31 1-2
ตอนที่ 41 นี่เจ้าเข้าใจภาษานก?
สำรวจตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง เหลิงหยุนเจียวก็รู้สึกโล่งใจพลัน ปรากฏว่าคราบเลือดเหล่านี้หาใช่ของลูกชายนางไม่
“แม่จ๋า...”
เหลิงเจียวเหนียงเหม่อมองสายตาว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กน้อยก็เห่อร้อนแดงก่ำ มืออวบอ้วนทั้งสองข้างจับกระชับขยี้บีบเสื้อผ้าของเหลิงหยุนเจียวไว้แน่น เขาก้มหน้าพูดทั้งน้ำตาว่า
“แม่จ๋า อย่าทิ้งข้าไปเลย ข้าจะไม่เป็นภาระของท่านอีกแล้ว ฮือออ...”
เหลิงหยุนเจียวดึงร่างของอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้แน่น ยกมือขึ้นตบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา คำพูดเช่นนี้ที่หลุดออกมาจากปากของเด็กน้อย ทำให้นางรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยจริงๆ
เมื่อเหลิงหยุนเจียวเงยหน้าขึ้น กำลังจะกล่าวปลอบประโลมต่อ จู่ๆนางก็สบตาเข้ากับนกแก้วสีครามที่เกาะอยู่บนไหลของผู้เป็นลูก
นกแก้วตัวนี้ดูท่าจะไม่กลัวคนเลย ในเวลาเดียวกัน นางก็หันไปเห็นแววประกายความตื่นเต้นผ่านนัยน์ตาสีทองคู่น้อย คล้ายกับเด็กที่กำลังอยากจะโอ้อวดอะไรสักอย่างให้ผู้ใหญ่ดู
“ดูสิแม่จ๋า ข้ามีสัตว์อสูรสุดแกร่งเป็นผู้ติดตามแล้ว เจียวเหนียงเก่งหรือไม่?”
“สัตว์อสูรสุดแกร่ง?”
เจ้านกแก้วตัวจ๋อยนี่น่ะรึ? เหลิงหยุนเจียวอุทานกับตัวเองในใจ
ขณะนั้นเอง โม่เฉินหยวนก็ก้าวย่างตรงเข้ามาอย่างแช่มช้า เคลื่อนสายตาจับจ้องไปที่นกแก้วสีครามตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจและกล่าวว่า
“สัตว์อสูรระดับแปดเชียว? ภายในป่าเขาเช่นนี้หาได้ค่อนข้างยาก”
นกแก้วสีครามตัวนั้นเหลือบไปทางโม่เฉินหยวนเช่นกัน และทันใดนั้น มันถึงกับต้องเหงื่อตกเป็นอย่างหนัก เมื่อได้เห็นนัยน์ตาสีทองอร่ามเป็นประกายคู่นั้นของเขา
ขีดจำกัดสายเลือดของชายผู้นี้รุนแรงเกินไป! แรงกดดันที่มันสัมผัสได้ช่างหนักอึ้งประดุจหุบเขาไท่ซานทั้งลูก ความบริสุทธิ์ของสายเลือดในกายเขายิ่งรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าของไอ้เด็กกระเปี๊ยกนี่ด้วย! สิ่งนี้ทำให้มันถึงกับเหงื่อเย็นแตกพลั่ก ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด นกแก้วสีครามรีบก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาใดๆด้วยอีกเลย
ระดับความบริสุทธิ์ของสายเลือดเผ่าพันธุ์วิญญาณ จะมีความสำคัญต่อคุณสมบัติพลังแฝงของคนผู้นั้นโดยตรง และผู้คนโดยส่วนใหญ่จะเรียกสิ่งนี้ว่า ขีดจำกัดสายเลือด
หากว่าขีดจำกัดสายเลือดของไอ้เด็กกระเปี๊ยกนี่รุนแรงแล้ว ของบุรุษผู้นี้กลับรุนแรงยิ่งกว่ามหาศาล!
โดยปกติแล้ว พวกเผ่าพันธุ์วิญญาณจะมีความสามารถในการซ่อนเร้นพลังขีดจำกัดสายเลือดได้โดยกำเนิด หรือก็คือสามารถพรางตัวให้กลมกลืนกับพวกเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้
แต่เห็นได้ชัดว่า บุรุษผู้นี้จงใจปลดปล่อยพลังขีดจำกัดสายเลือดพุ่งใส่มันโดยตรง ทั้งไม่มียั้งออมเก็บซ่อนใดๆ หรือหมอนี่กำลังข่มขู่มันอยู่?
“ระดับแปด?”
เหลิงหยุนเจียวถึงกับอุทานถามซ้ำ หันศีรษะขวับจับจ้องนกแก้วสีครามตัวน้อยอีกหลายรอบด้วยความประหลาดใจ
“เจ้านกแก้วตัวนี้น่ะรึ?”
หวู่เหรินกล่าวอธิบายให้ฟังว่า
“มันเพียงจำแลงกายอยู่เท่านั้น ร่างที่แท้จริงของมันคือจ้าวอินทรีคราม แต่ดูท่าพลังการฝึกปรือของมันจะติดขัด ไม่สามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับเก้าได้”
เหลิงหยุนเจียวค่อยๆดึงเหลิงเจียวเหนียงให้ออกห่างจากนกแก้วสีครามตัวนั้นทันทีอย่างเงียบๆ
ด้วยสภาพของนางตอนนี้ กับแค่สัตว์อสูรระดับสี่ตัวเดียวยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด จึงเป็นกังวลเหลือเกินว่า หากสัตว์อสูรระดับแปดเกิดคลั่งทำร้ายผู้คนรอบข้างขึ้นมา มีหวังทั้งนางและลูกคงต้องสิ้นใจตายคากรงเล็บของมันเป็นแน่
แต่ถึงอย่างไร ไฉนสัตว์อสูรระดับแปดจึงได้มาเกาะแกะอยู่บนหัวไหล่ของลูกชายนางได้? ทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมันสิ??
“เจียวเหนียง นี่เจ้าแอบทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองใจเข้าหรือไม่?”
“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ!”
ทันทีที่เหลิงหยุนเจียวเอ่ยปากกล่าว จ้าวอินทรีครามก็ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วพร้อมกระพือปีกขึ้นลงอยู่หลายรอบ ราวกับว่าพยายามจะอธิบายบางอย่างให้ฟัง
เหลิงหยุนเจียวปาดหางตาเย็นชาชำเลืองมอง ภายในใจครุ่นคิดคำนวณอยูชั่วครู่
หากเหลิงเจียวเหนียงเผลอไปทำให้จ้าวอินทรีครามขุ่นเคืองไม่พอใจเข้าจริงๆ ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์อสูร ป่านนี้มันคงจับลูกของนางกินไปนานแล้ว
ไม่รู้เพราะเหตุใด นางหันหน้าไปมองโม่เฉินหยวนโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอะไรแปลกๆขึ้น ล้วนต้องข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้ทั้งสิ้น
โม่เฉินหยวนเชิดคางสูงสบตามองเล็กน้อย เจ้าตัวเผยแสดงสีหน้าอันหยิ่งยโสสุดแสนออกมา พร้อมคลี่พัดที่ไปหยิบมาจากไหนก็มิทราบ ขึ้นมาโบกคลายร้อนให้ตัวเองอย่างแช่มช้า
หวู่เหรินสบตามองเหลิงหยุนเจียวอยู่คราหนึ่ง แล้วรีบกล่าวอธิบายให้ฟังทันที
“มันบอกว่า ตอนนั้นเห็นเด็กผู้นี้กำลังถูกจับมัดไว้ ด้วยใจที่ทนต่อความอยุติธรรมมิได้ จึงรีบบินถลาเข้าไปช่วยเหลือทันที หาใช่ว่าเด็กคนนี้ทำให้ตัวมันขุ่นเคืองเข้าแต่อย่างใด”
หวู่เหวินเปรียบเสมือนทำหน้าที่ล่ามช่วยแปลให้ฟังอย่างละเอียดครบถ้วน เหลิงหยุนเจียวถึงกับหรี่ตาคับแคบ เอ่ยถามกลับไปด้วยวาจาชวนสงสัย
“นี่เจ้าเข้าใจภาษานกด้วยรึ?”
หวู่เหรินถึงกับพูดไม่ออก “....” ข้าเองก็เป็นนก ไยจะไม่เข้าใจเล่า?
เมื่อก่อนหน้า หวู่เหรินแอบเห็นว่าหญิงสาวนางนี้เดินออกมาจากห้วงมิติพื้นที่เดียวกับโม่เฉินหยวน
สิ่งนี้ทำให้เขาแอบหวาดกลัวเล็กน้อย ไม่กล้าคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด
นอกจากนี้ นายท่านของเขายังสั่งกำชับไว้ว่า ห้ามเปิดเผยตัวตนระหว่างการเดินทางในครั้งนี้โดยเด็ดขาด ยิ่งทำให้หวู่เหรินไม่กล้าปริปากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเข้าไปใหญ่ อนึ่งก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น
เขาเงยหน้ามองไปทางโม่เฉินหยวนอย่างช่วยไม่ได้ เสมือนกับว่ากำลังส่งสายตาขอคำแนะนำช่วยเหลือ ว่าควรจะวางตัวกับสถานการณ์แบบนี้เช่นไรดี
ทางด้านโม่เฉินหยวนนั้น สายตาเย็นชาทั้งคู่ยังคงจับจ้องอยู่ที่เหลิงเจียวเหนียงไม่มีคลายอ่อน
เหลิงเจียวเหนียงยังไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้ตื่นขึ้นได้ จึงไม่รู้วิธีซ่อนเร้นพลังขีดจำกัดสายเลือดในกายของเขา และที่สำคัญที่สุด เด็กคนนี้เป็นลูกครึ่งเผ่าวิญญาณ จึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่จ้าวอินทรีครามร้องพูดออกมาได้
พลังการฝึกปรือของจ้าวอินทรีครามตนนี้กำลังประสบปัญหาติดขัดจริงๆ ขณะเดียวกัน ก็บังเอิญไปพานพบกับเหลิงเจียวเหนียงเข้าพอดี ดังนั้นแล้ว โม่เฉินหยวนจึงทราบดีว่า ตัวมันกำลังคิดวางแผนอันใดอยู่
แต่ก็เพื่อช่วยให้เหลิงเจียวเหนียงปลอดภัย โม่เฉินหยวนจึงยอมหลับตาข้างหนึ่งและปล่อยมันไปก่อน
“พอดีว่าหวู่เหรินเคยเลี้ยงนกมาก่อนน่ะ ก็เลยเข้าใจภาษานก”
“....” เหลิงหยุนเจียวอึ้งจนพูดไม่ออก ส่งสายตาส่อเสียดเข้าใส่อีกฝ่ายทันควันแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เห็นข้าเหมือนคนโง่มากกระมัง? ใครจะไปเชื่อ...”
“โอ้โห...ลุงหวู่เหรินช่างเก่งกาจยิ่งนัก! ไม่เหมือนกับข้า ที่ฟังมันร้องตั้งนานกลับไม่เข้าใจเลยสักคำ!”
แต่เหลิงเจียวเหนียงกลับเชื่อสุดใจ ร้องอุทานออกมาเสียงดัง ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นชื่นชม…