เมื่อขบวนเดินทางหยุดลงที่หน้าประตูเมือง คณะทูตแห่งซิลเวอร์เรสได้แจ้งความประสงค์ขอผ่านเข้าเมืองเพื่อเข้าพบ ท่านผู้ปกครองดาเรียน ในฐานะตัวแทนอย่างเป็ทางการจากซิลเวอร์เรส ทหารยามที่ประจำการอยู่ถึงกับแสดงสีหน้าสงสัยพลางขมวดคิ้ว ด้วยไม่เคยได้ยินชื่อเมืองดังกล่าวมาก่อน
ทว่าหัวหน้าคณะทูตกลับนิ่งสงบ เขาหยิบตราสัญลักษณ์การทูตแห่งซิลเวอร์เรสขึ้นมาแสดง พร้อมกางเอกสารที่มีลายเซ็นของผู้ปกครองและรอยประทับตราประตัวอย่างชัดเจน ยื่นให้แก่ทหารยามเพื่อส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจตรวจสอบความถูกต้อง
"โปรดนำสิ่งนี้ไปมอบแด่ผู้มีตำแหน่งที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับเื่นี้ แล้วท่านจะได้คำตอบ" หัวหน้าคณะทูตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
ทหารยามรับสิ่งของเ่าั้ไปอย่างรวดเร็ว หายเข้าไปหลังกำแพงเมืองครู่ใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขารีบเปิดทางให้พร้อมกับเอ่ยรายงานด้วยความนอบน้อมว่า ท่านผู้ปกครองดาเรียนอนุญาตให้คณะทูตเข้าพบได้ในทันที
ผู้นำคณะทูตที่กุมอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในภารกิจครั้งนี้คือ แรกนาร์ อดีตข้าราชการระดับสูงฝ่ายบริหารในยุคของผู้ว่าการคนก่อน เขาเป็ชายที่ได้รับการยกย่องขานนามว่าเป็ผู้มีความสามารถรอบด้าน มีวาจาอันคมคาย และไหวพริบปฏิภาณที่ยากจะหาตัวจับได้
ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นและการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เฉียบแหลม ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ราชทูตผู้ถือชะตากรรมของซิลเวอร์เรส เพื่อมาเจรจาในครั้งนี้
แรกนาร์ถูกเรียกตัวให้เข้าพบเป็การส่วนตัวภายในห้องทำงานของผู้ปกครองดินแดน เมื่อเขาก้าวพ้นประตูเข้าไป ก็พบกับบุคคลสองท่านที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ท่านแรกคือชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วม ผู้มีเส้นผมหยิกขอดสีเข้มขรึม ซึ่งดูจากท่วงท่าก็น่าจะเป็ ผู้ปกครองดาเรียน ไม่ผิดตัว ส่วนอีกท่านที่ประทับอยู่เคียงกันคือสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม แย้มพรายด้วยเส้นผมยาวสลวยสีทองอร่ามราวกับเส้นไหม
เมื่อเห็นดังนั้น แรกนาร์จึงรีบโน้มกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมและจริงใจ ท่าทางของเขาดูภูมิฐานทว่าถ่อมตน ก่อนจะเริ่มเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและฟังสบายหู ราวกับจะคลายความตึงเครียดของบรรยากาศลงในทันที
“ผู้น้อยแรกนาร์ ในนามแห่งตัวแทนทางการทูตจากซิลเวอร์เรส ขอโอกาสแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแด่ท่านผู้ปกครองดาเรียน เฟลเวล”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่ากังวานใส แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมที่พอเหมาะพอดี “ผู้น้อยมาที่นี่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของท่านผู้ปกครองทริสตัน วินด์สเกล เพื่อสานสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนให้แน่นแฟ้นสืบไป และมุ่งหวังให้เราทั้งสองฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าในฐานะมิตรแท้ที่จะเกื้อกูลกันตลอดกาล นอกจากนี้... ผู้น้อยยังได้รับเกียรติให้เป็ผู้นำสารสำคัญจากท่านทริสตันมามอบแด่ท่านด้วยตนเองครับ”
เมื่อสิ้นคำกล่าวที่นุ่มนวล แรกนาร์ก็โน้มกายลงอีกครั้งอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นจดหมายที่มีตราประทับส่งให้แก่ผู้ปกครองดาเรียนด้วยกิริยาที่พินอบพิเทา
ดาเรียนรับจดหมายไปเปิดอ่านในทันที และทันทีที่กวาดสายตาจนถึงบรรทัดสุดท้าย เขาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจจนพุงพลุ้ยนั้นสั่นไหว เขาโบกมือเรียกโฉมงามข้างกายให้เข้ามาใกล้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ยอดรัก มาดูนี่เร็วเข้า! เ้าทริสตันคนนี้มันยังคงเป็ไอ้คนบ้าบอที่มีอารมณ์ขันร้ายกาจไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ”
หญิงสาวขยับกายเข้ามาอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มและส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างขบขันไม่แพ้กัน ทางด้านแรกนาร์ แม้จะไม่อาจทราบได้ว่าเนื้อหาจดหมายข้างในนั้นระบุไว้ว่าอย่างไร แต่เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่เป็กันเองและเปี่ยมไปด้วยไมตรีเช่นนี้ เขาก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะในโลกของการทูต อารมณ์ที่ผ่อนคลายของคู่เจรจาถือเป็สัญญาณอันดียิ่งในการจะเริ่มต้นหารือถึงข้อตกลงสำคัญในลำดับถัดไป
แรกนาร์ยังคงยืนสงบนิ่งด้วยท่าที่สุขุมเยือกเย็น รอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายค่อย ๆ จางหายไป และแทนที่ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็ทุ้มหนักของดาเรียน
“เ้าหนุ่ม... ดูท่าเ้าทริสตันคงจะฝากฝังเื่สำคัญให้เ้ามาหารือกับเราไว้ไม่น้อยสินะ มีอะไรก็ว่ามาเถอะ เราพร้อมรับฟังแล้ว”
เพียงสิ้นคำ รอยยิ้มร่าเริงเมื่อครู่พลันหายไปจากใบหน้าของดาเรียน แทนที่ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและแววตาที่เฉลียวฉลาดสมฐานะผู้ปกครองดินแดนในชั่วพริบตา เมื่อเห็นการเปลี่ยนท่าทีที่กะทันหันราวกับพลิกฝ่ามือเช่นนั้น แรกนาร์เพียงแต่ยกยิ้มที่มุมปากราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“เป็อย่างที่ท่านผู้ปกครองคาดการณ์ไว้ทุกประการครับ” แรกนาร์ยิ้มอย่างละเมียดละไมพลางเอ่ยต่อ “ผู้น้อยได้รับมอบหมายให้มาหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทว่าท่านทริสตันได้กำชับมาว่า ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาในรูปแบบใด ท่านจะตอบรับข้อเสนอหรือไม่ก็ตาม... มิตรภาพเพื่อนสนิทระหว่างท่านกับเขาก็จักยังคงมั่นคงไม่เสื่อมคลายเช่นเดิมครับ”
ดาเรียนฟังจบก็ะเิเสียงหัวเราะพลางตบมือฉาดใหญ่ด้วยความถูกใจในถ้อยคำที่ลื่นหูนั้น “ดี! พูดได้ดี! สมแล้วที่เป็เ้าบ้านั้น”
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางผายมืออย่างใจกว้าง “เอาละ... เลิกเยิ่นเย้อกันเสียที เ้าลองว่าข้อเสนอของเ้าทริสตันออกมาให้เราฟังดูสิ ว่ามันจะน่าสนใจพอไหม”
แรกนาร์โน้มกายลงเล็กน้อยด้วยความเคารพก่อนจะเริ่มเปิดบทสนทนาสำคัญ
“ถ้าเช่นนั้น ผู้น้อยขออนุญาตนำเสนอข้อหารือประการแรกครับ... บัดนี้ทางซิลเวอร์เรสได้ดำเนินการขุดเจาะเหมืองแร่จนค้นพบแหล่งแร่เหล็กคุณภาพสูงและถ่านหินจำนวนมหาศาล เรามีความประสงค์ที่จะขายทรัพยากรล้ำค่าเหล่านี้ให้แก่เอเธลการ์ดในฐานะคู่ค้าลำดับแรก ส่วนในเื่ของรายละเอียดราคาและปริมาณการจัดส่งนั้น เราสามารถพิจารณาตกลงกันตามความเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่ายได้ในภายหลังครับ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยพลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “และเพื่อเป็การแสดงความจริงใจ ในการเดินทางครั้งนี้เราได้นำแร่เหล็กและถ่านหินชุดแรกมาขายให้ท่านผู้ปกครองในราคพิเศษ ผู้น้อยหวังเป็อย่างยิ่งว่าท่านจะพึงพอใจ และพิจารณารับซื้อทรัพยากรเหล่านี้จากเราอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ครับ”
ดาเรียนนิ่งฟังพลางใช้มือลูบพุงตนเองอย่างใช้ความคิด แววตาที่ดูขี้เล่นเมื่อครู่ฉายแววคำนวณอยู่ลึก ๆ ก่อนที่เขาจะหันไปขอความเห็นจากหญิสาวคู่กาย
“ยอดรัก... เ้ามีความเห็นว่าอย่างไร หากเอเธลการ์ดจะรับซื้อแร่เหล็กและถ่านหินเหล่านี้เข้ามาในยามนี้ มันจะเป็ผลดีต่อเมืองของเราหรือไม่?”
หญิงสาวนิ่งตรองเพียงชั่วครู่ ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานใสทว่าเปี่ยมด้วยหลักการ “ท่านผู้ปกครองสามารถรับซื้อไว้ได้คะ เพียงแต่เื่ของราคาที่จะรับซื้อและปริมาณที่เหมาะสม เราจำเป็ต้องให้เหล่าขุนนางและผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลคลังทรัพยากรมาตรวจสอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน”
ดาเรียนพยักหน้าตามคำกล่าวของภรรยารัว ๆ ราวกับเด็กที่ได้คำตอบที่ถูกใจ ก่อนจะหันกลับมาหาทูตแรกนาร์ด้วยท่าทีที่ดูเป็งานเป็การขึ้น
“เอาตามนั้น! เรายินดีรับซื้อแร่จากซิลเวอร์เรส แต่ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยเื่ราคาและจำนวน เ้าจะต้องไปทำความตกลงกับเ้าหน้าที่ฝ่ายคลังทรัพยากรของเราอีกที เื่นี้เ้าคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
แรกนาร์คลี่ยิ้มอย่างสุภาพพลางค้อมศีรษะให้แก่คู่สนทนา “ผู้น้อยหามีปัญหาประการใดไม่ครับ และต้องขอขอบพระคุณท่านผู้ปกครองที่เล็งเห็นถึงมูลค่าในทรัพยากรจากซิลเวอร์เรส ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่เหลือนั้น ผู้น้อยยินดีที่จะหารือกับคณะเ้าหน้าที่ที่ท่านจัดหามาให้ในภายหลังครับ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อปรับบรรยากาศให้เป็ทางการยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยถึงข้อเสนอถัดไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
“ส่วนข้อเจรจาประการต่อมา... ทางเราใคร่ขอเสนอให้มีการจัดตั้ง สถานเอกอัครราชทูต ประจำเมืองของทั้งสองฝ่ายขึ้นอย่างเป็ทางการ เพื่อเป็สะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีและเปิดโอกาสให้คนของทั้งสองดินแดนได้ทำความรู้จักมักคุ้นกันให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังเพื่อความสะดวกในการประสานงานและดูแลผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวด้วยครับ”
ดาเรียนหรี่ตาแคบลง แววตาขี้เล่นเมื่อครู่เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยขณะที่น้ำเสียงเริ่มกร้าวขึ้น "หมายความว่า... เ้า้าส่งคนมาเป็หูเป็ตาเพื่อคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวในบ้านของเรา และให้เราส่งคนไปทำอย่างเดียวกันในบ้านของเ้าอย่างงั้นรึ?"
แรกนาร์ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกต่อแรงกดดันนั้น เขาเพียงส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางส่ายหน้าช้า ๆ ราวกับจะบอกว่าอีกฝ่ายคิดมากไป
“ท่านทริสตันคาดการณ์ไว้แล้วว่าท่านอาจจะกังวลเื่นี้ ทว่าเหตุผลที่แท้จริงหาใช่การจับตาสอดแนมครับ” แรกนาร์ประสานมือวางไว้อย่างสำรวม “ท่านทริสตันมองว่านี่คือการวางรากฐานเพื่อการเจริญเติบโตร่วมกัน เราทั้งสองฝ่ายจะได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของมิตรประเทศ และที่สำคัญที่สุด... ในยามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญกับวิกฤตหรือความลำบาก เราจะสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องกังวลเื่ความถูกต้องของสารที่ส่งไป ต่อไปเื่สำคัญที่้าสื่อสารติดต่อกันจะทำผ่าน สถานเอกอัครราชทูต ของทั้งสองเมืองครับ”
“เอโลเวน... เ้ามีความเห็นอย่างไรกับเื่นี้?” ดาเรียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แววตาที่จดจ้องไปยังหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาของนาง
เอโลเวนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เพื่อตรึกตรองอย่างรอบคอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าเปี่ยมด้วยเหตุผล “ท่านผู้ปกครอง... เื่นี้เปรียบเสมือนดาบสองคม จะมองว่าเป็คุณก็ย่อมได้ หรือจะมองว่าเป็ภัยก็ย่อมไม่ผิด แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังทำข้อตกลงนี้กับใคร หากผู้นั้นคือมิตรแท้ สิ่งนี้ย่อมมิใช่เื่เสียหาย กลับกัน... การที่ต่างฝ่ายต่างส่งคนของตนไปประจำการอย่างเป็ทางการเช่นนี้ ยิ่งเป็บทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความจริงใจและความเชื่อมั่นที่มีให้แก่กัน”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากยอดรัก ดาเรียนก็ท่าทีผ่อนคลายลง ความกดดันในห้องทำงานจางหายไปแทนที่ด้วยการพยักหน้ายอมรับ
“เ้าหนุ่ม... กลับไปบอกทริสตันว่าเราตกลงตามข้อเสนอของมัน ให้คนของเ้าเตรียมรายละเอียดเื่วันเวลาและจำนวนคนมาให้เราพิจารณาอีกทีก็แล้วกัน”
เขาทิ้ง่ไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มขึ้นสีแดงก่ำด้วยความหมั่นไส้เพื่อนรัก
“แล้วก็... ฝากไปบอกมันด้วยนะว่า... ไอ้คนเฮงซวยเอ๊ย!”
สิ้นคำตะคอกอันดุดัน ดาเรียนก็ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง ปัง! จนเอกสารสั่นไหว ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เป็สัญญาณว่าเขายอมรับในความกะล่อนทว่าหวังดีของเพื่อนเก่าคนนี้อย่างเต็มอก
“ผู้น้อยจะนำคำกล่าวของท่านไปแจ้งแก่ท่านทริสตันมิให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียวครับ” แรกนาร์ตอบรับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะนำเสนอข้อหารือส่วนสุดท้าย
“ประการต่อมา... ทางเราใคร่ขอเชิญชวนเหล่าพ่อค้าจากเอเธลการ์ด ให้ไปเยี่ยมเยือนและเปิดหูเปิดตาที่ซิลเวอร์เรสบ้าง หากฝ่ายใดเล็งเห็นโอกาสในการขยายกิจการ เราก็พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับให้มาลงทุนทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้... หากท่านผู้ปกครองดาเรียนประสบปัญหาเื่จำนวนประชากรที่หนาแน่นเกินไป หรือมีกลุ่มผู้อพยพที่ยากจะจัดการดูแล ท่านสามารถส่งคนเ่าั้มายังซิลเวอร์เรสได้ทุกเมื่อ เรายินดีรับดูแลและจัดหาที่ทำกินให้แก่พวกเขาเองครับ”
เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ เพื่อเน้นย้ำถึงความพร้อม “ในส่วนของการอารักขาและคุ้มกันขบวนเดินทางไปยังเมืองของเรา ท่านมิต้องกังวลใจไป เพราะทางซิลเวอร์เรสจะเป็ผู้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยทั้งหมดเอง เพียงแต่ท่านแจ้งจำนวนคนผ่านทางสถานทูตของเราให้ทราบล่วงหน้าเท่านั้น”
แรกนาร์โน้มกายลงเป็เชิงขออนุญาตปิดการสนทนา “และท้ายที่สุดนี้... ผู้น้อยขอความอนุเคราะห์จากท่านผู้ปกครอง โปรดช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้แก่คณะเดินทางของเรา ในระหว่างที่พวกเราพักผ่อนและเลือกซื้อหาสิ่งของภายในเมืองเอเธลการ์ดครั้งนี้ด้วยครับ”
คำเสนอเื่ผู้อพยพทำให้ดาเรียนถึงกับอ้าปากค้างอย่างลืมตัว แววตาสั่นไหวด้วยความประหลาดใจ เพราะปัญหารากเืที่เขากำลังเผชิญอยู่คือจำนวนประชากรที่ล้นทะลักจนทรัพยากรเริ่มขัดสน ยิ่งมีผู้อพยพชุดใหม่เพิ่งหลั่งไหลเข้ามา ยิ่งทำให้เขาปวดหัวเวียนเกล้าจนแทบหาทางออกไม่เจอ
นี่เ้าทริสตันมันอ่านใจข้าออก หรือมันจงใจจะช่วยแบกรับภาระหนักอึ้งนี้ไปแทนข้ากันแน่?
ส่วนเื่การส่งพ่อค้าไปเจรจาหรือการดูแลความปลอดภัยให้คณะทูตนั้น สำหรับเขาแล้วถือเป็เื่เล็กน้อยที่ไม่สำคัญอะไรมาก ดาเรียนเอียงคอจ้องมองใบหน้าของนักการทูตหนุ่มตรงหน้านิ่งนาน แววตาคมกริบพยายามพินิจพิเคราะห์ทุกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าแรกนาร์ เพื่อค้นหาว่าภายใต้รอยยิ้มที่นุ่มนวลนั้นแฝงไปด้วยเจตนาซ่อนเร้นประการใดหรือไม่