บทที่ 8 สร้างรายได้เป็กอบเป็กำ
“แกนพลังงานสัตว์กลายพันธุ์ เขต B ขายได้ประมาณ 1,500-2,000 ต่อหนึ่งแกน ในขณะที่แกนของเขต A จะได้ประมาณ 700-1,000 ต่อแกน สำหรับสัตว์กลายพันธุ์ทั้งสองนี้เป็ประเภทที่ต่ำที่สุดในเขต B แล้ว ดังนั้นสามารถให้ได้มากที่สุดเพียง 1,550 เครดิตเท่านั้น ไม่รู้ว่าผู้ขายได้มีราคาในใจหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ ราคาเท่านี้ผู้ขายไม่ได้ใส่ใจมากนักค่ะ”
“โอ้ เช่นนั้นก็ดี” ชายชราพยักหน้ารับ ที่จริงเขาควรจะซื้อเพียง 1,500 เครดิตเท่านั้น แต่เพราะรู้ว่าคนลงมือควรจะเป็คนใหญ่คนโต เขาจึงไม่เอาเปรียบเกินไป แถมยังให้กำไรเพิ่มอีก 50 เครดิตด้วย
ดังนั้นเมื่อการซื้อขายนี้จบลง อันซูหยวนจึงมีเงินในกระเป๋าแล้วถึง 10,257 เครดิต โดยที่ยังไม่ได้ขายซากแมลงกลายพันธุ์พร้อมกับแกนพลังงานอีก 12 ตัว
จำนวนเงินมากมายขนาดนี้ทำให้ซูหยวนรู้สึกว่าโชคหล่นทับครั้งใหญ่จริงๆ เธอไม่รู้ว่าถ้าพ่อแม่กลับมาจากการรักษาแล้ว พวกเขาจะต้องใกับอะไรก่อน
แน่นอนว่าซูหยวนจะไม่ปิดบังเื่วิธีการทำเงินจากการเป็เด็กเข็นของ เธอเชื่อว่าพ่อกับแม่จะต้องเป็ด้วยกับงานที่ไม่เสี่ยงอันตรายนี้ นั่นเพราะเธอไม่จำเป็ต้องเข้าไปในพื้นที่ล่าด้วยตนเอง เพียงแค่คอยขนส่งวัตถุดิบจากเขต B เพื่อเอาออกมาขาย
เธอจะให้พวกเขารู้แค่ว่า หากขนส่งในเขต A จะได้เงิน 20 เครดิตต่อเที่ยว แต่ถ้าขนส่งในเขต B จะได้เงิน 100 เครดิตต่อเที่ยว โดยผู้ว่าจ้างของเธอจะรวบรวมซากมาทิ้งไว้ในจุดที่นัดพบกันซึ่งเป็จุดที่ปลอดภัย หลังจากนั้นก็ให้เธอเข็นออกมารอบละ 200 กิโลกรัม พวกเขาจะได้เงิน 1,800 เครดิตขึ้นไป และจะแบ่งให้กับซูหยวน 100 เครดิตต่อครั้งเพื่อทำให้ตนเองไม่เสียเวลา
การทำรายได้เช่นนี้จะทำให้พ่อแม่เห็นว่าเธอดูแลตนเองได้แล้ว พวกเขาจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเธออีกต่อไป อีกทั้ง...เธอยังสามารถแสดงรายได้ให้เห็นว่าหนึ่งวันสามารถทำเงินได้เกิน 500 เครดิตอีกด้วย ขอแค่เธอขยันขนของไปมาก็เท่านั้น
อีกทั้งยังสามารถใช้ข้ออ้างนี้เพื่อให้พ่อกับแม่ไม่พูดถึงวิธีการทำเงินของเธอออกไปอีกด้วย ไม่อย่างนั้นพวกผู้ว่าจ้างอาจจะจ้างคนที่ดูแข็งแรงกว่าเธอแทน ด้วยรายได้สูงเช่นนี้ต้องมีคนอยากจะมาทำด้วยกันเป็แน่
คำโกหกที่เริ่มต้นจาก 1 จะต้องกลายเป็ 2 เป็ 3 ไปเรื่อยๆ ทว่าอันซูหยวนไม่ได้รู้สึกผิดเลยที่ตนเองเลือกจะโกหก หลายครั้งตอนที่เธอทำงาน ทักษะในการโกหกของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนชินชากับมันไปเสียแล้ว ตราบเท่าที่เป็ประโยชน์ต่อตนเองและไม่เกิดโทษกับผู้อื่น ซูหยวนก็จะทำมัน
เธอไม่ใช่คนดีแต่ก็ไม่คิดว่าตนเองเป็คนเลวเกินกว่าจะรับได้ ตราบเท่าที่ยังทำสิ่งใดแล้วไม่ให้ความรู้สึกรังเกียจตนเอง ซูหยวนก็จะทำมัน
ดังนั้น อันซูหยวนจึงใช้เวลาอีกวันเพื่อขายซากแมลงกลายพันธุ์ที่เหลือจนได้รับมา 5,715 เครดิต รวมกับแกนพลังงานอีก 12 แกน ได้เงิน 18,600 เครดิต เท่ากับตอนนี้หญิงสาวกลายเป็เศรษฐีตัวน้อยของเขตชั้นนอกไปแล้ว ด้วยเครดิตในบัญชี 34,572 เครดิตนั่นเอง
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ คนสกุลจางทั้งสองคนนั้นที่ทิ้งสมบัติจำนวนมากเอาไว้ให้ ไม่อย่างนั้นการสร้างรายได้หลายหมื่นเหรียญนี้คงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน อีกอย่าง...ซูหยวนก็มีแนวทางในการหาเงินแบบใหม่เกิดขึ้นในใจด้วย ตราบเท่าที่เธอสามารถเจอแมลงสัตว์กลายพันธุ์อีกครั้ง เธออาจจะมีโชคในการฆ่ามันสำเร็จและได้รับแกนพลังงานมาก็ได้ใช่ไหม?
น่าเสียดายที่อันซูหยวนยังไม่ได้มีเวลาออกไปทดสอบความสามารถของตนเอง เพราะจู่ๆโชคดีในวันนั้นกลับกลายเป็โชคร้ายของเธอในวันนี้
“ชื่อของเธอก็คืออันซูหยวนใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ่นี้รู้สึกว่าเธอจะได้เจอกับผู้มีอำนาจเยอะเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ก็ชายชราตระกูลหงที่มาพร้อมกับหลานสาว และตอนนี้ก็ยังเป็คนตระกูล “เวิน” กับตระกูล “จาง” อีก
ด้านหน้าของเธอเวลานี้ก็คือ “คุณชายเวิน” ผู้ที่กลัวตายจนทิ้งคุณหนูจางเอาไว้ข้างหลัง ในใจคงคิดว่าหญิงสาวสมควรจากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบกลับมาที่ตระกูลและไปขอโทษตระกูลจางด้วยตนเอง กล่าวว่าพวกเขาเจอปัญหาใหญ่และขอให้ตระกูลจางรีบส่งคนไปช่วย อ้างเกี่ยวกับคุณหนูจางที่เสียสละตนเองเพื่อให้เขารอดชีวิตกลับออกมาได้
เดิมที การยกความดีความชอบให้กับคุณหนูจางนั้นทำให้เขาดูเป็คนบริสุทธิ์ขึ้นมาจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะ “คุณหนูจาง” ที่เขาพูดถึงกลับมาที่ตระกูลด้วยตนเอง แถมยังไม่ได้มีร่องรอยาเ็ที่ตรงไหนอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าคำพูดของคุณชายเวินนั้นเป็การโกหกทั้งหมด
เพื่อเอาตัวรอด ประกอบกับคนของเขาได้ตรวจสอบพบซากสัตว์กลายพันธุ์ชนิดเดียวกับที่เขาเคยเล่าให้ตระกูลเวินฟัง จึงได้รู้ว่าซากสัตว์กลายพันธุ์จำนวนสิบกว่าตัวนั้นก็คือกลุ่มเดียวกันกับที่ไล่ล่าพวกเขา
ถึงจะไม่รู้ว่าคนที่นำมาขายนั้นทำได้อย่างไร แต่อีกฝ่ายสมควรจะได้เห็นเหตุการณ์บ้าง และถ้าให้การที่เป็ประโยชน์ต่อเขา เช่นนั้นเขาก็จะสามารถรอดตายจากเงื้อมือของตระกูลจางได้
คุณชายเวินจึงได้ให้คนไปพาตัวซูหยวนมา และทำการตกลงกับอีกฝ่าย ไม่สิ! จะเรียกว่าตกลงก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเขาไม่ได้ฟังคำตอบจากปากของอันซูหยวนด้วยซ้ำ เพียงแค่สั่งให้คนมอบบทพูดให้เธอ จากนั้นก็พาคนมาที่ตระกูลจางทันที
หากไม่ใช่เพราะเขาใจร้อนเช่นนี้ ซูหยวนคงจะมีโอกาสได้บอกกับอีกฝ่ายแล้วว่าตอนนั้นไม่ได้มีแค่เธอกับคุณหนูจาง หากแต่มี “ชายผู้แข็งแกร่ง” คนนั้นอยู่ด้วย และใช่! เวลานี้เขาก็ยังยืนจ้องหน้าเธออยู่อย่างนั้น แสดงท่าทางราวกับอยากรู้อยากเห็นว่าเธอจะให้คำตอบของเื่นี้ว่ายังไง
“ในตอนที่ลูกสาวของฉันกำลังเจอกับปัญญาเกี่ยวกับแมลงกลายพันธุ์โจมตี เธอเองก็อยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหม” บิดาของหญิงสาวตระกูลจางเอ่ยถามเสียงเข้ม
“ใช่ค่ะ” ซูหยวนพยักหน้ารับ
“ถ้าอย่างนั้น เธอก็คงจะเห็นและได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด?”
“ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ ฉันเป็แค่คนเก็บขยะไม่มีพลังอะไร จึงต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไกลๆ แล้วตอนนั้นก็หวาดกลัวเกินกว่าจะใส่ใจฟังคำพูดของคนอื่นๆค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เล่าเท่าที่เธอได้ยินมา เล่าออกมาทั้งหมดด้วย ไม่อย่างนั้น...อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” คนกล่าวพร้อมกับข่มขู่ไปด้วย
ออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขานั้นทำให้ซูหยวนรู้สึกอึดอัดไม่น้อย อย่างไรก็ตาม...เธอทำเพียงมองดูคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 3 คน รู้สึกว่าเื่นี้...ไม่ว่าเธอจะเลือกพูดความจริงหรือโกหก ชะตากรรมของเธอก็ไม่น่าจะดีนัก
ถ้าเธอเข้าข้างตระกูลเวิน คนตระกูลจางนั้นมี 2 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ อย่างไรเื่จริงก็ต้องถูกเปิดเผย แต่...ถ้าเธอไม่เข้าข้างตระกูลเวิน เธอก็จะกลายเป็เหยื่อของตระกูลเวินในอนาคต โดยที่คนตระกูลจางก็ไม่น่าจะช่วยเหลืออะไรเธอได้
อันซูหยวนคิดทบทวนตัวเลือกที่ดีที่สุดก่อนจะเลือกที่ไม่โกหก แต่ก็ไม่ยอมพูดทั้งหมดออกมา
“ที่ฉันเห็นตอนแรกก็คือคุณชายคนนี้มาพร้อมกับคุณหนูผู้นี้ที่กำลังร้องไห้ค่ะ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ผ่านไปแค่ครู่เดียว...ก็มีคุณชายอีกคนปรากฏตัวขึ้นค่ะ”
เธอชี้ไปยังคุณชายเวินก่อน แล้วค่อยชี้ไปยังคุณชายตระกูลจางที่ถูกเรียกว่า “คุณอา” การเปิดเผยนี้ทำให้คุณชายเวินอ้าปาก มองเธอด้วยความไม่เชื่อ
“เธอพูดอะไร ท่านจางอู่หยางจะอยู่ที่นั่นได้ยังไง!” คุณชายเวินตวาดเสียงดัง
“เอ่อ ฉันก็ไม่รู้ค่ะ บางทีอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ตอนนั้นฉันกลัวมากจริงๆก็เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็อะไร พยายามซ่อนตัวอยู่ในซากตึกพังตลอด กลัวว่าพวกสัตว์กลายพันธุ์จะเจอตัวเข้าค่ะ” อันซูหยวนไม่เถียง เธอบอกแค่มุมของตนเองเท่านั้น ที่เหลือพวกเขาก็จัดการกันเองเถอะ
จางอู่หยางแค่นหัวเราะออกมา จนถึงขนาดนี้แล้วคุณชายเวินก็ยังไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไป อันที่จริง...ถ้าเขายอมรับว่าตนเองขี้ขลาดแล้ววิ่งหนีตายไปก่อน เขาก็ยังพอที่จะอภัยให้อีกฝ่ายได้ ถึงอย่างไรการกลัวที่จะตายก็เป็สัญชาตญาณของมนุษย์ แต่...สิ่งที่จางอู่หยางไม่สามารถรับได้ก็คือ การที่ผู้ชายคนนี้กำลังโกหก
ถ้าเขา้าหลอกลวงตระกูลจาง เช่นนั้นเขาก็ต้องเจอกับความโกรธของตระกูลจางด้วย!!
“ถ้าเธอไม่รู้เื่อะไร ทีหลังก็เงียบปากของเธอไป อย่าทำให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้อีก!” คุณชายเวินเห็นว่าหญิงสาวไม่โต้เถียง เขาก็หันไปมองคนตระกูลจางที่แสดงท่าทางสงสัยอยู่
“เื่นี้...ผมอาจจะทำให้คุณหนูจางผิดหวังจริงๆ ด้วยความอ่อนแอของผมเอง แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็พร้อมที่จะดูแลคุณหนูจางเสมอ ถ้าไม่ใช่ตอนนั้นที่คุณหนูจางเลือกที่จะนั่งลงกับพื้นแล้วบอกให้ผมจากไปเพื่อหาคนมาช่วย ผมก็ไม่มีทางทิ้งคุณหนูจางแน่นอนครับ” คุณชายเวินยังคงพูดต่อ
เขาไม่มีทางเชื่อว่าคนอย่าง “จางอู่หยาง” จะไปที่นั่น อย่าลืมว่ามันเป็พื้นที่ล่าเขต B เท่านั้น เขามีความจำเป็อะไรที่จะต้องไปพื้นที่ล่าระดับต่ำด้วยตนเอง?
คนอย่างจางอู่หยางที่ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในสิบนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุด อีกทั้งยังเป็นักธุรกิจผู้ร่ำรวย หากจะเชิญเขาร่วมงานแต่ละครั้งจำเป็ต้องมีหลักประกันว่าเขาจะทำรายได้มากกว่าร้อยล้านเครดิต แล้วกับผู้ยิ่งใหญ่แบบนี้...เขาจะมาสนใจอะไรในพื้นที่ล่าเขต B กันล่ะ
ยังไง หญิงสาวชั้นต่ำอย่างอันซูหยวนคนนี้ก็ต้องเข้าใจผิดแน่ๆ ตอนนั้นควรมีคนช่วยเหลือคุณหนูจางออกมาจริงๆ แต่ก็น่าจะเป็แค่คนผ่านทางเท่านั้น
ปกติแล้วผู้ล่ามักไม่ค่อยออกล่าในยามราตรี เพราะไม่ว่าจะล่าในตอนเช้าหรือค่ำก็มีค่าเท่ากัน อีกอย่าง...ตอนกลางคืนมีพวกเก็บขยะชั้นต่ำมากมายอยู่ด้วย คร้านจะไปวุ่นวายและระวังไม่ให้การต่อสู้ของตนเองถูกอีกฝ่าย แต่เพราะวันนั้นคุณหนูจางมีภารกิจด่วน เขาได้ยินเข้าก็เลยอาสาที่จะไปช่วยทำภารกิจเก็บแต้มสะสมส่งสถาบัน ดังนั้นจึงได้เริ่มทำภารกิจในตอนกลางคืน
โดยที่คุณชายเวินคนนี้ไม่ได้รู้เลย ว่าภารกิจอะไรนั้นไม่ได้มีั้แ่แรก ที่คุณหนูจางเลือกเวลากลางคืนก็เพราะคุณอาของเธอว่างเวลานั้นต่างหาก
“ทำไมหลานของฉันต้องขอให้คนอื่นมาช่วยด้วย”
“ครับ?” คุณชายเวินไม่คิดว่าท่านจางอู่หยางคนนั้นจะเป็คนถามคำถามนี้ขึ้น เขาสับสนไปชั่วขณะ
“สัตว์กลายพันธุ์เขต B ไม่กี่สิบตัว ทำไมหลานของฉันต้องขอให้คนอื่นมาช่วย?” คนตัวสูงเอ่ยย้ำอีกครั้ง เขายังไม่เฉลยว่าตนเองเป็ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างอันซูหยวนกล่าว เพียงแค่อยากตอกย้ำความอ่อนแอและความไร้ยางอายของคุณชายเวินคนนี้
“เื่นี้....”
“นี่น่าจะเป็เพราะคุณชายสกุลเวินไม่รู้ว่าหลานสาวของฉันมีความสามารถขนาดไหน ไม่ใช่แค่ 10 ตัว แต่ 20 หรือ 30 ตัว หลานของฉันก็ลำบากเพียงกระดิกนิ้วเท่านั้น พื้นที่ล่าเขต B เป็พื้นที่วิ่งเล่นของเธอมาั้แ่ยังเด็กแล้ว ยิ่งได้ยินคุณชายเวินกล่าวว่าหลานสาวของฉันไม่รู้ว่านั่นคือรังของแมลงกลายพันธุ์...นี่ยิ่งเป็เพียงเื่ตลก”
จางอู่หยางแค่นหัวเราะออกมา และแน่นอนว่าสมาชิกตระกูลจางทั้งหมดพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันทั้งสิ้น
คุณหนูจางผู้นี้แข็งแกร่งมาก เธอยังเป็คนเดียวที่สนิทสนมกับอาของตนเองมากจนตามไปวิ่งเล่นในพื้นที่ล่าได้ั้แ่อายุยังน้อย ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป...หญิงสาวก็แข็งแกร่งเกินกว่าคนรุ่นเดียวกันไปแล้ว แม้จะยังไล่ตามคนเป็อาไม่ทัน ทว่าทักษะในการเอาตัวรอดในพื้นที่ล่าเขต B ย่อมไม่เป็ปัญหา
ต่อให้เป็เขต C หรือเขต D ก็ยังไม่อาจทำอันตรายให้เธอได้เลย ดังนั้นตอนที่คุณชายเวินนำข่าวเื่การตายของคุณหนูจางมาให้ทุกคนได้ฟัง ไม่มีใครในตระกูลจางคิดว่ามันเป็เื่จริงเลยสักคน
“แต่ว่า....แต่เื่นี้...” คุณชายเวินไม่อยากจะเชื่อว่าคนตระกูลจางจะพยักหน้ารับเหมือนกันหมด
จะบอกว่าคุณหนูจางไม่กลัวอะไรในเขต B ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เขาเห็นคืออะไร? ไม่ใช่ว่าเธอนั่งลงร้องไห้ บอกแค่ว่าตัวเองต่อสู้ไม่ได้ วิ่งไม่ไหวหรอกหรือ?
ถ้าอย่างนั้น นั่นก็คงเป็ภาพลวงตาใช่ไหม? เขาถูกพิษของแมลงพวกนั้นเล่นงานรึไง? ไร้สาระสิ้นดี!! แท้จริงแล้วพวกตระกูลจาง้าเล่นงานเขา หรือว่าพวกมันเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปกันแน่
“ถ้าคุณชายเวินยังไม่สามารถยอมรับความจริงได้ อย่างนั้นพวกเรามาแข่งกันล่าพวกกลายพันธุ์ในเขต B กับฉันไหมคะ ไม่สิ! ฉันมีความมั่นใจว่าล่าในเขต C ก็ยังได้ ถ้าคุณชายชนะ...อย่างนั้นก็เท่ากับว่าที่คุณชายพูดมาทั้งหมดถูกต้อง แต่ถ้าฉันชนะ...คุณชายก็ต้องยอมรับว่าตัวเองขี้ขลาด วิ่งหนีหางจุกก้นและทิ้งฉันไว้ข้างหลัง...แบบนี้ดีไหมคะ”
เด็กสาวจอมเ้าเล่ห์คนนั้นกล่าวขึ้นด้วยความสนุก สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดก็คือการตบหน้าคนอื่นนี่แหละ!!
อันซูหยวนพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าเื่จบแบบนี้ได้ เธอก็จะไม่ถูกตระกูลเวินหรือตระกูลจางลงมือด้วยอีก เพราะสุดท้ายแล้วถ้าพวกเขาจะแพ้หรือชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอ
คุณชายเวินรู้สึกเสียหน้ามาก เขาจะไม่ยอมรับคำท้าทายนี้ได้ยังไง ดังนั้นหลังจากที่ให้เวลาเตรียมตัวกันอีก 3 วัน พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะไปพื้นที่ล่าเขต B ด้วยกัน
อันซูหยวนที่คิดว่าตนเองรอดพ้นและไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วจึงเตรียมจะกลับไปยังพื้นที่เขตนอก ทว่า..เธอไม่ได้คาดคิดว่าน้ำเสียงทุ้มเข้มของ “จางอู่หยาง” จะพูดขึ้นมาเสียก่อน
“อีก 3 วันจะให้คนไปรับ เธอมีหน้าที่ในการเก็บกวาดขยะที่หลานสาวของฉันจัดการได้”
“ฉันหรอคะ”
“ด้วยความสามารถในการเก็บขยะทั้ง 14 ตัวนั้น เธอคงจะมีวิธีบางอย่างอยู่ไม่ใช่หรือไง” การคาดเดาของชายหนุ่มช่างทำให้อันซูหยวนขนลุกชันจริงๆ เธอเม้มริมฝีปากแน่น หากบอกว่าไม่มีวิธีการอะไร ก็คิดว่าเขาคงไม่มีทางเชื่อแน่
……………………………