ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 6 : คนที่มาทวงแม้แต่ข้าวสาร

    ตอนที่ 6 : คนที่มาทวงแม้แต่ข้าวสาร

    ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดเข้ามาจากด้านนอกโดยไม่มีใครรอคำอนุญาต ลมเย็นพัดลอดเข้ามาพร้อมกลิ่นดินชื้น หลินซูเหยานั่งพิงผนังดินของคั่ง ดวงตาที่เพิ่งลืมขึ้นยังฉาบด้วยความอ่อนล้าจากพิษไข้ แต่สติกลับตื่นเต็มที่๻ั้๫แ๻่ได้ยินเสียงเคาะประตูครั้งแรก

    หญิงวัยกลางคนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างคุ้นเคย ราวกับกระท่อมหลังนี้เป็๲บ้านของตัวเอง หวังชุนฮวา ภรรยาของหลินต้าจวง เดินนำเข้ามาด้วยสีหน้าที่ไม่คิดปิดบังความถือสิทธิ์ ด้านหลังเธอ หลินเสี่ยวเป่า ลูกชายคนเล็ก เดินตามมาเงียบ ๆ มือเล็กกำชายเสื้อผู้เป็๲แม่ไว้หลวม ๆ ดวงตาคู่ใสชะเง้อมองหลินซูเหยาจากข้างประตูด้วยทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความหวาดกลัว ราวกับก่อนมาที่นี่มีใครบอกเขาว่า เด็กสาวบนคั่งอาจไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว

    หวังชุนฮวาหยุดยืนกลางกระท่อม สายตากวาดผ่านหลินซูเหยาเพียงครู่เดียว ความประหลาดใจก็วาบผ่านแววตาอย่างรวดเร็ว หากก็ยังไม่เร็วพอจะรอดพ้นสายตาของหญิงสาว

    “ฟื้นแล้วหรือ”

    น้ำเสียงฟังดูคล้ายถามไถ่ หากไร้ความเป็๞ห่วงแม้แต่น้อย

    หลินซูเหยาเม้มริมฝีปาก ก่อนยกมือขึ้นปิดปาก ไอเบา ๆ สองครั้ง

    “ป้าสะใภ้...”

    เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน

    หวังชุนฮวากวาดตามองเธอ๻ั้๫แ๻่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังนั่งแทบไม่ไหว ความระแวดระวังในใจก็ค่อย ๆ คลายลง

    “ฟื้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องให้คนอื่นลำบากจัดการเ๱ื่๵๹หลังจากนี้”

    หลินเสี่ยวเป่าเงยหน้ามองผู้เป็๞แม่อย่างงุนงง แต่พอถูกอีกฝ่ายตวัดสายตามา เด็กชายก็รีบก้มหน้าลงทันที

    หลินซูเหยาเพียงหลุบตาลง ไม่ได้ถามว่าคำว่า "เ๱ื่๵๹หลังจากนี้" หมายถึงอะไร บางครั้งความเงียบก็ทำให้คนที่ซ่อนอะไรไว้พูดมากกว่าที่ตั้งใจ

    หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย ราวกับต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อพยุงตัวให้นั่งอยู่ได้ ก่อนเอ่ยถามเสียงแ๵่๭

    “ป้าสะใภ้มาหาฉัน...มีอะไรหรือคะ”

    “จะมีอะไรได้อีก”

    หวังชุนฮวาแค่นเสียง ก่อนเดินสำรวจไปรอบกระท่อม สายตาของเธอไม่ได้จับอยู่ที่เ๽้าของบ้าน หากกวาดผ่านไหข้าวสาร ตู้ไม้เก่า ถุงผ้ามุมห้อง แม้แต่รอยแตกร้าวบนผนังดินก็ไม่ละเว้น ราวกับกำลังตรวจดูว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่

    “หลายวันมานี้ บ้านฉันเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลาเพราะเธอล้มป่วย พ่อของเด็กต้องวิ่งไปตามคนมาดูอาการ ต้องคอยถามว่าตายหรือยัง...”

    คำพูดขาดห้วงไปเพียงเสี้ยววินาที

    หวังชุนฮวารีบแก้คำทันที

    “...ต้องคอยถามว่าอาการเป็๲อย่างไรบ้าง ข้าวของที่ใช้ไปก็ไม่ใช่น้อย”

    หลินซูเหยาก้มหน้าลง ปลายนิ้วที่กำชายผ้าห่มกระชับขึ้นเพียงเล็กน้อย

    “ฉันทำให้ลุงกับป้าสะใภ้ลำบากแล้ว”

    หวังชุนฮวายกคางขึ้นอย่างพอใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

    “รู้ก็ดี คนบ้านเดียวกันช่วยกันได้ก็จริง แต่จะให้ช่วยฟรีไปตลอดก็ไม่ได้ บ้านฉันเองก็มีหลายปากท้องต้องเลี้ยง”

    พูดจบ เธอเดินตรงไปยังไหข้าวสาร เปิดฝาโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากขออนุญาต ก่อนสอดมือลงไปควานจนถึงก้นไห เสียงเมล็ดข้าวไม่กี่เมล็ดเสียดสีกับเนื้อดินดังแ๵่๭เบา หวังชุนฮวาขมวดคิ้วทันที

    “เหลือแค่นี้เองหรือ”

    หลินซูเหยามองไหข้าวสารเงียบ ๆ ข้าวในนั้นเหลือเพียงก้นไห๻ั้๫แ๻่ก่อนเธอจะฟื้น แต่สีหน้าของหวังชุนฮวากลับเหมือนกำลังมองทรัพย์สมบัติที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้

    “ฉัน...ไม่รู้ค่ะ ก่อนล้มป่วย ฉันจำอะไรได้ไม่ค่อยชัด”

    หวังชุนฮวาหันกลับมาทันที

    “ไม่รู้ได้อย่างไร ของในบ้านตัวเองมีเท่าไรก็ต้องรู้สิ”

    หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างหวาด ๆ ก่อนรีบหลบสายตา ภาพนั้นทำให้หวังชุนฮวาคลายความระแวงลง เด็กสาวตรงหน้ายังเป็๞เด็กกำพร้าขี้กลัวคนเดิม...อย่างน้อยเธอก็เชื่อเช่นนั้น

    “แล้วคูปองล่ะ”

    “คูปองอะไรหรือคะ”

    “คูปองธัญพืช คูปองผ้า คูปองอะไรก็ได้ที่พ่อแม่เธอทิ้งไว้ อย่าบอกนะว่าใช้หมดแล้ว”

    หลินซูเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ความทรงจำที่กระจัดกระจายของเ๯้าของร่างเดิมค่อย ๆ ผุดขึ้นมา มือหยาบของชายคนหนึ่งเปิดหีบไม้ ค้นเสื้อผ้า หยิบกระดาษหลายแผ่นออกไป พร้อมเสียงที่ยังดังก้องอยู่ในห้วงความทรงจำ

    "เด็กอย่างแกเก็บของพวกนี้ไว้เองไม่ได้"

    หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

    “ฉันจำได้ว่า...ลุงต้าจวงเคยเอาไปเก็บไว้ไม่ใช่หรือคะ”

    หวังชุนฮวาชะงักเพียงชั่วพริบตา ด้านหลังเธอ หลินเสี่ยวเป่ามองผู้เป็๞แม่สลับกับหลินซูเหยา สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

    “พูดเหลวไหลอะไร” หวังชุนฮวาขึ้นเสียง “ใครจะเอาของของเธอไปเก็บไว้กัน”

    หลินซูเหยาสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าลงเหมือนรู้ตัวว่าพูดผิด

    “ฉัน...อาจจำผิดก็ได้ค่ะ” เธอเม้มริมฝีปากคล้ายพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ “จำได้แค่ว่า...ลุงบอกว่า เด็กอย่างฉันเก็บของสำคัญไว้เองไม่ได้”

    “พ่อของเด็กหมายถึงเอกสารต่างหาก!”

    คำตอบหลุดออกมาแทบจะทันที

    หวังชุนฮวาเม้มปากแน่น รู้ตัวว่าพูดเร็วเกินไป จึงรีบเบือนหน้าหนี พลางพูดกลบเกลื่อน

    “ก็เอกสารเก่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร พ่อของเด็กอุตส่าห์ช่วยเก็บไว้ให้ตั้งหลายปี เธอควรขอบคุณเสียด้วยซ้ำ”

    หลินซูเหยาไม่ได้ซักต่อ เธอเพียงก้มมองชายผ้าห่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “ถ้าไม่มีประโยชน์...แล้วทำไมต้องเก็บไว้ด้วยคะ”

    หวังชุนฮวาอ้าปากจะตอบ แต่คำพูดกลับหลุดออกมาก่อนจะทันคิด

    “เพราะในนั้นมีหนังสือยกบ้าน...”

    ทันทีที่สิ้นเสียง เธอก็ชะงัก สีหน้าพลันแข็งค้าง

    หลินเสี่ยวเป่าเบิกตากว้าง

    “แม่...”

    เด็กชายเพิ่งอ้าปาก ก็ถูกสายตาดุจัดตวัดใส่จนรีบหุบปาก

    หลินซูเหยากลับทำเพียงมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง

    “หนังสือยกบ้าน...คืออะไรหรือคะ”

    “ไม่ใช่เ๹ื่๪๫ที่เด็กต้องรู้”

    หวังชุนฮวาตอบห้วน ๆ ก่อนหันหน้าหนีราวกับไม่อยากพูดถึงอีก

    หลินซูเหยาก้มหน้าลง ปลายนิ้วลูบขอบผ้าห่มไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด ก่อนถามด้วยน้ำเสียงลังเล

    “แต่บ้านหลังนี้...เป็๲ของพ่อกับแม่ฉันไม่ใช่หรือคะ”

    น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีแววกล่าวหา มีเพียงความไม่เข้าใจของเด็กสาวคนหนึ่ง หากยิ่งเป็๞เช่นนั้น หวังชุนฮวากลับยิ่งรู้สึกเหมือนถูกจี้เข้าจุดอ่อน

    “ตอนนี้ก็ยังเป็๲” เธอตอบเสียงแข็ง “แต่หลังจากลงลายนิ้วมือแล้วก็ไม่ใช่”

    “ฉันต้องยกให้ลุงหรือคะ”

    “จะยกให้ใครไม่สำคัญ!” หวังชุนฮวาก้าวเข้ามาหยุดข้างคั่ง เงาร่างของเธอทอดทับร่างผอมบางของเด็กสาว “บ้านหลังนี้ต้องใช้หนี้”

    หลินซูเหยานิ่งเงียบ ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจคำว่า หนี้ เมื่อไม่ได้ยินเสียงโต้แย้ง หวังชุนฮวาก็พูดต่อทันที

    “หลายปีมานี้ บ้านฉันเสียทั้งข้าว ทั้งผัก ทั้งแรงงานเลี้ยงดูเธอ พอเธอป่วยก็ยังต้องเสียเงินเสียทองอีก เด็กกำพร้าอย่างเธอ ถ้าไม่มีบ้านฉันช่วยไว้ จะอยู่มาถึงวันนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

    หลินซูเหยาหลุบตาลง ก่อนเอ่ยเบา ๆ

    “ฉัน...จำได้ว่าไปกินข้าวที่บ้านลุงไม่บ่อย”

    “ไม่บ่อยอะไร!” หวังชุนฮวาสวนกลับทันควัน “เดือนหนึ่งตั้งหลายมื้อ! ๻ั้๫แ๻่พ่อของเธอตาย บ้านฉันก็ต้องเลี้ยงเธอมาตลอด!”

    หลินซูเหยาไม่ได้เถียง เพียงพยักหน้าช้า ๆ ราวกับยอมรับคำพูดนั้น

    แต่หลินเสี่ยวเป่ากลับขมวดคิ้ว เด็กชายเหลือบมองหลินซูเหยา ก่อนหันกลับมามองผู้เป็๞แม่ สุดท้ายก็อดพูดไม่ได้

    “แต่แม่...พี่ซูเหยาไม่ค่อยได้มากินข้าวที่บ้านเรานี่นา”

    บรรยากาศในกระท่อมพลันหยุดนิ่ง

    “เสี่ยวเป่า!”

    หวังชุนฮวาหันขวับ น้ำเสียงคมกริบจนเด็กชายสะดุ้ง

    “เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร!”

    หลินเสี่ยวเป่าก้มหน้าลงทันที มือเล็กกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ไม่กล้าพูดต่ออีกแม้แต่คำเดียว

    หลินซูเหยามองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ เธอไม่ได้คิดจะดึงเด็กคนนี้มาเป็๲พวก อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่ความลังเลที่เพิ่งปรากฏในแววตาของหลินเสี่ยวเป่าเพียงชั่วครู่ ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้

    หญิงสาวจึงเปลี่ยนคำถามอย่างไม่เร่งร้อน

    “แล้ว...ฉันติดหนี้ทั้งหมดเท่าไรหรือคะ”

    หวังชุนฮวามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะ

    “ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอไม่มีทางใช้คืนไหวอยู่แล้ว”

    “ฉันแค่อยากรู้ค่ะ” หลินซูเหยาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าตัวเองติดหนี้ลุงกับป้าเท่าไร”

    หวังชุนฮวาจ้องเด็กสาวตรงหน้า เมื่อเห็นเพียงใบหน้าซีดเซียวกับท่าทางหวาดกลัว ความระแวงในใจก็ค่อย ๆ จางลง เธอเชื่อว่าเด็กสาวคนนี้ไม่มีวันหลุดพ้นจากกำมือของครอบครัวหลินได้

    “ข้าวที่กินไปหลายปี...หนึ่งร้อยห้าสิบหยวน”

    “ค่ายากับค่าดูแลครั้งนี้...อีกยี่สิบหยวน”

    เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

    “รวมดอกเบี้ยแล้ว...สองร้อยหยวน”

    หลินซูเหยาหลุบตาลง ซ่อนประกายเย็นเยียบที่วาบผ่านดวงตา ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากการคำนวณ แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็กกำพร้าคนหนึ่งไม่มีวันหาเงินมาชดใช้ได้ และสุดท้ายต้องยกบ้านหลังนี้ให้พวกเขา

    เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างลังเล

    “ค่ายาครั้งนี้...ยี่สิบหยวนหรือคะ”

    “ใช่”

    หวังชุนฮวาตอบแทบจะทันที

    “ป้าสะใภ้ซื้อยาอะไรให้ฉันบ้างหรือคะ”

    คำถามนั้นทำให้หวังชุนฮวานิ่งไป สายตาเหลือบไปยังโต๊ะไม้ข้างคั่งโดยไม่รู้ตัว บนโต๊ะมีเพียงถ้วยน้ำเก่ากับผ้าสะอาดผืนหนึ่ง ไม่มีชามยา ไม่มีห่อยา และไม่มีร่องรอยว่ามีใครนำยามาให้คนป่วยเลย

    “คนป่วยอย่างเธอจะไปรู้อะไร” หวังชุนฮวาตอบห้วน ๆ “ทั้งค่ายา ทั้งค่าตามหมอ ล้วนต้องใช้เงิน”

    “หมอคนไหนหรือคะ”

    “เธอถามมากไปแล้ว!”

    เสียงตวาดดังลั่นจนหลินเสี่ยวเป่าสะดุ้ง เด็กชายมองผู้เป็๞แม่ ก่อนแอบเหลือบไปทางหลินซูเหยาอย่างเป็๞ห่วง

    หลินซูเหยากลับไอขึ้นมาหลายครั้ง คราวนี้ไม่ใช่การแสร้ง ลำคอที่ยังอักเสบทำให้เธอไอจนใบหน้าซีด ลมหายใจติดขัด น้ำตาซึมขึ้นที่หางตา

    หลินเสี่ยวเป่าขยับเท้าออกมาครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

    “แม่...พี่ซูเหยาไม่เป็๲อะไรใช่ไหม”

    “จะเป็๞อะไรก็เ๹ื่๪๫ของเธอ”

    คำตอบหลุดออกจากปากหวังชุนฮวาอย่างไม่ใส่ใจ แต่เท้ากลับถอยห่างจากคั่งไปหนึ่งก้าว ราวกับกลัวจะติดไข้จากคนป่วย

    หลินซูเหยาใช้เวลาครู่หนึ่งจึงหายใจเป็๞ปกติ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงแ๵่๭

    “ฉันไม่ได้ตั้งใจถามมากค่ะ แค่คิดว่า...ถ้าจะให้ลงลายนิ้วมือ อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าตัวเองติดหนี้อะไรบ้าง”

    หวังชุนฮวาเม้มปาก เหตุผลนี้ทำให้เธอปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อหลินเสี่ยวเป่ายังยืนฟังอยู่ข้าง ๆ หากหลบเลี่ยงมากเกินไป ก็มีแต่จะทำให้เด็กสงสัย

    “ข้าวหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน ค่ายายี่สิบ ดอกเบี้ยสามสิบ รวมเป็๲สองร้อยหยวน” เธอพูดรวดเดียว ก่อนรีบตัดบท “บ้านหลังนี้ใช้หนี้ได้แค่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือ...พ่อของเด็กใจดี ไม่คิดเอากับเธอ”

    หลินซูเหยาพยักหน้าช้า ๆ ไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับเรียงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ข้าวที่ไม่มีหลักฐาน ค่ายาที่ไม่มีแม้แต่ห่อยา หมอที่ไม่มีชื่อ ดอกเบี้ยที่ไม่มีที่มา ทุกอย่างถูกรวมเป็๞หนี้สองร้อยหยวนอย่างลอย ๆ หากเป็๞เด็กสาวคนเดิม คงเชื่อทุกคำไปแล้ว

    น่าเสียดาย...

    คนที่นั่งอยู่บนคั่งในตอนนี้ ไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมอีกต่อไป

    หวังชุนฮวาไม่ได้สนใจสีหน้าของหลินซูเหยาอีก หญิงวัยกลางคนหันกลับไปรื้อค้นกระท่อมต่อ เปิดตู้ไม้เก่า รื้อเสื้อผ้าที่พับไว้อย่างลวก ๆ แม้แต่ถุงผ้าเก่าตรงมุมห้องก็ยังหยิบขึ้นมาเปิดดู พลางพึมพำกับตัวเอง

    “คูปองต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง พ่อแม่เธอทำงานในเมือง ไม่มีทางไม่เหลืออะไรไว้”

    หลินซูเหยานั่งมองอยู่เงียบ ๆ ๻ั้๹แ๻่เข้ามาในกระท่อม อีกฝ่ายอ้างว่ามาทวงหนี้ แต่เวลาส่วนใหญ่กลับหมดไปกับการค้นหาคูปองและทรัพย์สินของพ่อแม่เธอ ราวกับนั่นต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนครั้งนี้

    หญิงสาวจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “ถ้ามีของเหลืออยู่จริง...ก็น่าจะเอาไปหักหนี้ก่อนไม่ใช่หรือคะ”

    มือของหวังชุนฮวาที่กำลังรื้อถุงผ้าชะงักค้าง ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเด็กสาว แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความดูแคลนพลันมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

    “ใครสอนให้เธอพูดแบบนี้”

    “ไม่มีใครสอนค่ะ” หลินซูเหยาส่ายหน้า “ฉันแค่คิดว่า ถ้ามีคูปองจริง ลุงกับป้าก็น่าจะเอาไปหักหนี้ จะได้เหลือน้อยลง”

    หวังชุนฮวาจ้องเธออยู่อีกครู่ เด็กสาวตรงหน้ายังคงมีท่าทางหวาดกลัวและอ่อนแรงเหมือนเดิม แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าหลินซูเหยาดูต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง ความคิดนั้นทำให้ไม่อยากอยู่ในกระท่อมต่ออีก

    เธอล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ เดินไปวางลงบนโต๊ะไม้เก่า

    “นี่คือรายการหนี้ แล้วก็หนังสือยกบ้าน พรุ่งนี้พ่อของเด็กจะพาคนมา ถึงตอนนั้นก็ลงลายนิ้วมือเสีย”

    หลินซูเหยามองกระดาษบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

    “ถ้าฉันยังป่วยอยู่ล่ะคะ”

    หวังชุนฮวาหัวเราะหยัน

    “ป่วยก็ใช้นิ้วมือได้ ไม่ได้ให้เธอไปลงนาเสียหน่อย”

    พูดจบ เธอคว้ามือหลินเสี่ยวเป่า

    “กลับบ้าน”

    เด็กชายหันกลับมามองหลินซูเหยา คล้ายอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามผู้เป็๞แม่ออกไป

    เมื่อถึงธรณีประตู หวังชุนฮวาหยุดฝีเท้าโดยไม่หันกลับมา

    “จำไว้ พรุ่งนี้ถ้าไม่ลงลายนิ้วมือ ก็จะไม่มีใครในหมู่บ้านยื่นมือช่วยเธออีก”

    สิ้นคำ ประตูไม้ก็ปิดลงเสียงดัง ปัง

    ภายในกระท่อมกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

    หลินซูเหยานั่งนิ่งอยู่บนคั่ง รอจนแน่ใจว่าคนทั้งสองเดินพ้นรั้วดินไปแล้ว จึงค่อย ๆ ยืดหลังที่งองุ้มมาตลอดให้ตรง ความอ่อนแรงบนใบหน้าหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่

    เธอลุกไปหยิบกระดาษบนโต๊ะ เปิดอ่าน๻ั้๫แ๻่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย ตัวเลข "สองร้อยหยวน" ถูกเขียนไว้เด่นชัด ถัดลงมาคือข้อความยกสิทธิ์ในบ้านและที่ดิน หากแต่ตลอดทั้งแผ่นกลับไม่มีรายการข้าว ไม่มีชื่อหมอ ไม่มีรายการยา และไม่มีหลักฐานรองรับหนี้แม้แต่ชิ้นเดียว

    หลินซูเหยามองช่องสำหรับประทับลายนิ้วมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับเอกสารอย่างเรียบร้อยแล้วเก็บไว้

    มุมปากของเธอยกขึ้นเพียงเล็กน้อย

    หลักฐานที่อีกฝ่ายนำมาใช้บีบบังคับเธอในวันนี้...

    อาจกลายเป็๞หลักฐานที่ย้อนกลับไปทำลายพวกเขาในวันข้างหน้าก็ได้