแต่จะอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการซ่อมบำรุงเครื่องบิน ควงกะดึกโต้รุ่ง และมักลืมเลือนความเป็นไปของคนข้างกายเสมอ


    “ริวเขาบ้างานมากเกินไปจริงๆ …” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว พลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า


    “ใช่ค่ะ ริวบ้างานมากกก… บ้าจนบางทีเกรซรู้สึกเหมือนไม่มีตัวตนในชีวิตเขาเลย” เกรซร้องไห้ออกมาแผ่วเบา สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าหวานทว่าหยาดน้ำตาก็ยังคงไหลลัดเลาะผ่านซอกนิ้วมือเรียวสวยออกมา “พี่อลันรู้ไหมคะ… วันครบรอบห้าปีของเราเมื่อสัปดาห์ก่อน ริวเขาลืมมันสนิทเลยค่ะ เกรซอุตส่าห์ซื้อเค้กก้อนเล็กๆ มารอเขา นั่งรอจนตีสองตีสาม แต่เขาก็ส่งข้อความมาบอกแค่ว่าต้องอยู่คุมกะด่วนซ่อมเครื่องบินลำใหญ่ที่เสีย… ทิ้งเกรซให้ฉลองวันครบรอบคนเดียวกับความมืดและเสียงฝน…”


    เสียงสะอื้นของเกรซขยี้หัวใจของผมจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ผมขยับตัวเข้าใกล้เธอมากขึ้นโดยสัญชาตญาณ เอื้อมมือออกไปดึงกระดาษทิชชูส่งให้เธอ แต่เกรซกลับไม่รับ เธอเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน ความเหงาและความเปราะบางที่เธอเก็บกดเอาไว้คนเดียวภายใต้ภาพลักษณ์แอร์โฮสเตสสาวแสนสวยผู้เพียบพร้อม บัดนี้ได้พังทลายลงมาไม่มีชิ้นดี


    ผมทนเห็นน้ำตาของเธอไม่ได้อีกต่อไป ผมยื่นมือหนาออกไปแตะประคองคางมนของเกรซช้าๆ ดึงใบหน้าหวานที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาให้หันมาสบตากับผม นิ้วหัวแม่มือของผมค่อยๆ ลูบซับคราบน้ำตาบนแก้มเนียนนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นชื้นจากผิวแก้มขาวใสและใบหน้าหวานแสนเปราะบางนี้ทำให้จิตสำนึกแห่งศีลธรรมของผมเลือนรางไปทีละน้อย


    “อย่าร้องไห้เลยนะเกรซ… เกรซไม่ควรต้องอยู่คนเดียวและร้องไห้ในวันสำคัญแบบนั้นเลย” ผมกระซิบเสียงนุ่ม แววตาของผมสะท้อนความห่วงใยและความปรารถนาที่ยากจะปิดบัง


    เกรซจ้องมองผมผ่านม่านน้ำตา ดวงตาหวานปรือเยิ้มและแดงก่ำเพราะการร้องไห้ แววตาของเธอแสดงออกถึงความสับสนปนเปกันระหว่างความรู้สึกผิดต่อริวและความโหยหาอ้อมกอดอุ่นๆ ของใครสักคนที่จะมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจที่อ้างว้างมาแสนนาน ร่างกายของเธอยังคงสั่นระริกจากแรงสะอื้นและอากาศเย็นๆ ในห้อง


    “เกรซ… เกรซเหนื่อยเหลือเกินค่ะพี่อลัน บางทีเกรซก็อยากมีคนคอยอยู่เคียงข้างในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้…” เกรซเอ่ยเสียงสั่นพร่าพร้อมสะอื้นเบาๆ พลางขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นจากร่างกายของผมอย่างไม่รู้ตัว


    ความใกล้ชิดที่ล้ำเส้นเริ่มก่อตัวเข้มข้นขึ้น ผมมองดูริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อที่เผยอน้อย ๆ ของเธอ หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก ความคิดชั่วร้ายในหัวกำลังบอกให้ผมดึงเธอเข้ามากอดและครอบครองริมฝีปากอิ่มนั้นเสียทันที ทว่าผมก็ต้องพยายามหักห้ามใจเพื่อดำเนินเรื่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอน


    ผมเลื่อนฝ่ามือลงมาจับมือเรียวบางของเกรซที่วางอยู่บนตัก สัมผัสฝ่ามือน้อยๆ นั้นเย็นเฉียบ “มือน้องเกรซเย็นมากเลยครับ แถมยังตัวสั่นไม่หายเลย ขาและน่องก็ดูตึงๆ เมื่อยมากใช่ไหม ยืนบนส้นสูงสปริงตัวบริการคนบนเครื่องบินมาทั้งวัน”


    เกรซพยักหน้าช้า ๆ พลางยกมืออีกข้างขึ้นลูบน่องตัวเองเบาๆ ผ่านถุงน่องสีเนื้อ “ค่ะ ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลยค่ะ โดยเฉพาะฝ่าเท้ากับน่อง ยิ่งเวลาเดินลงส้นสูงนานๆ น่องมันจะตึงเปรี๊ยะจนเป็นตะคริวบ่อยๆ เลยค่ะ”


    “ถ้าอย่างนั้น… ให้พี่ช่วยนวดคลายเมื่อยให้เอาไหมครับ พี่เคยเรียนนวดกดจุดคลายเส้นมาบ้าง น่าจะพอช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อให้น้องเกรซได้นะ” ผมอาสาด้วยความหวังดีที่แฝงไปด้วยเจตนาอันลึกซึ้ง


    เกรซเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจและขัดเขิน “เอ่อ… จะดีเหรอคะพี่อลัน เกรซเกรงใจ… มันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นะคะ” เธอละล่ำละลักปฏิเสธตามมารยาทและศีลธรรมอันดีงามที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่านัยน์ตาปรือหวานคู่สวยกลับสั่นระริกแฝงความยินยอมอยู่กลายๆ


    “ไม่เหมาะอะไรกัน เกรซเมื่อยจนปวดขนาดนี้ พี่แค่อยากช่วยนวดคลายเส้นให้เฉยๆ คิดซะว่าเป็นพี่ชายดูแลน้องสาวนะครับ จะได้สบายตัวขึ้นและนอนหลับฝันดี” ผมให้เหตุผลแสนดีบังหน้าเพื่อทำลายกำแพงความระแวดระวังของเธอ


    เกรซจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม คล้ายกำลังประเมินและต่อสู้กับจิตใจตัวเอง ท่ามกลางเสียงพายุฝนฤดูร้อนภายนอกที่ซัดสาดรุนแรงราวกับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในที่สุดความอ้างว้าง ความเหนื่อยล้า และแรงปรารถนาลึก ๆ ก็ชนะกำแพงศีลธรรมที่บอบบางลงทุกที เกรซค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาว แก้มหวานซับสีแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะตอบรับแผ่วเบา


    “ถ้าอย่างนั้น… รบกวนพี่อลันหน่อยนะคะ เกรซเมื่อยมากจริงๆ ค่ะ…”


    คำอนุญาตของเธอเปรียบเสมือนกุญแจไขประตูนรกขุมสวาทที่แสนเย้ายวน ผมยิ้มรับด้วยความยินดีพลางขยับตัวนั่งในท่าที่สบายขึ้น บนโซฟาผ้ากำมะหยี่หนานุ่มตัวยาว เกรซค่อยๆ เอี้ยวตัวขยับกาย หันหน้าเข้าหาผมแล้วยกเรียวขาขาวยาวสลวยของเธอขึ้นพาดบนหน้าตักกว้างของผมช้าๆ


    เมื่อเรียวขางามพาดลงบนหน้าตัก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาจากจุดสัมผัสทันที ยูนิฟอร์มแอร์โฮสเตสสั้นเข้ารูปทรงสอบของเธอร่นขึ้นสูงตามธรรมชาติตามการขยับขา เผยให้เห็นต้นขาอ่อนขาวผ่องเนียนละเอียดภายใต้ถุงน่องสีเนื้อเนียนละเอียดลื่นมือ ขาเรียวยาวสะกดทุกสายตาของเกรซสั่นระริกน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นและประหม่า


    ผมประคองข้อเท้าเรียวระหงของเธอไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง สัมผัสแรกผ่านใยผ้าสังเคราะห์ของถุงน่องสีเนื้อช่างลื่นละมุนมือและเนียนละเอียดจนสัมผัสได้ถึงความร้อนของกระแสเลือดภายใน ผมค่อยๆ ออกแรงดึงรองเท้าคัทชูส้นสูงสีดำเงาของเกรซออกจากเท้าเรียวสวยทีละข้างอย่างเบามือ แล้ววางมันลงบนพื้นข้างโซฟา เกรซลอบถอนหายใจยาวพรั่งพรูออกมาด้วยความโล่งอกทันทีเมื่อพันธนาการที่บีบรัดเท้าของเธอมาทั้งวันถูกปลดปล่อยออกไป


    “อื้อ… สบายเท้าขึ้นเยอะเลยค่ะ” เกรซพึมพำเสียงหวานปนผ่อนคลาย ร่างบางเอนกายพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรง


    ผมช้อนใต้ฝ่าเท้าเรียวบางของเกรซขึ้นมา สังเกตเห็นนิ้วเท้าเล็กๆ ที่เรียงตัวสวยงามผ่านเนื้อถุงน่องโปร่งแสง ผมเริ่มออกแรงกดนวดเบาๆ ตรงบริเวณเนินเนื้อใต้โคนนิ้วเท้าและอุ้งเท้าทีละนิด ใช้นิ้วหัวแม่มือกดคลึงวนเป็นวงกลมเพื่อกระจายความตึงเครียดของเส้นเอว


    “อ๊ะ…!” เกรซสะดุ้งตัวโยนเบาๆ ทันทีที่นิ้วหัวแม่มือของผมกดเน้นน้ำหนักลงไปตรงจุดสะท้อนใต้ฝ่าเท้า เรียวขางามสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งด้วยความเจ็บปนเสียวซ่าน มือบางของเธอเผลอขยำผ้าปูโซฟาแน่นเพื่อระบายความรู้สึก


    “เจ็บเหรอครับเกรซ พี่กดแรงไปไหม” ผมถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล แต่สายตายังจับจ้องที่ฝ่าเท้าน้อยๆ


    “ปะ… เปล่าค่ะพี่อลัน มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น แต่มัน… มันเสียวและรู้สึกจี๊ดๆ ขึ้นมาแปลก ๆ ค่ะ แต่… แต่รู้สึกดีนะคะ กดตรงนั้นแหละค่ะเกรซปวดมากเลย” เกรซตอบเสียงสั่นพร่า ใบหน้าหวานเบนหลบไปอีกทาง ทว่าริมฝีปากอิ่มสีชมพูเผยอน้อยๆ หอบหายใจแผ่วระรัว


    ผมยิ้มมุมปากเบา ๆ พลางเพิ่มน้ำหนักมือนวดกดจุดสะท้อนใต้อุ้งเท้าและนิ้วเท้าของเธออย่างประณีต สัมผัสความลื่นละมุนของเนื้อถุงน่องบางที่เสียดสีกับฝ่ามือร้อนของผมสร้างความกระสันซ่านและตื่นตัวให้กับแก่นกายใต้กางเกงของผมอย่างรวดเร็ว ผมค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือหนาขึ้นมาประคองข้อเท้ามลแล้วเริ่มบีบนวดน่องเรียวสวยของเธอผ่านถุงน่องสีเนื้อละเอียด


    มือหนาบีบเค้นไล่ขึ้นไปตามส่วนโค้งเว้าของน่องงาม ขยำกล้ามเนื้อน่องที่แข็งเกร็งให้ค่อยๆ คลายตัวออกช้าๆ สัมผัสผิวเนื้อที่อ่อนนุ่มและยืดหยุ่นภายใต้ใยถุงน่องนั้นช่างเย้ายวนและชวนให้เตลิดเปิดเปิงยิ่งนัก ร่างกายของเกรซเริ่มอ่อนละทวยอย่างเห็นได้ชัด ความเกร็งเครียดเริ่มมลายหายไปทดแทนด้วยความรัญจวนใจจากสัมผัสที่จงใจล้ำเส้นของผม


    “ซี๊ด… อึม… พี่อลันคะ… สบายจังเลยค่ะ…” เกรซส่งเสียงครางเครือแผ่วเบาในลำคอ ดวงตาหวานเชื่อมปรือปรอยจ้องมองการกระทำของผมอย่างจำนน อารมณ์ดิบในกายสาวพุ่งสูงขึ้นเมื่อมือหนาของผมไม่ได้หยุดอยู่แค่การบีบนวดธรรมดา แต่เริ่มลูบไล้ขึ้นลงตามความยาวของเรียวขาขาวยาวสลวยอย่างจงใจปลุกเร้าอารมณ์เสียวซ่าน


    ผมเลื่อนฝ่ามือขึ้นมานวดวนรอบหัวเข่ามนช้า ๆ ผิวเนื้อตรงนี้ช่างเนียนนุ่มจนนิ้วมือของผมแทบจะลื่นไถลไปเองตามสัญชาตญาณ ผมสังเกตเห็นหน้าอกอวบอัดภายใต้เสื้อสูทแอร์โฮสเตสของเกรซกระเพื่อมขึ้นลงถี่กระชั้น ลมหายใจของเธอร้อนขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเธอยังคงนุ่มนิ่มและอุ่นร้อนขึ้นตามลำดับ สัมผัสแผ่วเบาแต่เร่าร้อนที่แผ่ซ่านผ่านถุงน่องเนียนลื่นมือทำให้เราทั้งสองคนตกอยู่ในภวังค์แห่งตราบาปชู้รักท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงเป็นพยานในความมืด


    “เกรซตัวอุ่นขึ้นแล้วนะครับ น่องก็เริ่มคลายแล้วด้วย” ผมกระซิบเสียงพร่า ขณะที่ฝ่ามือยังคงนวดลูบไล้ วนเวียนอยู่ใกล้โคนขาอ่อนของเธอ


    “ค่ะ… เกรซรู้สึก… อุ่นไปหมดทั้งตัวเลยค่ะพี่อลัน… โดยเฉพาะตรงที่พี่นวด…” เกรซพูดเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ สายตาปรือเยิ้มจ้องมองผมด้วยความปรารถนาที่พวยพุ่งขึ้นมาจนยากจะต้านทานศีลธรรมอันดีงามได้อีกต่อไป


    ความรู้สึกผิดบาปและความใคร่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงในห้วงความคิดของผม ริวคือเพื่อนรักของผมที่ไว้ใจผมมาก… แต่คนตรงหน้าในยามนี้ช่างเซ็กซี่ เย้ายวน และเปราะบางเกินกว่าที่ชายหนุ่มคนใดจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ ความต้องการครอบครองผู้หญิงของเพื่อนที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมทำให้ผมเลือกที่จะปัดความรู้สึกผิดทิ้งไปชั่วคราว แล้วก้าวข้ามผ่านเส้นเขตแดนแห่งความถูกต้องอย่างเต็มตัว


    ผมปล่อยมือออกจากข้อเท้าของเกรซ พลางขยับตัวเข้าไปนั่งเบียดแนบชิดกับร่างบางของเธอจนไหล่และต้นขาของเราเสียดสีกันอย่างหนาแน่น เกรซไม่ได้ขยับหนี เธอยังคงนอนพิงพนักโซฟา หายใจหอบสะท้านปนปรือแววตาสีหวานเชื่อมมองการกระทำของผมด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม


    ตรงหน้าของเราคือกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องนั่งเล่นสลัว มันสะท้อนภาพของเราทั้งสองคนภายใต้แสงไฟนีออนสลัวสีรุ้งจากภายนอกตึกระฟ้าและเงาไฟสีนวลในห้อง แสงสีสะท้อนละเมียดละไมฉาบบนร่างหญิงสาวสะคราญในชุดแอร์โฮสเตสและชายชู้รักที่เป็นคนสนิทของแฟนหนุ่มของเธอ เงาในกระจกแสดงภาพสะท้อนแห่งตราบาปและความสัมพันธ์ลับเด่นชัดจนชวนใจสั่น


    ผมเอื้อมมือหนาเข้าไปประคองดึงตัวเกรซให้ขยับมานั่งพิงกายแนบชิดอกแกร่งของผม ร่างบางยอมขยับตามแรงดึงอย่างว่าง่าย แผ่นหลังนุ่มนิ่มของเกรซพิงแนบชิดกับแผงอกกว้างของผมจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงกระเพื่อมจากการหายใจหอบสั่นสะท้าน สองมือหนาของผมเลื่อนไหลลูบนวดสูงผ่านเข่าขึ้นไปบนต้นขาอ่อนที่ขาวนวลผ่านเนื้อถุงน่องสีเนื้อเนียน


    มือขวาของผมโอบประคองสะโพกผายเนื้อแน่นกลมกลึงของเกรซผ่านกระโปรงทรงสอบสีน้ำเงินเข้ม ดึงรั้งให้ร่างบางขยับบดเบียดสะโพกแน่นตึงเข้ามาแนบชิดกับเป้ากางเกงของผมที่บัดนี้แก่นกายอันเขื่องขยายใหญ่จนคับตึงสู้มือ ความร้อนรุ่มจากตัวตนของผมเบียดกระแทกทับก้นงอนงามของเกรซจนเธอสะดุ้งเฮือก ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง


    “พี่… พี่อลัน… อย่าค่ะ… มัน… มันผิดนะคะ…” เกรซเอ่ยห้ามเสียงแผ่วพร่าจนแทบไม่ได้ยิน น้ำเสียงเบาหวิวขาดห้วงขัดแย้งกับร่างกายส่วนล่างของเธอที่จงใจขยับบดเบียดส่ายสะโพกสู้สัมผัสตัวตนของผมอย่างลืมตัว


    “ไม่มีอะไรผิดหรอกครับเกรซ… คืนนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้น…” ผมกระซิบข้างใบหูเล็กระหงพลางขบเม้มติ่งหูของเธอเบาๆ ปลุกเร้าอารมณ์กระสันจนร่างบางครางซี๊ดสั่นเทา


    มือหนาอีกข้างของผมเลื่อนลื่นไหลผ่านต้นขาอ่อนขาวโพลน ค่อยๆ สอดแทรกปลายนิ้วเลื่อนเข้าไปใต้รอยผ่ากระโปรงแอร์โฮสเตสสั้นสลัว รูดผิวเนื้อเนียนนุ่มร้อนผ่าวที่ไม่มีเนื้อถุงน่องกั้นหรือถุงน่องขาดรุ่ยบางเบา ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนื้อสาวที่ละมุนละไมลื่นมือเลื่อนลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสอดลึกเข้าไปใต้รอยผ่ากระโปรงแนบชิดผิวเนื้อที่ร้อนจัดและแตะสัมผัสเข้ากับขอบกางเกงชั้นในลูกไม้ตัวจิ๋วบางเบาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำหวานแสนเหนียวเหนอะหนะจากความกระสัน


    “อ๊ะส์… พี่อลัน… อ๊า…” เกรซยืนจำนนต่อสัมผัสล้ำเส้น คอระหงแหงนหงายพิงไหล่กว้างของผม ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านรัญจวนใจจนแทบสิ้นสติ


    สายตาปรือเยิ้มหวานฉาบแก้มใสของเกรซจ้องมองภาพของผมที่กำลังสอดมือล่วงล้ำเข้าใต้กระโปรงของเธอผ่านเงาสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่สะกดกลั้นความสับสนพินาศสิ้น ยอมสยบต่อความปรารถนาและตราบาปชู้รักที่คืบคลานลึกซึ้งภายใต้แสงไฟนีออนสลัวสีรุ้งแห่งค่ำคืนพายุฝนฤดูร้อนกระหน่ำโดยปราศจากความยับยั้งชั่งใจใดๆ อีกต่อไป…


    (จบตอนที่ 057)


    คล้ายกับเรื่องแอบแซ่บ....แฟนเพื่อน NC++ ที่คุณอ่าน