“รอนานเกินไปแล้วพวกเราจะเข้าไปดูด้านใน” ลิยูกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเย็นเยียบ เป็เวลากว่าสองเค่อ(30นาที) แล้วที่นางกำนัลหายเข้าไปในตำหนักเพื่อรายงานพระสนมทว่ากลับยังไม่ยอมออกมาสักที ลิยูหมดความอดทนจึงผลักขันทีผู้หนึ่งที่ขวางประตูตำหนักไว้ให้พ้นทางความเคลื่อนไหวของเขาทำให้ทหารนับร้อยคนที่อยู่เื้ัพากันชักดาบชักกระบี่ออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าตรวจค้นในตำหนักสนมเอก
“ไม่ได้นะใต้เท้านี่เป็ตำหนักกุยเหริน นอกจากฝ่าาแล้วห้ามผู้ใดเข้าไป” ขันทีผู้นั้นตะเกียกตะกายพลิกตัวกลับมาขวางขบวนของลิยูไว้มิคาดกุนซือคู่ใจของตั๋งโต๊ะปรายตาวูบ ทหารนายหนึ่งตวัดกระบี่ในมือ พริบตากงกงผู้โชคร้ายก็ทอดร่างเป็ศพอยู่หน้าประตูตำหนักสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนของตำหนักพระสนมที่เหลือ
“ผู้ใดขวางทางข้าจะมีสภาพเป็เหมือนกับคนผู้นี้” ลิยูประกาศก้อง พร้อมกับชูตรามหาอุปราชในมือ ตรานี้ตั๋งโต๊ะเป็ผู้มอบให้กับเขาด้วยตนเองเพื่อให้มีอำนาจสั่งการในเขตพระราชฐานชั้นในด้วยตราคำสั่งนี้เองที่ลิยูสามารถใช้จัดการเล่าเปียนกับโฮเฮาได้ ทั้งยังเป็สิ่งที่ทำให้ลิยูสามารถใช้แสดงอำนาจบาตรใหญ่เรียกลมเรียกฝนในนครลกเอี๋ยงได้อีกด้วย
“ช้าก่อน!” แต่ก่อนที่ลิยูจะก้าวเท้า เสี่ยงหนึ่งก็ดังขึ้น ฮกเฮาพร้อมด้วยนางกำนัลเดินออกมาจากตำหนักเมื่อนางกวาดตามองยังร่างไร้ิญญาของขันทีเฝ้าประตูสีหน้าจากที่ราบเรียบก็เปลี่ยนเป็ความไม่พอใจ กล่าวว่า
“นี่พวกท่านหมายความว่าอย่างไรกลับกล้าสังหารคนในตำหนักของข้า?”
“พระสนมกงกงผู้นี้ขัดขวางการทำงานของพวกเราในเวลาสำคัญ จึงจำเป็ต้องมีการลงมือบ้างเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่าง” ลิยูกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยความหมายคือหากเขา้าจะสังหารผู้ใดก็ทำได้ทั้งสิ้น แม้จะเป็คนของตำหนักพระสนมหรือคนของสกุลฮกก็ตาม
“ประเสริฐมาก!” ฮกเฮาแค่นเสียง จากนั้นถามต่อว่า “พวกท่านมาที่นี่ด้วยเื่ใด?”
“ทูลพระสนมเวลานี้ฝ่าาทรงหายตัวไปจากตำหนักที่ประทับ ท่านอุปราชและเหล่าขุนนางทั้งหลายเกิดความร้อนใจกลัวจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับพระองค์ ผู้น้อยซึ่งรับบัญชาให้ทำหน้าที่ดูแลรอบเขตราชฐานจึงบากหน้ามายังตำหนักของพระสนม คำถามคือฝ่าาอยู่ภายในตำหนักหรือไม่?” สีหน้าของลิยูแฝงประกายสังหารอยู่ลึกๆหากเล่าเหียบมาที่นี่จริง อาจเป็ไปได้ว่าฮ่องเต้น้อยสุมหัวรวมกับคนในตระกูลฮก
ดูเผินๆจากภายนอก ฮ่องเต้น้อยอาจไม่ประสีประสาในแวดวงการเมืองแต่สำหรับลิยูเขามีข้อสรุปประการหนึ่ง ฮ่องเต้น้อยตื่นขึ้นแล้ว ทั้งกำลังตระหนักถึงความเป็หุ่นเชิดดังนั้นจะเป็ไปได้หรือไม่ว่าเหี้ยนเต้้าที่จะสร้างฐานอาจทางฝั่งตระกูลฮก เพื่อหลุดพ้นจากการบงการของตั๋งโต๊ะ?
แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็อย่างไรวันนี้ลิยูต้องตัดไฟั้แ่ต้นลม ด้วยการแสดงอำนาจไว้ก่อน การเชือดขันทีเฝ้าประตูหาได้เป็เพียงแค่การฆ่าโดยไร้เหตุผลไม่ แต่เป็การเตือนให้คนของตระกูลฮกรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากคิดขัดขวางตั๋งโต๊ะ
“เหตุใดข้าต้องตอบท่าน?”ฮกเฮาเชิดหน้า การสังหารขันทีซึ่งเป็คนของตนนั้น ทำให้นางโกรธจริงๆ อีกประการหนึ่งคือลิยูมีตำแหน่งที่ต่ำต้อยโดยปกติแล้วไม่สามารถใช้วาจาเช่นนี้กับนางซึ่งเป็ถึงสนมเอกได้ด้วยซ้ำ ทว่าคนผู้นี้กลับวางท่าหยิ่งยะโสไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น
“พระสนมฝ่าาเป็ศูนย์รวมใจของพสกนิกร การที่พระองค์หายตัวไปจากตำหนัก ทุกฝ่ายย่อมร้อนใจหากพระองค์เสด็จมาที่นี่จริง ขอพระสนมทูลเชิญฝ่าาออกมาโดยเร็วเถิด” ลิยูกล่าวพร้อมกับปรายตาไปยังทหารของตนหากฝ่ายฮกเฮามีการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดทหารของตนจะกรูกันเข้าไปจับคนของตระกูลฮกเอาไว้ แล้วค้นภายในตำหนักไม่ว่าอย่างไรต้องลากตัวเหี้ยนเต้ออกมาให้จงได้
“ฝ่าาอยู่ในตำหนักจริง”ฮกเฮายอมรับตรงๆ ซึ่งผิดไปจากที่ลิยูคาดเอาไว้ เขานึกว่านางจะตอบปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็รบกวนพระสนมทูลเชิญฝ่าาออกมาเพื่อที่พวกผู้น้อยจะได้อารักขาพระองค์ กลับคืนสู่พระตำหนักที่ประทับ”
“เวลานี้ฝ่าากำลังบรรทมหลับหาควรที่จะปลุกพระองค์ขึ้นมาไม่ พวกท่านกลับไปก่อนเถิด เมื่อฝ่าาตื่นบรรทมคนของตำหนักข้าจะทำหน้าที่อารักขาฝ่าากลับไปเอง” ฮกเฮาบอกปัด
“พระสนมนี่จะได้อย่างไร ผู้น้อยรับความไว้วางใจจากท่านมหาอุปราช ให้ทำหน้าที่อารักขาฝ่าาอย่างดีที่สุดหากท่านมหาอุปราชทราบเื่ว่าฝ่าาหายไปจากตำหนักโดยที่ผู้น้อยมิรู้มิเห็นไม่ทราบจะถูกลงโทษอย่างไร” ลิยูกล่าวพร้อมกับโบกมือเบาๆทหารกว่าร้อยคนของเขากระชับวงล้อมเข้ามา จากนั้นกุนซือหนุ่มกล่าวต่อว่า “ต่อให้ฝ่าาบรรทมหลับจริงผู้น้อยก็ขอทำหน้าที่อารักขาพระองค์กลับไปเอง ไม่รบกวนพระสนมท่านแล้ว...ขอทรงเปิดทางด้วย”
“บังอาจพวกเ้ากล้า?” ฮกเฮาตวาด ทำให้คนของลิยูที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาชะงักนิดหนึ่งทางด้านลิยูเมื่อเห็นเช่นนั้นก็แค่นเสียง ดวงตาหรี่ลงอย่างประสงค์ร้ายก้าวออกมาอีกก้าวหนึ่งแล้วกล่าวข่มขู่ว่า
“พระสนมอย่าทรงทำให้พวกเรายุ่งยากไปกว่านี้เลย หาไม่แล้วผู้น้อยจำเป็ต้องใช้กำลัง”
สีหน้าฮกเฮามืดครึ้มอย่างโกรธจัดตวาดว่า
“คนของตำหนักกุยเหรินจงฟังหากคนเหล่านี้ก้าวมาแม้แต่ก้าวเดียว ฆ่าได้ทันที!”
คนของตำหนักกุยเหรินส่วนใหญ่เป็นางกำนัลและขันทีแม้มีอาวุธครบมือเช่นกัน แต่ไหนเลยจะมีขีดความสามารถเท่ากับคนของลิยูที่เป็ทหารจริงๆดังนั้นจึงเท่ากับว่าคนตำหนักพระสนมเอกเสียเปรียบเต็มประตูทว่าก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงมือสัประยุทธ์กันนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่เื้ั
“เกิดเื่อะไรขึ้น?”จางหลงแสร้งทำสีหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายฮกเฮาเมื่อเห็นเช่นนั้นก็โบกมือให้คนของตนเองถอยกลับไปที่แท้การโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็แค่การซื้อเวลาให้จางหลง “จัดเตรียม”อะไรบางอย่างเท่านั้น
“ทูลฝ่าาเื่ราวเป็เช่นนี้เพคะ....” ฮกเฮาเล่าเื่ทั้งหมดอย่างคร่าวๆ
“ที่แท้เื่ราวเป็เช่นนี้”จางหลงพยักหน้าเบาๆ ความจริงแล้วเขามองเห็นทุกประการที่เกิดขึ้นจากด้านในอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่ยอมปรากฏตัวเท่านั้นแน่นอนว่าฉากการสังหารคนเพื่อประกาศศักดาของลิยู จางหลงเองก็มองเห็นเช่นกัน
แรกเริ่มเดิมทีจางหลงตั้งใจจะหยั่งเชิงลิยูสักคราอยู่แล้วแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายลำเส้นขนาดนี้ เขาจึงเปลี่ยนใจเป็กำราบลิยูแทนคิดได้ดังนั้นจึงปรายตามองไปยังลิยู แสร้งเป็ถามอย่างสงสัยว่า
“ลิยูเหตุใดท่านจึงมาที่นี่?”
“ผู้น้อยเองก็อยากทูลถามเช่นกันว่าเหตุใดพระองค์จึงเสด็จมายังตำหนักของพระสนม?” ใบหน้าของลิยูเย็นเยียบน้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง จางหลงได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียง
“เฮอะ! น่าขำ นี่เป็ตำหนักของสนมรักของข้า เหตุใดข้าจะมาที่นี่ไม่ได้?”
“แต่กระนั้นฝ่าาก็ควรจะแจ้งเหล่าขันทีและนางกำนัลเสียก่อนหาควรเสด็จมาโดยลำพังไม่” ลิยูกระชากเสียง ลืมตัวไปว่าอีกฝ่ายมีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งถึงระดับฮ่องเต้
จางหลงจับจ้องมองลิยูอยู่อึดใจหนึ่งแล้วแผดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทั้งคนตระกูลฮกและฝ่ายของลิยู
“เหตุใดข้าต้องแจ้งแก่ผู้คน?หรือว่าลิยูเ้าจะต้องรีบวิ่งแจ้นไปขออนุญาตตั๋งโต๊ะทุกคราที่คิดจะไปสนิทสนมกับภรรยาเ้า?”จางหลงชี้หน้าของลิยู พูดไปขำไปแต่ความหมายทั้งรูปประโยคและน้ำเสียงเต็มไปด้วยการล้อเลียนดูิ่คนตำหนักกุยเหรินที่คับแค้นกับการที่ฝ่ายจนถูกลิยูสังหารโหดต่างพากันหัวเราะครืนออกมา ไม่เว้นแม้แต่ฮกเฮาด้วย
ลิยูสีหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอับอายจึงตวาดว่า
“ฝ่าานี่หาใช่เวลามาล้อเล่นไม่!”
จางหลงได้ยินเช่นนั้นก็หยุดหัวเราะแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ กล่าวว่า “เหตุใดข้าจึงต้องล้อเล่นกับเ้า?”
“ฝ่าา…” ลิยูคิดกล่าวอันใด แต่แล้วก็ต้องตะลึงลาน เมื่อจางหลงตวาดเสียงดังว่า “หุบปาก! เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร กลับกล้าบอกว่าข้ากล่าววาจาล้อเล่น?”
ลิยูและทหารทั้งหมดหน้าแปรเปลี่ยนหาคิดไม่ว่าเหี้ยนเต้จะกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้ ทั้งที่กาลก่อนเมื่ออยู่ต่อหน้าลิยูเล่าเหียบมักเต็มไปด้วยอาการหวาดกลัวอยู่เสมอ ไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจแรงด้วยซ้ำ
“ฝ่าาระวังปากคำด้วย” ทหารข้างกายลิยูซึ่งเพิ่งสะบัดกระบี่สั่งหารขันทีเฝ้าประตูปราดเข้ามาด้วยสีหน้าดุดันในมือถือกระบี่ที่ยังมีคราบเืซึ่งกำลังแห้งเกรอะกรังติดอยู่จางหลงไม่เหลือบแลแม้เพียงนิด ตวาดเพียงว่า “เหยาซู่!”
เหยาซู่กุมกระบี่หยูฉางเคลื่อนกายเข้ามาแล้วตวัดกระบี่วูบหนึ่ง ประกายกระบี่สีเงินจางๆ ปรากฏขึ้นพร้อมหยาดโลหิตกระจายพร่างพรมทหารผู้นั้นไม่ทันได้ร้องสักแอะ ร่างก็ร่วงหล่นลงกับพื้นลำคอมีาแเหวอหวะจากคมกระบี่ เืสีแดงฉานทะลักทะลายประดุจน้ำพุย้อมทั้งบริเวณให้กลายเป็แอ่งโลหิต กลิ่นคาวคลุ้งกระจายไปทั่ว
“เฮอะ! อยู่ต่อหน้าข้ากลับกล้าชักกระบี่? ช่างสมควรตายนัก” จางหลงแค่นเสียงพร้อมกับยิ้มเหี้ยมเกรียม ปรายตามองเหล่าทหารที่รายล้อมอยู่ด้วยสายตาข่มขวัญ สีหน้าของคนฝ่ายลิยูซีดเผือดในขณะที่คนของตระกูลฮกกลับรู้สึกสะใจยิ่ง เมื่อครู่ขันทีเฝ้าประตูถูกฆ่าตายอย่างปราศจากเหตุผลเดิมทีพวกเขาคิดว่าจะต้องกล้ำกลืนความแค้นรายนี้ไปเสียแล้วมิคาดจางหลงเคลื่อนไหวคราเดียว ก็สามารถล้างแค้นให้กับผู้ตายได้ ดังนั้นความรู้สึกของคนในตำหนักกุยเหรินจึงมองฮ่องเต้เปลี่ยนไปแม้แต่ฮกเฮาเองก็ใช้สายตาที่แปลกประหลาดมองมาด้วยเช่นกัน
“ฝ่าาเหตุใดต้องลงมือกับคนของผู้น้อยด้วย?” ลิยูคำราม ถลึงตามองอย่างเอาเื่
“คนผู้นี้บังอาจชักกระบี่ต่อหน้าข้าซ้ำยังกล่าววาจาลบหลู่เ้าชีวิต คนแบบนี้ยังไม่สมควรตายอีกเหรอ?” จางหลงหัวเราะหึๆเดินเข้าไปใกล้ลิยู กล่าวอย่างท้าทายว่า “ข้าฆ่าคนของเ้าแล้วจะทำไม?จะลงโทษข้าเหรอ? เอาสิ กระบี่อยู่ในมือเ้า สามารถใช้มันกับข้าได้ทุกเมื่อ”
ลิยูกัดฟันกรอดความเดือดดาลพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในใจอยากจะสับร่างเ้าเด็กน้อยที่บังอาจกำแหงหาญตรงหน้าให้แหลกเป็หมื่นๆ ชิ้นแต่หากทำเช่นนั้นเขาจะต้องเดือดร้อนแล้ว ควรทราบว่าก่อนหน้านี้ตั๋งโต๊ะถอดเล่าเปียนออกจากราชสมบัติไปคนหนึ่งแล้วหากในตอนนี้เขากระทำตามอารมณ์ด้วยการสังหารฮ่องเต้ เกรงว่าจะเป็การกระทำที่ทั้งคนและภูติเทพล้วนคั่งแค้นจะต้องถูกตามล่าจากทุกสารทิศ นับแต่นี้อย่าหวังมีชีวิตเป็สุขอีกเลย
แต่อะไรไม่เท่ากับว่าหากสังหารเหี้ยนเต้ในตอนนี้ เท่ากับว่างานใหญ่ของตั๋งโต๊ะจะเสียการไปด้วยภายนอกทัพใหญ่ของศัตรูสำคัญอย่างอ้วนเสี้ยวกำลังหาเหตุในการบุกเข้าเมืองหลวงหากเล่าเหียบตายไปในตอนนี้เท่ากับสมเจตนาของพวกมัน
ท้ายที่สุดเมื่อคิดถึงข้อดีข้อเสีย ลิยูข่มความโกรธเอาไว้ในใจ ประสานมือแล้วกล่าวว่า
“ผู้น้อยไม่กล้า”
“ถ้าหากไม่กล้าก็จงไสหัวไป!” มิคาดแทนที่สถานการณ์จะคลี่คลาย จางหลงกลับตวาดใส่หน้า คราวนี้ทั้งลิยูตกตะลึงอย่างแท้จริงคนของเขาก็มีสีหน้าทนไม่ได้ บางคนเริ่มกุมด้ามอาวุธปรายตามองผู้เป็นายขอเพียงมีสัญญาณจากลิยูทั้งหมดจะรุมกันเข้าไปสังหารคนในตำหนักกุยเหรินจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้
“ข้าพูดถึงขนาดนี้แล้วพวกเ้ายังไม่ยอมไสหัวไปอีกใช่เห็นข้าอยู่สายตาหรือไม่?” จางหลงคำราม รอยยิ้มเหี้ยมโหดปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาไม่เปิดโอกาสให้คนของลิยูได้ตั้งตัวกล่าวต่อว่า “ทุกคนฟัง ลิยูและคนของมันกล้ามารบกวนข้าและพระสนมในเวลาส่วนตัวทั้งพกอาวุธเข้ามาในเขตพระราชฐาน นับว่าบังอาจนัก หากพวกมันกล้าย่ำเท้าเข้ามาในเขตตำหนักกุยเหรินแม้แต่เก้าเดียวให้ถือว่าเป็ฏ ทุกคนสังหารได้โดยไม่มีความผิด” กล่าวจบโบกมือวูบหนึ่งพลันนั้นทหารหลายสิบคนวิ่งกรูกันออกมาจากเงามืด ในมือพวกมันถือเกาทัณฑ์พร้อมยิง
ที่แท้ระหว่างที่ฮกเฮาเจรจากับลิยูอยู่นั้นจางหลงได้ขอความร่วมมือจากองครักษ์ตระกูลฮก ให้ระดมกำลังกันมาทั้งหมดคนจากตระกูลฮกเหล่านี้ถูกคัดมาอย่างดี ย่อมเป็ยอดฝีมือที่หาได้ยากดังนั้นหากเทียบกันแล้ว แม้คนของลิยูจะมีมากกว่า แต่ก็หาได้เปรียบอันใดไม่โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ฝ่ายตรงข้ามถือเกาทัณฑ์ แต่ฝ่ายตนไม่มีเพียงถือดาบกระบี่คนละเล่มเท่านั้น
บุตรเขยของตั๋งโต๊ะหน้าเขียวคล้ำั้แ่เขาโลดแล่นในแวดวงการเมืองเป็ต้นมา น้อยครั้งที่จะเกิดอารมณ์โกรธจนขีดสุดเช่นนี้แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่สามารถมีเปรียบได้มากไปกว่านี้ลิยูจึงได้แต่ต้องเลือกทางถอยเท่านั้น
“ท่านรอดูไปก่อนเถอะ”ลิยูโน้มกายลงมากระซิบที่ข้างหูของจางหลงด้วยน้ำเสียงอาฆาตมาดร้ายอย่างเปิดเผยจากนั้นสะบัดหน้าเดินจากไปในความมืด
“นึกไม่ถึงมาก่อนว่าฝ่าาจะปรีชาสามารถเช่นนี้หม่อมฉันนับว่าได้เปิดหูเปิดตา” ฮกเฮายิ้มน้อยๆ ดวงเนตรหงส์มองประเมิน “สวามี”ผู้นี้ใหม่
“อะไรกันสนมรักที่แท้เ้ามองข้าเช่นนั้น?” จางหลงแสร้งทำหน้าขึงขัง แต่แล้วก็ยิ้มออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “แต่ก็เพราะได้คนของตำหนักกุยเหรินช่วยด้วยไม่เช่นนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น .... เอาล่ะสนมรัก ดึกมากแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน”
“น้อมส่งฝ่าาหม่อมฉันจะให้คนของตำหนักกุยเหรินส่งเสด็จ”
“รบกวนเ้าแล้ว”
“ฝ่าาคล้ายแปลกไปจากเดิมนะเพคะพระสนม”นางกำนัลคนสนิทกล่าวขึ้น ภายหลังเหี้ยนเต้จากไปแล้ว
“แปลกยังไง?”ฮกเฮาถามเรื่อยๆ สีหน้าไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งใด มีเพียงแววตาอันลึกล้ำเท่านั้นที่บ่งบอกว่านางกำลังครุ่นคิดถึงเื่ราวบางประการ
“ฝ่าาคล้าย...เติบโตขึ้น”ความหมายของการเติบโตคือรู้ความมากขึ้น
“ผู้คนย่อมต้องโตขึ้น”ฮกเฮายิ้มจางๆ จากนั้นเปลี่ยนเป็กล่าวว่า “แต่ว่าเด็กอย่างไรก็เป็เด็ก การแสดงออกเช่นนั้นนับว่าไม่ฉลาดโดยเฉพาะในยามที่ฝ่าายังไม่มีอำนาจแท้จริงเช่นนี้”
“จะส่งข่าวถึงนายท่านหรือเปล่าเพคะ?”นางกำยัลหยั่งเชิง นายท่านที่ว่าหมายถึงฮกอ้วน บิดาของฮกเฮา สนมเอกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ยังไม่จำเป็ เื่เล็กน้อยเช่นนี้ไหนเลยต้องรบกวนท่านพ่อแต่ให้คนของเราติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่าาเอาไว้อย่าให้คลาดสายตา”
“เพคะ”นางกำนัลรับคำ แล้วขยับจะถอยออกไป ทว่าฮกเฮาเรียกไว้ ถามว่า
“จริงสิแล้วรู้หรือไม่ว่าฝ่าาเข้ามาในตำหนักได้อย่างไร?”ความจริงฮกเฮาได้รับการบอกเล่าจากจางหลงรอบหนึ่งแล้ว แต่นางหาได้เชื่อคำของเขาไม่ฮ่องเต้ผู้หนึ่งไหนเลยจะแอบปีนหน้าต่างห้องเก็บฟืนเข้ามาเพราะนึกสนุก?
“ยังไม่ทราบเพคะในตอนนี้คนของเรากำลังเร่งเก็บกวาดห้องเก็บฟืน คาดว่าคงมีเบาะแสอะไรบ้าง”นางกำนัลตอบแล้วถอยกายออกไป ทิ้งให้สนมเอกอยู่ตามลำพังในห้องบรรทม
“ฝ่าาท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?” ฮกเฮากล่าวพึมพำกับตนเองเบาๆ
ตำหนักฉีหลิน
“ฝ่าา การแสดงออกวันนี้ใช่เกินไปหรือไม่?” เหยาซู่กระซิบถาม เมื่ออยู่กันตามลำพังจางหลงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังผลัดเปลี่ยนชุดนอนหันมากล่าวว่า “ทำไม?เ้ากลัวหรือ?”
“ทูลฝ่าาผู้น้อยหากลัวไม่ เพียงแต่ว่าท่านเปิดหน้าเป็ศัตรูกับลิยู เกรงว่าต่อไปนี้จะหาความสงบมิได้กล่าวกันว่าตั๋งโต๊ะแม้โเี้บ้าเื แต่ว่าแท้จริงแล้วไม่เท่ากับลิยูผู้นี้” สีหน้าของเหยาซู่ไม่สบายใจ
“เ้าคิดมากไปแล้ว”จางหลงหัวเราะเบาๆ แน่นอนว่าการที่เขาแสดงออกถึงความเป็ปรปักษ์กับลิยูในวันนี้ ย่อมไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบแต่เพราะเขาล่วงรู้เหตุการณ์ในภายหน้า อีกไม่นานนับจากนี้ ทัพ 18หัวเมืองที่นำโดยอ้วนเสี้ยว จะบุกเข้ามายังนครลกเอี๋ยงซึ่งจะทำให้ตั๋งโต๊ะต้องย้ายเมืองหลวงไปเตียงฮัน ่เวลานี้เองที่จางหลงวางแผนสังหารลิยูดังนั้นจะฉีกหน้าเป็ศัตรูกันในตอนนี้ หรือตอนไหนก็มีค่าเท่ากัน
แต่จางหลงย่อมไม่สามารถบอกว่าตนเองรู้อนาคตจึงกล่าวว่า “แท้ที่จริงข้าฉีกหน้าลิยูในวันนี้ย่อมมีเหตุผลนั่นคือข้า้าให้มันแค้นข้า”
“แค้นฝ่าา?”เหยาซู่เข้าสู่สภาวะมึนงงอีกครั้ง ฮ่องเต้น้อยผู้นี้ที่แท้คิดอะไรอยู่กันแน่ “ผู้น้อยขอบังอาจทูลถามว่าเพราะเหตุใด?”
“เ้าลองคิดดูลิยูเป็คนฉลาดหลักแหลม ที่ตั๋งโต๊ะสามารถครองอำนาจได้ทุกวันนี้กล่าวได้ว่าเพราะมันสมองของลิยู ดังนั้นข้าจึงอยากให้มันแค้นข้าคนเราเมื่อมีความเกลียดชัง หรือมีความแค้นต่อผู้ใด ในใจย่อมเกิดอคติขึ้นเมื่อเกิดอคติ ย่อมไม่สามารถมองภาพรวมได้อย่างสุขุมอีกต่อไป”จางหลงยังไม่ขึ้นนอนทันที หากเดินมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ กล่าวต่อว่า “เมื่อไม่มีความสุขุมจะทำการสิ่งใดย่อมมีโอกาสพลาดพลั้งมากกว่าสำเร็จ ควรทราบว่าหากเ้า้าเข้าถึงตัวตั๋งโต๊ะโดยเร็วต้องกำจัดลิยูให้ได้ก่อนเป็อันดับแรก”
“ฝ่าาทรงพระปรีชาโดยแท้” ยิ่งนับวันขันทีสนองพระโอษฐ์ก็ยิ่งเกิดความเลื่อมไสฮ่องเต้น้อยตรงหน้ามากขึ้นจนแทบลืมเลือนไปว่าอีกฝ่ายยังเป็แค่เด็กวัยเก้าขวบเท่านั้น
จางหลงเปลี่ยนเป็กล่าวว่า
“ที่ข้าสั่งให้เ้าเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?”
“ทูลฝ่าาเดิมทีผู้น้อยได้ว่าจ้างจอมยุทธ์นับร้อยเอาไว้แล้ว แต่เมื่อมีสมบัติฮั่นอู่ตี้ย่อมสามารถว่าจ้างเพิ่มได้อีกนับพันคนพะย่ะค่ะ” สมุนมือขวาของจางหลงรายงาน
“อืม....ไม่ว่าราคาสูงเท่าไหร่ข้าก็ยินยอมแต่ไม่จำเป็ต้องว่าจ้างมากเกินไป ขอเพียงไม่เกินสักพันคนก็พอ ทว่าเ้าต้องเลือกให้ดีหากเป็ไปได้ควรเลือกจากผู้ต้องหาทางการที่ถูกปรักปรำ หรือชาวบ้านร้านถิ่นที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับตระกูลใด”จางหลงแนะนำ แต่นั่นก็สร้างความสงสัยให้กับเหยาซู่อีกแล้ว เมื่อจางหลงเห็นสีหน้าของลูกสมุนจึงอธิบายอย่างรำคาญๆ ว่า “ผู้ต้องหาทางการที่ถูกปรักปรำโดยพื้นฐานแล้วมักอยู่ตรงข้ามกับทางการ ย่อมทุ่มเททำงานให้กับข้าเต็มที่ในขณะที่ชาวบ้านจากชนบท มักมีใจสัตย์ซื่อ ย่อมมีความจงรักภักดีมากกว่าผู้คนจากเมืองใหญ่”
“แต่ว่าฝ่าาก็ถือว่าเป็ทางการคนเหล่านี้จะยอมทำงานให้หรือพะย่ะค่ะ?”
“เ้าโง่หรือเปล่า?ข้าย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวในนามฮ่องเต้ได้ ดังนั้นจึงต้องปกปิดตัวตน”จางหลงโบกมือ นึกในใจว่าเ้าหมอนี่ยิ่งมายิ่งโง่ขึ้นทุกวัน
“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”เหยาซู่ประสานมือเตรียมล่าถอย แต่จางหลงซึ่งคิดอะไรบางอย่างได้ก็เรียกเอาไว้แล้วกล่าวว่า
“เงินที่เหลือจากการว่าจ้างผู้คนให้เ้าเอาไปกวาดซื้ออาหารประเภทข้าวสารและธัญพืชให้ได้มากที่สุดจากนั้นหาที่ซ่อนให้มิดชิดนอกเมืองลกเอี๋ยง ทั้งจัดเวรยามเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด”
“ฝ่าาทรง้ากักตุนเสบียงอาหารด้วยเหตุใด?”เหยาซู่เกาหัวอีกแล้ว การคาดเดาความคิดของฮ่องเต้นับว่าเป็เื่ยากเย็นมากขึ้นทุกวัน
“ในเวลานี้ย่อมไม่สามารถอธิบายต่อเ้าได้บอกได้แค่ว่าอีกไม่นานชาวเมืองลกเอี๋ยงจะได้ประโยชน์จากเสบียงนี้ของข้า”จางหลงยิ้มอย่างลึกลับ การศึกระหว่างตั๋งโต๊ะและ 18 หัวเมืองใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อถึงเวลาล่าถอยไปยังเตียงฮันตั๋งโต๊ะจะสั่งเผาเมืองเพื่อไม่ให้เสบียงอาหารตกเป็ประโยชน์แก่ข้าศึก บันทึกประวัติศาสตร์บอกไว้ตรงกันทุกฉบับว่าในคราวนั้นมีชาวเมืองอดอยากล้มตายเป็จำนวนหลายล้านคน
หากสามารถที่จะช่วยเหลือพวกเขาไม่ให้อดตายได้จางหลงจะดึงคนหลายล้านเหล่านี้มาอยู่ในเครือข่ายของตนเองได้เพราะกองกำลังแรกที่จางหลงคิดเพาะสร้าง จะเป็กองกำลังสำหรับการข่าวที่ไม่จำเป็ต้องใช้ชายฉกรรจ์เพียงอย่างเดียว คนหลายล้านคนสามารถเป็หูเป็ตาให้เขาได้อย่างเหลือเฟือ
สาเหตุที่จางหลงคิดเพาะสร้างกองกำลังด้านการข่าวก่อนเป็อันดับแรกเพราะในขณะนี้เป็ไปไม่ได้ที่จะสร้างกองกำลังติดอาวุธ ควรทราบว่ากำลังทหารแม้เพียงไม่กี่พันคนสิ้นเปลืองเงินทองมากหลายดังนั้นเขาจึงคิดอย่างเป็ขั้นเป็ตอน สร้างกองกำลังด้านการข่าวก่อน เมื่อสร้างทัพการข่าวสำเร็จก็จะเป็เวลาที่เขาก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจของอาณาจักรฮั่นเพื่อการค้าขายข้าว เกลือ และสินค้าควบคุมของราชสำนัก จุดประสงค์คือยึดเศรษฐกิจของแผ่นดินจงหยวนมาไว้ในกำมือเมื่อทุกอย่างบรรลุเป้าหมาย การควบคุมทางเศรษฐกิจจะเป็ส่วนสำคัญในกิจกรรมทางทหาร
นี่เป็ทฤษฎีจักรวรรดินิยมในยุคคริสตศตวรรษที่19 – 20 จักรวรรดิทั้งหลายยุโรปสามารถขึ้นมามีอำนาจได้ก็เพราะการควบคุมทางเศรษฐกิจก่อนจากนั้นจึงใช้กำลังทหารเข้ายึดครองด้วยการทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถได้แม้กระทั่งแผ่นดินที่อยู่ห่างออกไปยังโพ้นทะเล
แต่แน่นอนนี่ไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบายต่อเหยาซู่ ดังนั้นจางหลงจึงเพียงอธิบายสั้นๆ สองนายบ่าวคุยกันอยู่อีกครู่หนึ่งจางหลงกำชับให้หาคนที่ไว้ใจได้จริงๆ ในการเข้าไปเอาสมบัติรวมถึงการคุ้มกันเสบียงด้วย ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน
“โครม”
ลิยูกวาดม้วนหนังสือไม้ไผ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทิ้งจนหมดสิ้นม้วนหนังสือเ่าั้ตกกระแทกพื้นแตกกระจายเป็ซี่ๆ ทว่าเท่านี้ก็ยังหาได้ช่วยดับอารมณ์ของลิยูได้ไม่กุนซือคู่ใจของตั๋งโต๊ะปราดเข้าไปที่ตู้หนังสือใช้เท้ายันจนตู้ไม้เ่าั้ล้มคว่ำระเนระนาด
“นายท่าน!” คนสนิทของลิยูโผล่เข้ามา แต่แล้วก็ต้องใเมื่อเห็นสภาพห้องที่พังยับเยินตามปกติแล้วลิยูเป็คนอารมณ์เย็น ผู้ที่สามารถทำให้เขาโกรธเกรี้ยวได้ถึงขนาดนี้นับว่าไม่ธรรมดา
“มันเป็ใครถึงกล้าทำตัวยโสโอหังต่อหน้าข้า?” ลิยูคำรามลั่น “ก็แค่เด็กน้อยที่บุญหล่นทับหากไม่ได้ข้าเสนอรายชื่อต่อท่านพ่อตาอ๋องระดับกระจอกงอกง่อยอย่างมันไหนเลยจะได้ก้าวขึ้นบัลลังก์?”
“ท่านหมายถึงเล่าเหียบหรือขอรับ?”
“มิใช่มันจะเป็ผู้ใด?”ลิยูตบโต๊ะดังปัง
“ถ้าเช่นนั้นเรานำกำลังเข้าไปสังหารมันดีหรือไม่ขอรับ?” คนสนิทเสนอ แต่ลิยูโบกมือกล่าวอย่างแค้นใจว่า
“มันรู้ว่าข้าไม่อาจทำอันใดได้จึงกล้ายโสโอหังต่อหน้าข้า” เมื่อได้ระบายออกแล้ว อารมณ์เย็นลงความคิดอ่านของลิยูก็กลับมาเฉียบคมดังเดิม “ในเวลานี้หากเกิดอะไรขึ้นกับเล่าเหียบท่านพ่อตาย่อมเสียความชอบธรรมในการครองเมืองทันที ทั้งสถานการณ์ภายในนครหลวงเองก็ดูไม่น่าไว้วางใจนักภายนอกอ้วนเสี้ยวก็ก่อหวอด อะไรต้องคิดให้ถี่ถ้วน เฮอะ! ข้าจะปล่อยให้เล่าเหียบลำพองใจไปก่อนชั่วคราวหากงานใหญ่สำเร็จข้าจะเป็ผู้ลงมือเชือดมันเองกับมือ”
“เล่าเหียบผู้นี้แต่เดิมได้ชื่อว่าโง่งมนักทั้งยังอ่อนแอขลาดเขลา เหตุใดอยู่ๆ จึงมีท่าทีที่แข็งกร้าวเช่นนี้?” คนสนิทของลิยูเปรยขึ้น“นายท่านขอรับ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะมีคนชักใยอยู่เื้ัอีกที?”
“ข้าเองก็สงสัยเช่นกันและที่น่าสงสัยที่สุดคือคนของตระกูลฮก หาไม่แล้วมันจะสามารถสั่งการทหารของตระกูลฮกได้อย่างไร?”ลิยูกล่าวอย่างใช้ความคิด ตระกูลฮกเป็ขุนนางผู้ใหญ่มาหลายรุ่นทั้งในอดีตบุตรสาวหลายคนก็มักเข้าวังถวายตัวเป็สนมฮ่องเต้ในรัชกาลต่างๆดังนั้นตระกูลฮก ถือว่ามีอิทธิพลสูงในราชสำนัก จึงมีความเป็ไปได้มากที่จะแอบชักใยฮ่องเต้อยู่เื้ั
“แล้วเื่นี้นายท่านจะรายงานท่านมหาอุปราชหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่จำเป็”ลิยูตอบหลังจากใคร่ครวญถึงผลได้ผลเสีย สุดท้ายได้แต่ส่ายหน้า เปลี่ยนเป็กล่าวว่า “แต่ส่งคนของเราแฝงตัวเข้าไปในตำหนักฉีหลินมากขึ้นข้า้าล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของเล่าเหียบทุกระยะ”
“ขอรับ”คนสนิทรับคำสั่งแล้วล่าถอยออกไป
ยามสายนอกพระนครลกเอี๋ยง
ชายร่างั์ตัดผมสั้นเกรียนเหน็บทวนยาวบนหลังผู้หนึ่งควบม้าขึ้นมาหยุดบนเนินเขาทอดสายตามองลงไปยังนครลกเอี๋ยงอันตระการตาแล้วเป่าลมออกมาจากปากเบาๆ กล่าวว่า “มารดามันเถอะนครลกเอี๋ยงช่างใหญ่โตกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก”
“นั่นน่ะสิหากไม่ได้มาเห็นกับตา ผู้ใดเล่าให้ฟัง ข้าจะไม่ยอมเชื่อมันเป็แน่”ชายหนุ่มบนหลังม้าอีกผู้หนึ่งซึ่งดูอ่อนวัยกว่ากล่าวเสริมขึ้น ทั้งสองคนนี้เป็ชาวเมืองเฉียวทางตะวันออกของลกเอี๋ยงราวเจ็ดร้อยลี้หนทางยาวไกล ทั้งธุรกันดาร ทั้งสองจึงไม่เคยเข้าเมืองหลวงมาก่อน
“ควบม้ามาตั้งหลายวันพี่ใหญ่ท่านยังไม่ยอมบอกเลยว่าครานี้มายังเมืองหลวง มีการค้าใด?” ชายหนุ่มอ่อนวัยถามขึ้น
“ครานี้ข้าได้รับจดหมายจากคนรู้จักผู้หนึ่งแนะนำว่ามีงานให้ทำในเมืองลกเอี๋ยง รายได้ยังมากกว่าทำนาทั้งปี” ชายร่างั์ล้วงเอาจดหมายที่เขียนบนผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาโบก
“คนรู้จัก?ทั้งปีทั้งชาติท่านแทบไม่เดินทางไปไหน เหตุใดมีคนรู้จักด้วย?”ผู้เป็น้องชายเกาหัว
“ปีก่อนคนผู้นี้เดินทางมายังเมืองเฉียวบังเอิญาเ็เพราะสู้กับโจรร้าย ข้าผ่านทางไปพอดีจึงช่วยชีวิตเขาไว้ครานั้นได้รับการตบรางวัลมากหลาย” ชายร่างั์อธิบาย
“แล้วงานในลกเอี๋ยงเป็งานเช่นไรพี่ใหญ่?”น้องชายยังมีข้อสงสัย
“เื่นี้ข้าเองก็ไม่รู้เพียงแต่คนผู้นั้นจ่ายล่วงหน้ามาแล้วถึงสิบตำลึง แต่จากที่อธิบายมาในจดหมายคิดว่าคงเป็งานคุ้มกันกระมัง” ชายร่างั์กล่าว
“จ่ายล่วงหน้าสิบตำลึง?นับว่ามือเติบนัก ว่าแต่เหตุใดข้าจึงไม่ได้รับส่วนแบ่ง? เอามาเดี๋ยวนี้”น้องชายแบมือ
“ฮ่าฮ่าเงินสิบตำลึงข้าใช้หมดไปตั้งนานแล้ว” ชายร่างั์หัวเราะออกมาดังๆ “แต่เ้าไม่ต้องห่วงเมื่อมาถึงเมืองหลวงทั้งที พี่ใหญ่คนนี้ย่อมมีวิธีการหาเงินก่อนอื่นเราไปพบคนผู้นั้นก่อน จากนั้นข้าจะขอเบิกเงินอีกสักก้อนแล้วเราสองพี่น้องจะออกท่องเที่ยวในเมืองหลวงให้สำราญ”
“บัดซบ! เคาทู ท่านที่เป็พี่ใหญ่กลับฮุบเงินค่าจ้างไว้ทั้งหมด?”ผู้เป็น้องชายชี้หน้าเมื่อรู้ว่าเงินล่วงหน้าส่วนของตนเองถูกใช้ไปจนหมด
“ฮ่าฮ่าเคาเต๋ง เ้าก็อย่าถือสาพี่ใหญ่เลยนะ” ชายร่างั์ผู้มีนามว่าเคาทูกระตุ้นม้าออกควบตรงไปยังพระนครลกเอี๋ยงที่อยู่ตรงหน้าไม่ไกล โดยมีเคาเต๋งน้องชายควบตามหลังสองพี่น้องไม่มีโอกาสรู้เลยว่า การมายังเมืองหลวงครานี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล