เมื่อมรรคาจารย์หงจวินบรรยายเต๋าจบสิ้น เหล่าผู้บำเพ็ญก็ค่อย ๆ ฟื้นตื่นจากภวังค์
ปัญญาแห่งวิถีปราชญ์นี้ล้ำลึกสุดหยั่ง ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ได้สำเร็จแม้เพียงผู้เดียว ตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา พวกเขารู้สึกราวกับกำลังเคี้ยวขี้ผึ้งที่ไร้รสชาติ จะกลืนก็ไม่ลง จะคายก็เสียดายยิ่งนัก
แต่ในเมื่อเป็เต๋าที่ท่านมรรคาจารย์ประทานให้ ทุกคนจึงไม่กล้าเอ่ยปากบ่น ทำได้เพียงจดจำไว้เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาของตนเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่พวกเขาหารู้ไม่คือ ความจริงแล้ววิถีแห่งปราชญ์นี้หาได้ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขาไม่ ทว่ามีไว้เพื่อให้พวกเล่าจื๊อได้ใช้หยั่งรู้ในยามที่จะพิสูจน์มรรคาบรรลุปราชญ์ในวันหน้าต่างหาก
เมื่อทุกคนได้สติ ต่างก็พากันจดจ้องไปที่หงจวิน เพื่อรอดูว่าเขาจะกล่าวอะไรเพิ่มเติมหรือไม่
หงจวินค่อย ๆ ลืมตาขึ้น กวาดสายตามองลงไปยังฝูงชนเบื้องล่าง
“วิถีแห่งปราชญ์ได้บรรยายจบสิ้นแล้ว พวกเ้ามีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือไม่ เชิญว่ามาได้!”
สิ้นคำของหงจวิน ทุกคนในตำหนักต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก การบรรยายเต๋าจบลงโดยที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจแม้เพียงครึ่งคำ แล้วจะให้เอาอะไรมาถาม? ยามนี้ทุกคนต่างก็เฝ้ารอให้หงจวินประกาศเลิกประชุมเพื่อจะได้กลับบ้านเสียที
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งจากอาสนะแถวหน้าก็ดังขึ้น
“ขอนอบน้อมถามท่านมรรคาจารย์ ตำแหน่งแห่งปราชญ์นั้นมีจำนวนที่แน่นอนหรือไม่?”
ผู้ที่เอ่ยถามหาใช่ใครอื่น แต่คือ 'ฝูซี' หนึ่งในผู้ปกครองเผ่าปีศาจนั่นเอง
ทันทีที่คำถามนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างก็หูผึ่งขึ้นมาทันที เื่นี้ต้องตั้งใจฟังให้ดี หากตำแหน่งปราชญ์มิได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว เช่นนั้นพวกเขาก็ยังมีโอกาสที่จะหมายปองปราณม่วงหงเิในมือของหนวี่วาหรือเล่าจื๊อได้ และนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้เป็ปราชญ์ด้วยตนเอง!
หนวี่วาชะงักไปครู่หนึ่ง นางหันไปมองพี่ชายด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝูซีจึงถามเช่นนั้น
ทว่าฝูซีมีแผนการของตนเอง
หงอวิ๋นสิ้นชีพไปแล้ว และทุกคนต่างรู้ดีว่าสาเหตุมาจากปราณม่วงหงเิสายนั้น เพียงเพราะหงจวินมิได้รับเขาเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ เคราะห์กรรมจึงได้มาเยือนถึงตัว ในบรรดาผู้ปราณม่วง สามวิสุทธิ์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะมีใครกล้าไปหาเื่ ส่วนจุ่นถีและเจียอิ่นก็ผนึกกำลังกันปกครองทิศประจิมอย่างแ่า จนไม่มีใครกล้าไปกระตุกหนวดเสือ
เหลือเพียงน้องสาวของเขา แม้จะมีฐานะเป็ถึงผู้ปกครองเผ่าปีศาจ แต่นางกลับมีนิสัยเรียบง่ายไม่ชอบแก่งแย่ง ซ้ำร้ายตี้จวิ้นผู้เป็จักรพรรดิเผ่าปีศาจก็ยังมิได้ปราณม่วง หากวันใดตี้จวิ้นเกิดความโลภอยากได้ปราณม่วงขึ้นมา แม้จะไม่ลงมือซึ่งหน้า แต่หากใช้เล่ห์กลลับหลัง น้องสาวของเขาจะไม่เป็อันตรายหรอกหรือ?
ด้วยเหตุนี้ ฝูซีจึงคิดว่าสู้หาทางคลี่คลายวิกฤตเสียั้แ่ตอนนี้จะดีกว่า หากตำแหน่งปราชญ์มิได้ถูกกำหนดไว้แน่นอน เขาจะโน้มน้าวให้หนวี่วามอบปราณม่วงให้ตี้จวิ้นไปเสีย เพื่อแลกกับการคุ้มครองที่มั่นคง
หงจวินปรายตามองฝูซีแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปยังอาสนะที่ว่างเว้นไปที่นั่งหนึ่ง เขาเดาเจตนาของฝูซีออกทันที
หงจวินเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“เล่าจื๊อและหยวนสื่อแบกรับบุญบารมีเบิกฟ้า จะได้รับตำแหน่งปราชญ์”
“หนวี่วา ในวันหน้าจะสร้างบุญบารมีใหญ่หลวง จะได้รับตำแหน่งปราชญ์เช่นกัน”
“จุ่นถีและเจียอิ่นดั้นด้นมาจากทิศประจิม จะแบ่งสรรให้ได้ครองสองตำแหน่งปราชญ์”
กล่าวจบ หงจวินก็นิ่งเงียบไป
ทุกคนในตำหนักพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที
ปราณม่วงหงเิที่แบ่งสรรไปนั้นมี ‘เ้าของ’ ที่ถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้ว มิใช่ว่าใครได้ครองจะได้เป็ปราชญ์ แต่ต้องเป็ผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็ปราชญ์เท่านั้นถึงจะได้รับปราณม่วงไป
เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้ ประกอบกับฐานะศิษย์ปราชญ์ของคนเ่าั้ บรรดาผู้ที่เคยแอบหมายปองต่างก็พากันถอดใจ เพราะต่อให้แย่งชิงมาได้ ทว่าสิ่งนั้นก็เป็เพียงของไร้ค่าสำหรับตนเอง มิหนำซ้ำยังจะนำภัยมาสู่ตัวโดยใช่เหตุ
ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับความจริงนี้ได้
คุนเผิงซึ่งนั่งอยู่บนอาสนะเช่นกัน ยามนี้ใบหน้ามืดมนจนถึงขีดสุด ในใจเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
บัดซบ! ทำไมข้าคุนเผิงถึงไม่มีวาสนาจะได้เป็ปราชญ์บ้าง!
แววตาของคุนเผิงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แต่เขาก็ไร้ซึ่งหนทางแก้ไข
ทางด้านเผ่าอู๋ เมื่อได้ยินว่าคนอื่น ๆ ต่างก็หมดหวังในการเป็ปราชญ์ พวกเขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ตี้เจียงปรายตามองตี้จวิ้นและตงหวงด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
“เ้านกกระจอกตี้จวิ้น ตราบใดที่เ้าไม่ได้เป็ปราชญ์ เผ่าอู๋ของข้าก็หามีสิ่งใดต้องเกรงกลัวเ้าไม่!”
ตี้เจียงรู้สึกยินดียิ่งนักที่ดั้นด้นมาในครานี้ ส่วนหนวี่วานั้น แม้จะเป็หนึ่งในผู้นำเผ่าปีศาจ ทว่านางกลับแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเื่าเลย เช่นเดียวกับโฮ่วถู่แห่งเผ่าอู๋ ดังนั้นจึงมิใช่เื่ที่ต้องกังวล
อีกอย่าง ท่านมรรคาจารย์เพียงแต่บอกว่าพวกเขาจะได้เป็ปราชญ์ แต่ไม่ได้ระบุเวลา หากถึงตอนนั้น เผ่าปีศาจถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปแล้ว ต่อให้นางบรรลุปราชญ์ขึ้นมาจะมีประโยชน์อันใด?
ยิ่งคิด ตี้เจียงก็ยิ่งรู้สึกสาแก่ใจ
ในขณะเดียวกัน โฮ่วถู่ที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดก็พลันเงยหน้าขึ้นมองหงจวิน และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ขอนอบน้อมถามท่านมรรคาจารย์ เผ่าอู๋ของพวกเรา... พอจะมีวิธีการพิสูจน์มรรคาบ้างหรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าเป็โฮ่วถู่ที่เอ่ยปาก หงจวินจึงจ้องมองนางด้วยสายตาลึกล้ำ
“วาสนาของเผ่าอู๋นั้น... ยามนี้ยังไม่ถึงเวลา”
คำตอบนี้ทำให้ทุกคนในตำหนักต้องสูดลมหายใจเข้าด้วยความหนาวเหน็บ โดยเฉพาะตี้จวิ้นและตงหวงที่สีหน้าย่ำแย่ลงทันตา
บัดซบ! นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ !
เผ่าอู๋ก็แข็งแกร่งจนเกินขีดจำกัดอยู่แล้ว ยามนี้เผ่าปีศาจมีหนวี่วาเป็ว่าที่ปราชญ์ แต่เผ่าอู๋เองก็กลับมีโอกาสพิสูจน์มรรคาได้เช่นกัน เช่นนี้เผ่าปีศาจไม่ถูกกดหัวไปตลอดกาลหรอกรึ? ความรู้สึกกดดันในใจของตี้จวิ้นเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เหล่าผู้บำเพ็ญระดับแนวหน้าในตำหนักต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในเมื่อตำแหน่งปราชญ์มีเงื่อนไขจำกัดและพวกเขาแย่งชิงไม่ได้ เช่นนั้นหนทางรอดของพวกเขาอยู่ที่ใด? หรือต้องยอมอยู่ใต้บัญชาผู้อื่นไปชั่วชีวิต? แล้วเต๋าที่พวกเขาอุตส่าห์บำเพ็ญมาจะมีค่าอันใด?
ทันใดนั้น เสียงกู่ร้องขอความเมตตาก็ดังขึ้นระงมทั่วทั้งตำหนัก
“ขอท่านมรรคาจารย์โปรดเมตตา ประทานวิธีพิสูจน์มรรคาให้แก่พวกเราด้วยเถิด!”
ทุกคนต่างพากันหมอบกราบอ้อนวอน
หงจวินเพียงแค่ปรายตาดูอย่างเ็า แววตาของเขาช่างดูเฉยเมยราวกับสรรพสิ่งเบื้องหน้าหามีตัวตนไม่ สำหรับเขา คนเหล่านี้เป็เพียงมดปลวกที่ไร้ค่า
ความเงียบงันคือการดูแคลนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ทุกคนในที่นั้นต่างเข้าใจลึกซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ ทว่าต่อหน้าผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งหงฮวง พวกเขาก็มิอาจทำอะไรได้ นอกจากต้องอ้อนวอนขอเศษเสี้ยวแห่งความเมตตาเพื่อเปิดทางสว่างให้แก่ตนเอง
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดหงจวินก็เอ่ยปากออกมา
“หากผู้ใดสามารถครองตำแหน่งผู้ปกครอง์และพิภพ มีพลังโชคชะตาฟ้าดินหนุนนำ... เมื่อนั้นย่อมสามารถแข็งแกร่งทัดเทียมปราชญ์ได้”
น้ำเสียงของหงจวินราบเรียบยิ่งนัก เมื่อเอ่ยจบเขาก็หายวับไปจากวังจื่อเซียวทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ซักถามอีก ทิ้งให้ทุกคนยืนตะลึงงันอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ในตอนแรกทุกคนยังตามความคิดไม่ทัน แต่ไม่นานนักยอดฝีมือหลายคนก็เริ่มเข้าใจ
ยามนี้ตี้จวิ้น ตงหวง และสิบสองบรรพชนอู๋ ต่างก็สบตากันด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง
การขึ้นเป็เ้าปกครอง์และพิภพจะทำให้ทัดเทียมปราชญ์ได้ เงื่อนไขนี้ช่างง่ายดายกว่าการควานหาปราณม่วงหงเิยิ่งนัก!
เพียงแค่กวาดล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซาก ตำแหน่งเ้าผู้ครอง์และพิภพย่อมตกเป็ของเผ่าตนในทันที
พริบตานั้น จิตสังหารอันเข้มข้นพลันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งวังจื่อเซียว
ทุกคนต่างรู้ดีว่า... าใหญ่ระหว่างเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจจะต้องปะทุขึ้นในไม่ช้า และมันจะสั่นะเืไปทั่วทั้งมหาพิภพหงฮวงแน่นอน!