Lineage Of Monarch (สายเลือดแห่งราชันย์)

    Scene 5: บุรุษผู้ประชดประชัน


    บรรพบุรุษของตระกูลกูเรียนประกอบกิจการค้าขายตั้งแต่ในอดีต จนกลายมาเป็นตระกูลที่ควบคุมเศรษฐกิจมากกว่าครึ่งในเมืองการากัส ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสี่เสาหลักของเมือง ใช้เวลาในการขึ้นมาเป็นหนึ่งในตระกูลอันมั่งคั่ง โดยใช้เวลาน้อยสุดเมื่อเทียบกับสามตระกูลที่เหลือ

    ตระกูลกูเรียนเริ่มก่อร่างสร้างตัวประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมา จวบปัจจุบันเองหัวหน้าตระกูลกูเรียนสืบต่อกันมาแค่สามรุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับตระกูลชื่อดังอันมากมายในอาณาจักรไอเรสไตน์ หรือแม้แต่ในเมืองการากัสเอง ก็ยากจะหาตระกูลที่มีประวัติอันน้อยนิด แต่กลับมีอิทธิพลต่อเมืองขนาดใหญ่และประชาการนับล้าน เพียงภายในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
    ห้องทานอาหารคฤหสน์ตระกูลกูเรียนบรรยากาศแปลกๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องอาหารตระกูลกูเรียน ถึงแม้จะมีแขกอยู่ภายในห้องแล้วก็ตาม แต่เอลียายังคงรู้สึกถึงความอึดอัดกับญาติทั้งสองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะอาหาร
    “หน้าตาของท่านเอลียาเช้านี้ดูสดใสกว่าที่ข้าได้พบท่านทุกครั้ง มื้อเช้านี้คงจะมีเรื่องราวที่ดีเกิดขึ้นกระมัง?”
    คำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของเกลทอสเปิดประเด็นการคุยในโต๊ะอาหาร โดยไม่ทราบจุดประสงค์
    “คุณชายเกลทอสกล่าวเกินไปบ้าง หน้าตาของข้ายังคงเหมืองเดิมทุกครั้งที่ข้าเจอท่าน ส่วนเรื่องข่าวดีจะมีหรือไม่นั้น ข้าเองคงไม่ทราบได้”
    “เพราะใบหน้าของท่านหญิงยังบริสุทธิ์เหมือนเดิมต่างหาก นั่นคงเป็นเหตุผลที่มื้อเช้านี้มีเรื่องดีๆ เข้ามาเยือนในจิตใจข้า”
    “ดิฉันคงไม่เหมาะเป็นเหตุผลบางอย่างที่จะไปอยู่ในจิตใจคุณเกลทอสมั้งคะ”
    “ข้าว่าข้าไม่คิดเช่นนั้น”
    “…”
    ประโยคตอบกลับของหนุ่มเจ้าสำอางทำเอาเจ้าของใบหน้าบริสุทธิ์ที่เขากล่าวอ้างถึงกับไปต่อไม่เป็น และดูเจ้าตัวจะแสดงอากัปกริยาเหมือนจะภูมิใจกับคำพูดของตัวเอง แต่ที่น่าแปลกก็คือ สตรีผมยาวสีดำที่นั่งอยู่ข้างเกลทอสกลับไม่แสดงออกถึงปฏิกิริยาต่อบทสนทนาที่ผ่านมานี้สักนิด
    “โฮะๆ ชายหนุ่มวัยคึกคะนองอย่างเจ้าจะชมหญิงสาวหน้าตาสละสลวยอย่างท่านหญิงเอลียาก็เป็นธรรมดาอยู่หรอกเกลทอส แต่ข้าหวังว่าเจ้าควรจะสำรวมต่อสถานที่ ทั้งฐานะของท่านหญิงเอลียา และที่สำคัญให้เกียรติคุณหนูลาน่าคู่หมั้นของเจ้าหน่อย โฮะๆ”
    เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นมาแทรก หลังจากความเงียบชั่วขณะที่เกิดขึ้น
    ทิศทางของต้นเสียงดังมาจากทางเข้าห้องอาหาร ก่อนจะโผล่ให้เห็นชายร่างท้วมเคราหนา มาพร้อมรอยยิ้มและแววตาที่ดูเป็นมิตรประดับไว้ที่ใบหน้าของเขา แต่สิ่งน่าดึงดูดสายตาที่สุดจากชายร่างท่วมคนนี้ กลับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่หน้าตาน่ารักน่าชังที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา แววตาที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์กำลังมองดูสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจ ดวงตาสองดวงเล็กๆ นั้นแทบไม่กะพริบ ยิ่งทำให้เด็กน้อยในอ้อมแขนคนนี้ยิ่งน่าเอ็นดูมากขึ้น
    “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณชายเอาเจนโต้”“อรุณสวัสดิ์คุณชายเอาเจนโต้”
    สองหญิงสาวนั่งอยู่ในห้องอาหารยืนขึ้นกล่าวทักทายผู้มาใหม่แทบจะเป็นเสียงเดียวกัน คล้ายกับพวกเธอเตรียมการมา ดูเป็นภาพที่แปลกตาไม่น้อยกับคู่หญิงสาวที่ดูไม่สนิทกัน โดยเฉพาะลาน่าที่แสดงอากัปกริยาออกมาชัดเจนว่าดูจะลนลานอยู่ไม่น้อยกับการมาของชายร่างท้วมผู้นี้
    “โฮะๆ ขะมักเขม้นกันแต่เช้าเลย วัยหนุ่มวัยสาวนี่น่าอิจฉาเสียจริง โฮะๆ”
    เสียงหัวเราะของอาเจนโต้เปิดและปิดท้ายประโยคพูดแทบทุกครั้ง ทำให้ใครที่มาได้ยินชายผู้นี้พูดคงทำให้อารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา ยิ่งทำให้อาเจนโต้ดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น จะอย่างไรก็ให้ความรู้สึกอย่างกับหลวงพ่อนักบุญใจดีคนหนึ่ง
    “เจ้าหญิงทักทายคุณน้าๆ หน่อยไหมเอ่ย”
    ระหว่างเดินมาที่โต๊ะอาหาร อาเจนโต้ก้มไปคุยกับเด็กสาวตรงอ้อมแขน เสียงของเขาฟังดูอ่อนหวานขึ้นระหว่างพูดกับเด็กสาว ราวกลับกลัวว่าน้ำเสียงเดิมของเขาจะไปทำลายความใสซื่อนั้นเด็กสาวจ้องสองท่านหญิงทั้งสองที่ยืนอยู่สักพัก ก่อนจะหันหน้าหลบไปซบอกของอาเจนโต้
    “โฮะๆ สงสัยเจ้าตัวน้อยยังไม่ชิน ต้องขอเวลาหน่อยละกัน โฮะๆ”
    “มื้อเช้านี้มีเวลาอีกสักพักใหญ่ค่ะ ข้าหวังว่าเจ้าหญิงตัวน้อยจะยอมสบตากับข้าสักครั้ง”
    “เป็นความโชคดีของนางแท้ๆ ที่ท่านหญิงเอลียาให้ความเอ็นดู โฮะๆ”
    การมาถึงของอาเจนโต้และเจ้าหญิงตัวน้อยของเขา ดูจะทำให้ห้องอาหารได้บรรยากาศที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็เอลียาคนหนึ่งที่คิดว่ามันเป็นอย่างนั้น
    “อรุณสวัสดิ์ ท่านพี่มาเจนโต้ คำพูดของข้าที่ได้เอ่ยต่อท่านหญิงเอลียาไปนั้น หวังว่าท่านพี่คงไม่ได้ถือสาต่อผู้น้องคนนี้มากนัก”
    เกลทอสลุกยืนขึ้นจากที่นั่งอย่างเชื่องช้า ก่อนจะกล่าวทักทายผู้มาใหม่ แต่ท่าทางของเขากับไม่ประสีประสากับแขกผู้คนใหม่คนนี้มากเท่าไหร่นัก
    “ตราบใดที่เจ้ายังได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของคุณหญิงลาน่า การกล่าววาจาล่อแหลมกับหญิงอื่นต่อหน้าคู่หมั้นของเจ้าเช่นนั้น คนอื่นอาจจะมองว่าไม่ดี โฮะๆ”
    “เยี่ยงนั้นข้าก็ยังถือว่าโชคดีนัก เพราะคนอื่นที่ท่านกล่าวถึง คงไม่มีใครได้ยิน”
    “โอ ข้าคงต้องขอบคุณน้องชายสุดท้องของตระกูลอันสูงศักดิ์ ที่ยังไม่มองข้าว่าเป็นคนอื่นคนไกล โฮะๆ”
    มาเจนโต้กล่าวกับเกลทอสโดยแทบไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดประชดประชันของน้องชายคนนี้เท่าไหร่นัก ก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงไปบนเก้าอี้ข้างๆ เอลียา
    แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ เจ้าหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนของอาเจนโต้หันมาจ้องหน้าเกลทอสสักพัก ก่อนจะแลบลิ้นออกมาจากปากเล็กๆ ของตัวเอง แล้วก็หันหน้าหลบไปหาอาเจนโต้เหมือนเดิม
    “โฮะๆ”
    เสียงหัวเราะดังออกมาอีกครั้ง ถึงแม้จะแปลกใจการกระทำของเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน แต่อาเจนโต้ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้กับสิ่งที่เจ้าตัวเล็กทำจนน่าแปลกใจ
    “…เพราะหลานสาวของข้าน่ารักเยี่ยงนี้ จะให้ข้าเห็นพ่อของนางเป็นคนอื่นคนไกลไปได้อย่างไร”
    มุมปากที่กระตุกนิดๆของเกลทอสทำให้ได้ยินคำพูดของเขาไม่ถนัดนัก สีหน้าก็แสดงออกถึงความไม่พอใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะนั่งเก้าอี้ลงไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
    ลาน่าที่อยู่ในเหตุการณ์ทำท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมาระหว่างการสนทนาของอาเจนโต้กับเกลทอส แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเงียบไป
    ดูเหมือนการมาของอาเจนโต้กับเจ้าหญิงตัวน้อยของเขาทำให้ความอึดอัดของบรรยากาศก่อนหน้านี้ดูลดลง หรืออย่างน้อยก็ในความคิดของเอลียาคิดแค่ว่าเกลทอสเงียบลงบ้างก็ยังดี
    ณ อีกฟากฝั่งของจุดศูนย์กลางเมืองการกัสทางทิศเหนือ ที่ตั้งของศูนย์บัญชาการทหารประจำเมือง บุรุษร่างสูงที่ดูโดดเด่นด้วยผมหยิกสีเทากำลังเดินอยู่บนทางเท้าในปราสาท ทหารแทบทุกคนที่เขาเดินผ่านมาต่างหยุดนิ่งแล้วกำมือขวาไปแตะที่มือบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อนายทหารชั้นสูงกว่า ดูแล้วบุรุษผู้นี้คงจะมีตำแหน่งที่สูงไม่ใช่น้อยในศูนย์บัญชาการแห่งนี้
    “เจ้ารู้เรื่องสัตว์อสูรบุกเมืองเมื่อวานตอนเย็นหรือเปล่า?”
    “ข้ารู้ยิ่งกว่ารู้ ข้าคนหนึ่งล่ะที่ถูกเรียกให้ไปควบคุมความวุ่นวายในเมือง จนถึงตอนนี้พึ่งได้กลับมารายงานตัว”
    นายทหารสองคนกระซิบกระซาบกันหลังทำความเคารพผู้ที่เดินผ่านหน้าไปเสร็จ ฟังแล้วเรื่องนี้คงเป็นที่โจษจันกันภายในเมืองไม่น้อย
    “แล้วที่ว่าสัตว์อสูรมาแค่ไม่กี่ตัว แต่มีอัศวินบางคนสั่งให้ส่งสัญญาณระฆังเตือนภัยจนทำให้ในเมืองวุ่นวาย”
    “จะใครที่ไหน ก็คนที่เดินผ่านหน้าเจ้าเมื่อตะกี้...”
    ก่อนนายทหารคนที่อ้าปากกำลังจะจ้อถึงคนต้นเหตุลองหันไปเช็คทิศทางที่เขาเดินไปสักหน่อยว่าปลอดภัยดีหรือยัง แต่กลับเห็นชายร่างสูงคนหนึ่งมายืนค้ำหัวพวกเขาสองคนไว้
    สายตาที่อัศวินผู้นี้มองลงมาทำให้พวกเขาเกิดอาการสั่นไม่น้อย
    หลังทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่ นายทหารสองคนทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะเดินก้าวยาวๆ ปานวิ่งออกไปไกล
    ชายร่างสูงผมหยิกไม่ได้มองพวกเขาจนลับสายตาก่อนจะรีบหันหน้าเดินไปทิศทางเดิม สีหน้ายังคงนิ่งเฉยเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
    กระทั่งสุดทางเดินจนผ่านประตูไม้สีน้ำตาลบานใหญ่ผ่านถึงห้องโถส่วนลึกของใจกลางปราสาท จุดหมายของบุรุษร่างสูงใหญ่
    “เช้านี้เจ้าดูจะอารมณ์เสียไม่น้อยเลยนะ เรฟ”
    “…”
    บุคคลปริศนากล่าวคำทักทายต่อผู้มาใหม่ได้ไม่นาน โดยเสียงดังออกมาจากมุมห้องโถงด้านข้าง
    “ไม่ต้องแปลกใจหรอก ข้ามักดูสีหน้าคนเก่ง”
    “ท่านหมายถึงข้า?”
    “ก็ใช่สิ ข้าคงไม่ได้พูดเพื่อถามตัวข้าเองหรอก”
    เจ้าของเสียงปริศนาไม่พูดเปล่าพร้อมเดินออกมาจากมุมมืดที่ตนเองยืนอยู่ก่อนหน้ามายืนข้างกับผู้ที่โดนทัก
    “ท่านเลวิส คำพูดของท่านยังประชดประชันไม่เปลี่ยน”
    “ข้าจะถือว่านี่เป็นคำชม”
    “ข้าพูดประชดต่างหาก ท่าน”
    “ฮ่าๆ วาจาเจ้าก็ประชดได้ต่างจากรูปลักษณ์ที่แสดงออกนัก ถ้าข้าที่หนึ่งเจ้าก็คงไม่พ้นอันดับสอง”
    ชายปริศนาที่เดินออกมาจากมุมมืดหัวเราะเสียงดังลั่น ดูจะชอบคารมของอัศวินที่ยืนอยู่ข้างกันไม่น้อย
    ไม่ทันขาดคำของการพูดจาจนจบประโยคของคนในห้อง อุณหภูมิในห้องกลับลดลงเฉียบพลัน มีแท่งน้ำแข็งบริสุทธิ์ประมาณสองฝ่ามือโผล่ออกมาจากความว่างเปล่ากระจุกตัวอยู่กลางห้องโถง และภายไม่ถึงเสี้ยววินาทีแท่งน้ำแข็งระเหยเป็นไอกระจายตัวไปทั่ว กำแพงน้ำแข็งก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วต่อยอดกันเป็นบริเวณกว้างคล้ายโดมที่โปร่งใสซ้อนทับในห้องโถงอีกที
    ไม่ทันได้สังเกตกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้หมด ด้านหน้าบุรุษอัศวินทั้งสองค่อยๆ มีน้ำแข็งก่อตัวขึ้นจากพื้นหินจนมีขนาดความสูงความกว้างเท่าคนหนึ่งคน ก่อนน้ำแข็งก้อนนี้จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายไปทั่วพื้น เผยให้เห็นชายสูงอายุผมสั้นสีขาวที่อยู่ในน้ำแข็ง
    เสื้อผ้าเก่าใหม่หลายชั้นที่เขาใส่อยู่ผสมปนเปกลายเป็นจุดเด่นที่ดูสะดุดตาเมื่อใครเห็นครั้งแรก แต่กลับไม่อาจกลบรัศมีความมีอำนาจที่แผ่ออกมาจนดูสูงศักดิ์กว่าที่เห็นภายนอก
    “อรุณสวัสดิ์ ท่านบารอส” / “โอ้ คุณบารอส”
    สองอัศวินต่างกล่าวทักทายผู้มาใหม่ในแบบตนเอง ก่อนชายสูงอายุจะนั่งลงไปกับพื้นจัดเสื้อผ้าที่ดูหนาเตอะให้เข้าที่ แล้วจึงทำสัญลักษณ์มือให้สองอัศวินข้างหน้าเขานั่งลงกับพื้นตาม
    เวทไฟเพลิงสีชาดปรากฏออกมาจากมือของเลวิสหลังจากนั่งลงพื้น ถูกโยนขึ้นไปด้านบนให้ค้างเติ่งอยู่บนอากาศทำ เกิดแสงสว่างเป็นบาเรียซ้อนทับโดมน้ำแข็งอีกชั้นนึง
     "พัฒนาขึ้นนะ เลวิส"
    “เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ข้ายังพอทำได้”
    “ก็แค่ไฟอ่อนๆ ไว้กั้นเสียงไม่ใช่รึ”
    ประโยคที่พูดกับตัวเองเบาๆ ตามท้ายของเรฟยังดันไปเข้าหูเลวิส แต่ดูท่าทีครั้งนี้จะถูกปล่อยไป
    บารอสพิจารณาคู่อัศวินที่ดูไม่ถูกกันท่าไหร่คู่นี้สักพักแล้วจึงยิ้มด้วยความปลงใจ ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษสองม้วนออกมาจากในเสื้อผ้า ก่อนกระดาษม้วนทั้งสองจะลอยไปเข้ามืออัศวินสองคนที่อยู่ตรงหน้า
    “นี่คือคำสั่งจากโยกย้ายราชเลขาแห่งอาณาจักร เป็นคำสั่งภารกิจอัศวินฉบับใหม่ถูกมอบหมายให้ โดยหน้าที่ที่พวกเจ้าทำอยู่ปัจจุบันจะมีคนเข้ามารับสานต่อ รายละเอียดพวกเจ้าสามารถอ่านเพิ่มเติมได้”
    เมื่อพูดจบร่างที่พอกไปด้วยเสื้อผ้าหลายชั้นของชายชราก็ถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มก้อนน้ำแข็งอีกครั้ง ก่อนจะแตกกระจายเหลือทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า
    “อ๋อ เรฟ เหตุการณ์วุ่นวายเมื่อวานเหมือนเจ้าต้องอธิบายอะไรกับข้าหน่อยไหม”
    สองอัศวินยังคงได้ยินเสียงของบารอสที่ดังข้างหูอีกครั้ง ถึงแม้เจ้าตัวจะเหลือแต่สะเก็ดน้ำแข็งให้เห็นต่างหน้า
    “ได้รับการแก้ไขแล้วครับ เรื่องนี้คงไม่ต้องถึงท่านบารอสเป็นกังวล ผมจะให้นายทหารไปติดใบประกาศสาเหตุเพื่อกันเหล่าประชาชนเข้าใจผิด”
    “อืม ข้าจะได้ไม่กังวล”
    “แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้เด็กชายตัวน้อยของท่านจะมีส่วนด้วยนิดหน่อย ไม่สิ ดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุเลยแหละ”
    ก่อนจบบทสนทนา เรฟไม่ลืมถึงจะพูดถึงต้นตอเหตุการณ์แบบเนียนๆ ดูแล้วเขาน่าจะอารมณ์เสียไม่น้อยกับเด็กชายคนนี้
    “อืม... โนแอลหนะรึ พามาที่นี่หน่อยละกัน ดูเหมือนเจ้าตัวแสบคงต้องหาข้อแก้ตัวเยอะหน่อยแล้ว โฮะๆ”
    สิ้นเสียงหัวเราะของบารอส กำแพงน้ำแข็งที่คลุมห้องโถงชั้นในไว้ก็ละลายกลายเป็นน้ำ เจิ่งนองไปทั่วห้อง อัศวินทั้งสองต้องลุกขึ้นจากพื้นอย่างช่วยไม่ได้
    เหมือนครั้งนี้บารอสคงจากไปจริงแล้ว
    “ในฐานะอัศวินด้วยกัน การถูกลงโทษของเจ้าดูจะสบายยิ่งนักแค่พาเด็กคนเดียวมาหาท่านบารอส ฮ่าๆ”
    เลวิสยิ้มกว้างเดินไปตบบ่าเรฟ แล้วหันหลังเดินกลับไปที่ประตูทางออก ลูกไฟเวทกลางห้องโถงสลายกลายเป็นควันจางหายไปตามผู้อัญเชิญของมัน
    ดูท่าชื่อเสียงไม่ดีของเจ้าเด็กหนุ่มตัวแสบจะเป็นที่รู้จักในศูนย์บัญชาการแห่งนี้ไม่น้อย และคงน้อยคนนักที่อยากเข้าไปยุ่ง
    ห้องโถงกลับมาเงียบอีกครั้งเมื่อมีแค่เรฟอยู่ในห้องคนเดียว เสียงหยดน้ำที่ละลายมาจากน้ำแข็งคล้ายเสียงหัวเราะของเลวิสที่เดินจากไปซะอย่างนั้น

    “ชิ ช่างประชดประชันกันเสียจริง”