ตอนที่ 6 : คนที่มาทวงแม้แต่ข้าวสาร
ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดเข้ามาจากด้านนอกโดยไม่มีใครรอคำอนุญาต ลมเย็นพัดลอดเข้ามาพร้อมกลิ่นดินชื้น หลินซูเหยานั่งพิงผนังดินของคั่ง ดวงตาที่เพิ่งลืมขึ้นยังฉาบด้วยความอ่อนล้าจากพิษไข้ แต่สติกลับตื่นเต็มที่ั้แ่ได้ยินเสียงเคาะประตูครั้งแรก
หญิงวัยกลางคนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างคุ้นเคย ราวกับกระท่อมหลังนี้เป็บ้านของตัวเอง หวังชุนฮวา ภรรยาของหลินต้าจวง เดินนำเข้ามาด้วยสีหน้าที่ไม่คิดปิดบังความถือสิทธิ์ ด้านหลังเธอ หลินเสี่ยวเป่า ลูกชายคนเล็ก เดินตามมาเงียบ ๆ มือเล็กกำชายเสื้อผู้เป็แม่ไว้หลวม ๆ ดวงตาคู่ใสชะเง้อมองหลินซูเหยาจากข้างประตูด้วยทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความหวาดกลัว ราวกับก่อนมาที่นี่มีใครบอกเขาว่า เด็กสาวบนคั่งอาจไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว
หวังชุนฮวาหยุดยืนกลางกระท่อม สายตากวาดผ่านหลินซูเหยาเพียงครู่เดียว ความประหลาดใจก็วาบผ่านแววตาอย่างรวดเร็ว หากก็ยังไม่เร็วพอจะรอดพ้นสายตาของหญิงสาว
“ฟื้นแล้วหรือ”
น้ำเสียงฟังดูคล้ายถามไถ่ หากไร้ความเป็ห่วงแม้แต่น้อย
หลินซูเหยาเม้มริมฝีปาก ก่อนยกมือขึ้นปิดปาก ไอเบา ๆ สองครั้ง
“ป้าสะใภ้...”
เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
หวังชุนฮวากวาดตามองเธอั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังนั่งแทบไม่ไหว ความระแวดระวังในใจก็ค่อย ๆ คลายลง
“ฟื้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องให้คนอื่นลำบากจัดการเื่หลังจากนี้”
หลินเสี่ยวเป่าเงยหน้ามองผู้เป็แม่อย่างงุนงง แต่พอถูกอีกฝ่ายตวัดสายตามา เด็กชายก็รีบก้มหน้าลงทันที
หลินซูเหยาเพียงหลุบตาลง ไม่ได้ถามว่าคำว่า "เื่หลังจากนี้" หมายถึงอะไร บางครั้งความเงียบก็ทำให้คนที่ซ่อนอะไรไว้พูดมากกว่าที่ตั้งใจ
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย ราวกับต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อพยุงตัวให้นั่งอยู่ได้ ก่อนเอ่ยถามเสียงแ่
“ป้าสะใภ้มาหาฉัน...มีอะไรหรือคะ”
“จะมีอะไรได้อีก”
หวังชุนฮวาแค่นเสียง ก่อนเดินสำรวจไปรอบกระท่อม สายตาของเธอไม่ได้จับอยู่ที่เ้าของบ้าน หากกวาดผ่านไหข้าวสาร ตู้ไม้เก่า ถุงผ้ามุมห้อง แม้แต่รอยแตกร้าวบนผนังดินก็ไม่ละเว้น ราวกับกำลังตรวจดูว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่
“หลายวันมานี้ บ้านฉันเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลาเพราะเธอล้มป่วย พ่อของเด็กต้องวิ่งไปตามคนมาดูอาการ ต้องคอยถามว่าตายหรือยัง...”
คำพูดขาดห้วงไปเพียงเสี้ยววินาที
หวังชุนฮวารีบแก้คำทันที
“...ต้องคอยถามว่าอาการเป็อย่างไรบ้าง ข้าวของที่ใช้ไปก็ไม่ใช่น้อย”
หลินซูเหยาก้มหน้าลง ปลายนิ้วที่กำชายผ้าห่มกระชับขึ้นเพียงเล็กน้อย
“ฉันทำให้ลุงกับป้าสะใภ้ลำบากแล้ว”
หวังชุนฮวายกคางขึ้นอย่างพอใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“รู้ก็ดี คนบ้านเดียวกันช่วยกันได้ก็จริง แต่จะให้ช่วยฟรีไปตลอดก็ไม่ได้ บ้านฉันเองก็มีหลายปากท้องต้องเลี้ยง”
พูดจบ เธอเดินตรงไปยังไหข้าวสาร เปิดฝาโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากขออนุญาต ก่อนสอดมือลงไปควานจนถึงก้นไห เสียงเมล็ดข้าวไม่กี่เมล็ดเสียดสีกับเนื้อดินดังแ่เบา หวังชุนฮวาขมวดคิ้วทันที
“เหลือแค่นี้เองหรือ”
หลินซูเหยามองไหข้าวสารเงียบ ๆ ข้าวในนั้นเหลือเพียงก้นไหั้แ่ก่อนเธอจะฟื้น แต่สีหน้าของหวังชุนฮวากลับเหมือนกำลังมองทรัพย์สมบัติที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้
“ฉัน...ไม่รู้ค่ะ ก่อนล้มป่วย ฉันจำอะไรได้ไม่ค่อยชัด”
หวังชุนฮวาหันกลับมาทันที
“ไม่รู้ได้อย่างไร ของในบ้านตัวเองมีเท่าไรก็ต้องรู้สิ”
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นอย่างหวาด ๆ ก่อนรีบหลบสายตา ภาพนั้นทำให้หวังชุนฮวาคลายความระแวงลง เด็กสาวตรงหน้ายังเป็เด็กกำพร้าขี้กลัวคนเดิม...อย่างน้อยเธอก็เชื่อเช่นนั้น
“แล้วคูปองล่ะ”
“คูปองอะไรหรือคะ”
“คูปองธัญพืช คูปองผ้า คูปองอะไรก็ได้ที่พ่อแม่เธอทิ้งไว้ อย่าบอกนะว่าใช้หมดแล้ว”
หลินซูเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ความทรงจำที่กระจัดกระจายของเ้าของร่างเดิมค่อย ๆ ผุดขึ้นมา มือหยาบของชายคนหนึ่งเปิดหีบไม้ ค้นเสื้อผ้า หยิบกระดาษหลายแผ่นออกไป พร้อมเสียงที่ยังดังก้องอยู่ในห้วงความทรงจำ
"เด็กอย่างแกเก็บของพวกนี้ไว้เองไม่ได้"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ฉันจำได้ว่า...ลุงต้าจวงเคยเอาไปเก็บไว้ไม่ใช่หรือคะ”
หวังชุนฮวาชะงักเพียงชั่วพริบตา ด้านหลังเธอ หลินเสี่ยวเป่ามองผู้เป็แม่สลับกับหลินซูเหยา สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“พูดเหลวไหลอะไร” หวังชุนฮวาขึ้นเสียง “ใครจะเอาของของเธอไปเก็บไว้กัน”
หลินซูเหยาสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าลงเหมือนรู้ตัวว่าพูดผิด
“ฉัน...อาจจำผิดก็ได้ค่ะ” เธอเม้มริมฝีปากคล้ายพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ “จำได้แค่ว่า...ลุงบอกว่า เด็กอย่างฉันเก็บของสำคัญไว้เองไม่ได้”
“พ่อของเด็กหมายถึงเอกสารต่างหาก!”
คำตอบหลุดออกมาแทบจะทันที
หวังชุนฮวาเม้มปากแน่น รู้ตัวว่าพูดเร็วเกินไป จึงรีบเบือนหน้าหนี พลางพูดกลบเกลื่อน
“ก็เอกสารเก่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร พ่อของเด็กอุตส่าห์ช่วยเก็บไว้ให้ตั้งหลายปี เธอควรขอบคุณเสียด้วยซ้ำ”
หลินซูเหยาไม่ได้ซักต่อ เธอเพียงก้มมองชายผ้าห่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ถ้าไม่มีประโยชน์...แล้วทำไมต้องเก็บไว้ด้วยคะ”
หวังชุนฮวาอ้าปากจะตอบ แต่คำพูดกลับหลุดออกมาก่อนจะทันคิด
“เพราะในนั้นมีหนังสือยกบ้าน...”
ทันทีที่สิ้นเสียง เธอก็ชะงัก สีหน้าพลันแข็งค้าง
หลินเสี่ยวเป่าเบิกตากว้าง
“แม่...”
เด็กชายเพิ่งอ้าปาก ก็ถูกสายตาดุจัดตวัดใส่จนรีบหุบปาก
หลินซูเหยากลับทำเพียงมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง
“หนังสือยกบ้าน...คืออะไรหรือคะ”
“ไม่ใช่เื่ที่เด็กต้องรู้”
หวังชุนฮวาตอบห้วน ๆ ก่อนหันหน้าหนีราวกับไม่อยากพูดถึงอีก
หลินซูเหยาก้มหน้าลง ปลายนิ้วลูบขอบผ้าห่มไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด ก่อนถามด้วยน้ำเสียงลังเล
“แต่บ้านหลังนี้...เป็ของพ่อกับแม่ฉันไม่ใช่หรือคะ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีแววกล่าวหา มีเพียงความไม่เข้าใจของเด็กสาวคนหนึ่ง หากยิ่งเป็เช่นนั้น หวังชุนฮวากลับยิ่งรู้สึกเหมือนถูกจี้เข้าจุดอ่อน
“ตอนนี้ก็ยังเป็” เธอตอบเสียงแข็ง “แต่หลังจากลงลายนิ้วมือแล้วก็ไม่ใช่”
“ฉันต้องยกให้ลุงหรือคะ”
“จะยกให้ใครไม่สำคัญ!” หวังชุนฮวาก้าวเข้ามาหยุดข้างคั่ง เงาร่างของเธอทอดทับร่างผอมบางของเด็กสาว “บ้านหลังนี้ต้องใช้หนี้”
หลินซูเหยานิ่งเงียบ ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจคำว่า หนี้ เมื่อไม่ได้ยินเสียงโต้แย้ง หวังชุนฮวาก็พูดต่อทันที
“หลายปีมานี้ บ้านฉันเสียทั้งข้าว ทั้งผัก ทั้งแรงงานเลี้ยงดูเธอ พอเธอป่วยก็ยังต้องเสียเงินเสียทองอีก เด็กกำพร้าอย่างเธอ ถ้าไม่มีบ้านฉันช่วยไว้ จะอยู่มาถึงวันนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
หลินซูเหยาหลุบตาลง ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ฉัน...จำได้ว่าไปกินข้าวที่บ้านลุงไม่บ่อย”
“ไม่บ่อยอะไร!” หวังชุนฮวาสวนกลับทันควัน “เดือนหนึ่งตั้งหลายมื้อ! ั้แ่พ่อของเธอตาย บ้านฉันก็ต้องเลี้ยงเธอมาตลอด!”
หลินซูเหยาไม่ได้เถียง เพียงพยักหน้าช้า ๆ ราวกับยอมรับคำพูดนั้น
แต่หลินเสี่ยวเป่ากลับขมวดคิ้ว เด็กชายเหลือบมองหลินซูเหยา ก่อนหันกลับมามองผู้เป็แม่ สุดท้ายก็อดพูดไม่ได้
“แต่แม่...พี่ซูเหยาไม่ค่อยได้มากินข้าวที่บ้านเรานี่นา”
บรรยากาศในกระท่อมพลันหยุดนิ่ง
“เสี่ยวเป่า!”
หวังชุนฮวาหันขวับ น้ำเสียงคมกริบจนเด็กชายสะดุ้ง
“เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร!”
หลินเสี่ยวเป่าก้มหน้าลงทันที มือเล็กกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ไม่กล้าพูดต่ออีกแม้แต่คำเดียว
หลินซูเหยามองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ เธอไม่ได้คิดจะดึงเด็กคนนี้มาเป็พวก อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่ความลังเลที่เพิ่งปรากฏในแววตาของหลินเสี่ยวเป่าเพียงชั่วครู่ ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้
หญิงสาวจึงเปลี่ยนคำถามอย่างไม่เร่งร้อน
“แล้ว...ฉันติดหนี้ทั้งหมดเท่าไรหรือคะ”
หวังชุนฮวามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแค่นหัวเราะ
“ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอไม่มีทางใช้คืนไหวอยู่แล้ว”
“ฉันแค่อยากรู้ค่ะ” หลินซูเหยาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าตัวเองติดหนี้ลุงกับป้าเท่าไร”
หวังชุนฮวาจ้องเด็กสาวตรงหน้า เมื่อเห็นเพียงใบหน้าซีดเซียวกับท่าทางหวาดกลัว ความระแวงในใจก็ค่อย ๆ จางลง เธอเชื่อว่าเด็กสาวคนนี้ไม่มีวันหลุดพ้นจากกำมือของครอบครัวหลินได้
“ข้าวที่กินไปหลายปี...หนึ่งร้อยห้าสิบหยวน”
“ค่ายากับค่าดูแลครั้งนี้...อีกยี่สิบหยวน”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“รวมดอกเบี้ยแล้ว...สองร้อยหยวน”
หลินซูเหยาหลุบตาลง ซ่อนประกายเย็นเยียบที่วาบผ่านดวงตา ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากการคำนวณ แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็กกำพร้าคนหนึ่งไม่มีวันหาเงินมาชดใช้ได้ และสุดท้ายต้องยกบ้านหลังนี้ให้พวกเขา
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างลังเล
“ค่ายาครั้งนี้...ยี่สิบหยวนหรือคะ”
“ใช่”
หวังชุนฮวาตอบแทบจะทันที
“ป้าสะใภ้ซื้อยาอะไรให้ฉันบ้างหรือคะ”
คำถามนั้นทำให้หวังชุนฮวานิ่งไป สายตาเหลือบไปยังโต๊ะไม้ข้างคั่งโดยไม่รู้ตัว บนโต๊ะมีเพียงถ้วยน้ำเก่ากับผ้าสะอาดผืนหนึ่ง ไม่มีชามยา ไม่มีห่อยา และไม่มีร่องรอยว่ามีใครนำยามาให้คนป่วยเลย
“คนป่วยอย่างเธอจะไปรู้อะไร” หวังชุนฮวาตอบห้วน ๆ “ทั้งค่ายา ทั้งค่าตามหมอ ล้วนต้องใช้เงิน”
“หมอคนไหนหรือคะ”
“เธอถามมากไปแล้ว!”
เสียงตวาดดังลั่นจนหลินเสี่ยวเป่าสะดุ้ง เด็กชายมองผู้เป็แม่ ก่อนแอบเหลือบไปทางหลินซูเหยาอย่างเป็ห่วง
หลินซูเหยากลับไอขึ้นมาหลายครั้ง คราวนี้ไม่ใช่การแสร้ง ลำคอที่ยังอักเสบทำให้เธอไอจนใบหน้าซีด ลมหายใจติดขัด น้ำตาซึมขึ้นที่หางตา
หลินเสี่ยวเป่าขยับเท้าออกมาครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“แม่...พี่ซูเหยาไม่เป็อะไรใช่ไหม”
“จะเป็อะไรก็เื่ของเธอ”
คำตอบหลุดออกจากปากหวังชุนฮวาอย่างไม่ใส่ใจ แต่เท้ากลับถอยห่างจากคั่งไปหนึ่งก้าว ราวกับกลัวจะติดไข้จากคนป่วย
หลินซูเหยาใช้เวลาครู่หนึ่งจึงหายใจเป็ปกติ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงแ่
“ฉันไม่ได้ตั้งใจถามมากค่ะ แค่คิดว่า...ถ้าจะให้ลงลายนิ้วมือ อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าตัวเองติดหนี้อะไรบ้าง”
หวังชุนฮวาเม้มปาก เหตุผลนี้ทำให้เธอปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อหลินเสี่ยวเป่ายังยืนฟังอยู่ข้าง ๆ หากหลบเลี่ยงมากเกินไป ก็มีแต่จะทำให้เด็กสงสัย
“ข้าวหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน ค่ายายี่สิบ ดอกเบี้ยสามสิบ รวมเป็สองร้อยหยวน” เธอพูดรวดเดียว ก่อนรีบตัดบท “บ้านหลังนี้ใช้หนี้ได้แค่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือ...พ่อของเด็กใจดี ไม่คิดเอากับเธอ”
หลินซูเหยาพยักหน้าช้า ๆ ไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับเรียงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ข้าวที่ไม่มีหลักฐาน ค่ายาที่ไม่มีแม้แต่ห่อยา หมอที่ไม่มีชื่อ ดอกเบี้ยที่ไม่มีที่มา ทุกอย่างถูกรวมเป็หนี้สองร้อยหยวนอย่างลอย ๆ หากเป็เด็กสาวคนเดิม คงเชื่อทุกคำไปแล้ว
น่าเสียดาย...
คนที่นั่งอยู่บนคั่งในตอนนี้ ไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมอีกต่อไป
หวังชุนฮวาไม่ได้สนใจสีหน้าของหลินซูเหยาอีก หญิงวัยกลางคนหันกลับไปรื้อค้นกระท่อมต่อ เปิดตู้ไม้เก่า รื้อเสื้อผ้าที่พับไว้อย่างลวก ๆ แม้แต่ถุงผ้าเก่าตรงมุมห้องก็ยังหยิบขึ้นมาเปิดดู พลางพึมพำกับตัวเอง
“คูปองต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง พ่อแม่เธอทำงานในเมือง ไม่มีทางไม่เหลืออะไรไว้”
หลินซูเหยานั่งมองอยู่เงียบ ๆ ั้แ่เข้ามาในกระท่อม อีกฝ่ายอ้างว่ามาทวงหนี้ แต่เวลาส่วนใหญ่กลับหมดไปกับการค้นหาคูปองและทรัพย์สินของพ่อแม่เธอ ราวกับนั่นต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนครั้งนี้
หญิงสาวจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ถ้ามีของเหลืออยู่จริง...ก็น่าจะเอาไปหักหนี้ก่อนไม่ใช่หรือคะ”
มือของหวังชุนฮวาที่กำลังรื้อถุงผ้าชะงักค้าง ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเด็กสาว แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความดูแคลนพลันมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
“ใครสอนให้เธอพูดแบบนี้”
“ไม่มีใครสอนค่ะ” หลินซูเหยาส่ายหน้า “ฉันแค่คิดว่า ถ้ามีคูปองจริง ลุงกับป้าก็น่าจะเอาไปหักหนี้ จะได้เหลือน้อยลง”
หวังชุนฮวาจ้องเธออยู่อีกครู่ เด็กสาวตรงหน้ายังคงมีท่าทางหวาดกลัวและอ่อนแรงเหมือนเดิม แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้เธอกลับรู้สึกว่าหลินซูเหยาดูต่างไปจากเดิมอยู่บ้าง ความคิดนั้นทำให้ไม่อยากอยู่ในกระท่อมต่ออีก
เธอล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ เดินไปวางลงบนโต๊ะไม้เก่า
“นี่คือรายการหนี้ แล้วก็หนังสือยกบ้าน พรุ่งนี้พ่อของเด็กจะพาคนมา ถึงตอนนั้นก็ลงลายนิ้วมือเสีย”
หลินซูเหยามองกระดาษบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ถ้าฉันยังป่วยอยู่ล่ะคะ”
หวังชุนฮวาหัวเราะหยัน
“ป่วยก็ใช้นิ้วมือได้ ไม่ได้ให้เธอไปลงนาเสียหน่อย”
พูดจบ เธอคว้ามือหลินเสี่ยวเป่า
“กลับบ้าน”
เด็กชายหันกลับมามองหลินซูเหยา คล้ายอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามผู้เป็แม่ออกไป
เมื่อถึงธรณีประตู หวังชุนฮวาหยุดฝีเท้าโดยไม่หันกลับมา
“จำไว้ พรุ่งนี้ถ้าไม่ลงลายนิ้วมือ ก็จะไม่มีใครในหมู่บ้านยื่นมือช่วยเธออีก”
สิ้นคำ ประตูไม้ก็ปิดลงเสียงดัง ปัง
ภายในกระท่อมกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
หลินซูเหยานั่งนิ่งอยู่บนคั่ง รอจนแน่ใจว่าคนทั้งสองเดินพ้นรั้วดินไปแล้ว จึงค่อย ๆ ยืดหลังที่งองุ้มมาตลอดให้ตรง ความอ่อนแรงบนใบหน้าหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
เธอลุกไปหยิบกระดาษบนโต๊ะ เปิดอ่านั้แ่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย ตัวเลข "สองร้อยหยวน" ถูกเขียนไว้เด่นชัด ถัดลงมาคือข้อความยกสิทธิ์ในบ้านและที่ดิน หากแต่ตลอดทั้งแผ่นกลับไม่มีรายการข้าว ไม่มีชื่อหมอ ไม่มีรายการยา และไม่มีหลักฐานรองรับหนี้แม้แต่ชิ้นเดียว
หลินซูเหยามองช่องสำหรับประทับลายนิ้วมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับเอกสารอย่างเรียบร้อยแล้วเก็บไว้
มุมปากของเธอยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
หลักฐานที่อีกฝ่ายนำมาใช้บีบบังคับเธอในวันนี้...
อาจกลายเป็หลักฐานที่ย้อนกลับไปทำลายพวกเขาในวันข้างหน้าก็ได้