ด้านหน้าสนามประลองตระกูลเย่ผู้คนหลายพันคนจ้องมองไปยังร่างเล็กๆ ทั้งสองบนสนามประลองบรรยากาศตึงเครียดหนักอึ้งทำให้รู้สึกหายใจหายคอไม่ออก
คนหนึ่งเป็ศิษย์สายหลักที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็พิเศษจากตระกูลอีกคนเป็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลที่รู้จักกันในนามขยะไร้ค่าการประลองในวันนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอดออกไปได้นับเป็เื่ร้ายแรงอย่างยิ่งสำหรับตระกูลเย่
เมื่อเห็นการมาถึงของเย่หยางเย่อวิ๋นก็ยิ้มมุมปาก"ไม่คิดว่าเ้าจะกล้าโผล่หัวมาจริงๆจะให้พูดว่าเ้ามีความกล้าหรือโง่เขลากันดีละเนี่ย การที่เ้ามาที่นี่ก็น่าจะรู้แล้วว่าตนเองจะต้องตายสถานเดียว”
เย่หยางมองเย่อวิ๋นพลางตอบอย่างใจเย็น "ยังเร็วไปที่บอกว่าข้าจะตายเป็เ้าไม่ใช่หรือที่กลัวการเข้าสู่สนามประลองเป็ตาย เหตุใดเ้าถึงมั่นใจนักหนา หรือว่า่สองสามวันมานี้เ้ากินข้าวแทนหญ้าเลยมีความกล้ามากขึ้น?"
“นี่เ้าคิดว่าข้าเป็ขยะไร้ประโยชน์เหมือนอย่างเ้างั้นหรือข้าแค่ตั้งใจแสดงจุดอ่อนให้เ้าเห็น ไม่คิดว่าเ้าจะติดกับเข้าจริงๆเ้าตัดสินใจมาประลองบนสนามประลองเป็ตายกับข้าแล้วต่อให้เสียใจเอาตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเ้าได้” เย่อวิ๋นยิ้มเยาะ
“ฮ่าๆ ไม่เลวๆ ในที่สุดเย่เฟิงก็ก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้นข้ารู้ว่านี่เป็กับดัก แต่ไม่คิดว่าพวกสมองหมูจะคิดเื่ดีๆ เช่นนี้ได้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก แต่เ้าแน่ใจจริงหรือว่าจะสังหารข้าได้” เย่หยางพูดไปยิ้มไปอย่างผ่อนคลาย
“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว สนามประลองเป็ตายไม่ว่าจะอยู่หรือตายขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิตแม้แต่ผู้นำตระกูลก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวได้แล้วเหตุใดข้าถึงจะสังหารเ้าไม่ได้เล่าก็แค่ขยะไร้ประโยชน์ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภา?” เย่อวิ๋นกล่าวอย่างเหยียดหยาม
“มาเถอะ…อย่าเสียเวลากันอีกเลย ข้าอยากรู้ว่าสุนัขอย่างเ้าจะมีความสามารถเพียงใดจะเอาชีวิตของข้าไปได้หรือไม่” เย่หยางก้าวไปข้างหน้าและกวักมือเรียกเย่อวิ๋นแสดงท่าทางให้ฝ่ายตรงข้ามลงมือ
“ในเมื่อเ้าอยากเกิดใหม่นัก ข้าก็ยินดีสนองเตรียมรับมือซะ ไอ้ขยะ!” ขณะตวาด หมัดก็ชกตรงเข้าใส่ใบหน้าเย่หยางอย่างแรง
ก่อนหมัดจะมาถึงแรงลมที่ซัดเข้ามาเหนือหมัดทำให้เส้นผมของเย่หยางพริ้วกระพือขณะที่หมัดของเย่อวิ๋นอยู่ห่างจากใบหน้าของเขาเพียงหนึ่งชุ่นเย่หยางหลบหลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะสามารถหลบหลีก ทำให้ร่างของเย่อวิ๋นเซถลาไปข้างหน้าสองสามก้าวก่อนจะหยุดชะงักด้วยความกระดากอาย
“จิ๊ๆๆ สมเป็กลยุทธ์ของสุนัข ใช้อุบายโง่ๆั้แ่เริ่มต้นต่อสู้ ต้องขอบคุณที่หลีกทางให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงเสียท่าไปแล้ว”เย่หยางส่ายหัวกล่าวด้วยความเศร้าใจ
เดิมทีการแข่งขันนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่ด้วยคำกล่าวกวนประสาทของเย่หยางทำให้ผู้ชมต่างมองหน้ากันอยากจะะเิหัวเราะออกมาแต่ก็ไม่กล้า
เย่ชิงเสวียนกับสาวคนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มเย่หยางช่างขบขันได้ตลอดเวลา ไม่คำนึงถึงสถานการณ์เลยจริงๆ
“ไอ้สารเลว! ข้าประมาทเกินไปมาดูกันว่าครั้งนี้ข้าจะหักกระดูกของเ้าได้หรือไม่” ขณะกล่าวเขาก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่เย่หยางอีกครั้ง
ครั้งนี้เย่หยางไม่ได้หลบการโจมตีแต่สวนหมัดกลับไปจนเกิดเสียงดังปัง!พลังทั้งสองปะทะกันทำให้พวกเขาถอยหลังกันคนละสองสามก้าว
ผู้ชมการประลองต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นเมื่อพิจารณาการโจมตีเมื่อครู่แสดงให้เห็นว่าฝีมือของเย่หยางกับเย่อวิ๋นสูสีกันมากซึ่งเกินความคาดหมายของพวกเขายิ่งนัก
อย่างที่รู้กันว่าพลังฝีมือดั้งเดิมของเย่หยางอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาปราณแท้ภายในร่างของเขาเรียกว่ายังห่างไกลจากเย่อวิ๋นที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภา
ผู้าุโหลายคนของตระกูลเย่แอบมองเย่หลิงเทียนด้วยความประหลาดใจแต่เมื่อเห็นว่าเขายังคงแสดงท่าทีสงบนิ่งต่างก็แอบสงสัยว่าเย่หยางกลับมาฝึกฝนได้แล้วงั้นหรือ
“บัดซบ!ปราณแท้ของเ้า...ปราณของเ้าไม่ใช่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภา เ้าคนโป้ปด”เย่อวิ๋นว่าอย่างมีโทสะ
“ผู้ใดบอกเ้าว่าตอนนี้ข้าอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาข้าไม่เคยบอกแม้แต่น้อย มีแต่เ้าเท่านั้นที่คิดเช่นนั้นเอง” เย่หยางตอกกลับอย่างเ็า
“ได้! ก็จริงของเ้า งั้นกล้าบอกข้าหรือไม่ว่าเ้าอยู่ระดับใดแล้ว” เย่อวิ๋นกล่าว
“บอกเ้าไปก็ไม่ใช่เื่เสียหายอันใดในฐานะนายน้อยตระกูลเย่ ข้าไม่เคยรังแกคนที่อ่อนแอกว่าระดับปัจจุบันของข้าก็เท่ากับเ้า หลอมรวมลมปราณขั้นหกนภารู้แล้วก็ไม่ต้องกลัวไปล่ะ” เย่หยางเอื้อมมือออกไปแตะจมูกตอบด้วยสีหน้าไม่แยแส
หลังจากได้ยินคำกล่าวของเย่หยางทั่วทั้งสนามประลองต่างพากันตกตะลึง
“อะไรนะ ของเขตฝึกตนของเย่หยางที่หยุดนิ่งมาหลายปีพัฒนาขึ้นแล้ว?”
“ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
“ความสามารถในการฝึกฝนกลับมาแล้ว แต่เขากลับเก็บเงียบไว้ทำให้ได้รับทรัพยากรฝึกฝนเท่ากับสาวกคนอื่นๆ ของตระกูลเย่หากก่อนหน้านี้เขาเปิดเผยมัน คงได้รับทรัพยากรเท่ากับศิษย์สายหลักไปแล้ว”
เย่ชิงเสวียนที่เคยกังวลแทนเย่หยางก่อนหน้านี้แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกปัจจุบันฝีมือของเย่หยางอยู่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาอย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวซึ่งถ้าวัดจากระดับพลังฝีมือแล้วดีไม่ดีเขาอาจจะชนะการแข่งขันนี้ก็เป็ได้
เย่หลิงเทียนที่สงบนิ่งอยู่ขอบสนามแสดงท่าทางตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำกล่าวของเย่หยางเมื่อสองวันก่อนที่เขาไปหาบุตรชายที่ห้องฝีมือของบุตรชายเขายังอยู่แค่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภาแต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันเขาก็ทะยานขึ้นอีกขั้นนับเป็ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อยิ่ง
ผู้าุโใหญ่กับผู้าุโสี่มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจแต่ไม่นานนักสายตาและท่าทีของพวกเขาก็สงบลง
ถ้าคนของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกันเล่า
เย่อวิ๋นตื่นตระหนกในตอนแรก ต่อมาก็ค่อยๆ สงบลง แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "สรุปฝีมือของเ้าตอนนี้อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาสินะ?ถึงกระนั้นก็ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาที่จะถูกสังหารในวันนี้หรอกเ้าจะต้องตายด้วยฝีมือของข้า จงแหกตาดูความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้าเสีย"
สิ้นเสียง ปราณแท้ก็ะเิออกจากร่างของเย่อวิ๋นพลังเอ่อล้นไปทั่วทั้งสนามประลอง เสื้อผ้าอาภรณ์พลิ้วกระพือเสียงดัง
“์ เป็ปราณแท้ที่ทรงพลังยิ่งนัก”
“เป็ไปไม่ได้!ฝีมือของเย่อวิ๋นอยู่แค่ระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาจริงหรือ ปราณแท้ของเขาทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร”
“หากพิจารณาจากปราณแท้ที่เขาะเิออกมาน่าจะอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาแล้ว”
เมื่อเย่หลิงเทียนเห็นแรงกดดันอันพลุ่งพล่านที่เย่อวิ๋นปลดปล่อยออกมาสายตาก็สาดประกายสงเย็นเยียบ แต่เขาก็รีบระงับมันอย่างรวดเร็วพร้อมมองไปข้างหน้าอย่างเ็า
“เป็อย่างไรเล่าเย่หยาง หมดหวังแล้วสินะยามนี้ฝีมือของข้าอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภา ส่วนเ้าก็เป็แค่พวกมือใหม่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภามือใหม่อย่างเ้าจะสู้ข้าได้อย่างไร จงคุกเข่าร้องขอความเมตตากับข้าเสีย บางทีข้าอาจจะเหลือซากศพไว้ให้กลบฝัง”เย่อวิ๋นมองเย่หยางด้วยสีหน้าดุร้าย
เมื่อเห็นพลังที่เย่อวิ๋นปลดปล่อยออกมาเย่หยางก็ยิ้มด้วยความรังเกียจ เมื่อเทียบมู่อวี่ฉิงแล้วแรงกดดันที่เย่อวิ๋นปลดปล่อยออกมาไม่ต่างจากผายลมไม่สามารถสร้างความเสียหายคุกคามใดๆ ต่อร่างกายหรือจิตใจของเขาได้แม้แต่น้อย
เย่หยางกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า "เฮ้อสิ่งที่ข้ากล่าวไปตอนต้นถูกต้องจริงๆ เ้าได้กินข้าว ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงได้แสดงท่าทางมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้แต่อายปราณของเ้าดูค่อนข้างยุ่งเหยิง บ่งบอกว่าสิ่งที่เ้ากินไปเป็ประเภทฝืนรีดเค้นศักยภาพต่อจากนี้ เ้าจะไม่สามารถบรรลุสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ไปได้ตลอดชีวิต"
เย่หยางมองเย่อวิ๋นด้วยความเสียใจ "เพื่อสังหารข้าเ้าถึงกับยอมเสี่ยงเอาอนาคตที่สดใสมาแลก ช่างเป็ราคาแลกเปลี่ยนที่สูงเหลือเกินถ้าให้ข้าเดาคนที่สัญญากับเ้าคงให้ผลประโยชน์แก่เ้ามากมายสินะ"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเย่หยางเย่อวิ๋นก็แสดงสีหน้าเ็ป หากเขาไม่ถูกบังคับจะต้องมาเสียสละมหาศาลขนาดนี้ได้อย่างไรทว่าเมื่อนึกถึงคำสัญญาถึงประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับหลังจากสังหารเย่หยางหัวใจของเขาก็ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
“เย่หยางหยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เ้าก็ต้องตายอยู่ที่นี่สถานเดียว ตายด้วยน้ำมือข้าก็ไม่ถือว่าเสียเกียรติเ้าตระกูลน้อยแล้วยอมรับชะตากรรมของเ้าเสีย” หลังจากเย่อวิ๋นเยาะเย้ยหมัดทั้งสองก็กำแน่นอย่างช้าๆ ปราณแท้โคจรหมุนเวียนออกมาจากร่างอย่างรวดเร็วบังเกิดเป็คลื่นพลังกดขี่มหาศาล
ปราณแท้ภายในร่างค่อยๆ ควบแน่นมาที่มือของเขาบังเกิดแสงเย็นอ่อนๆ เล็ดลอดออกมา เขากระทืบเท้าพุ่งทะยานไปหาเย่หยาง เมื่อเข้าใกล้ก็เหยียดกรงเล็บออกโจมตีเข้าใส่ลำคอของเย่หยาง
นี่คือวิชายุทธ์ระดับหวงขั้นต่ำ –‘กรงเล็บเหยี่ยว’
เย่หยางมองดูกรงเล็บที่พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าสงบนิ่งจากนั้นก็เหวี่ยงหมัดขวาออกไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ
‘ตูม!’
บังเกิดเสียงดังลั่นสายลมะเิกระจายออกไปทั่วทุกสารทิศแรงอัดดังกล่าวทำให้คนทั้งสองถอยไปไกลมากกว่าสิบก้าว ก่อนที่จะหยุดลง
เมื่อเย่อวิ๋นเห็นว่าเย่หยางยังคงมีท่าทางสบายดีก็อุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ "เป็ไปได้อย่างไรเ้ารับการโจมตีของข้าได้อย่างไร บัดซบ คงไม่มีแรงเหลือแล้วสินะ!"
เย่หยางตบฝุ่นออกจากร่างกายขณะกล่าวอย่างใจเย็น "อยากรู้ก็ลองดูสิ"
"สารเลว" เย่อวิ๋นร้องคำรามราวกับสัตว์ร้ายพลันพุ่งโจมตีเข้าใส่เย่หยางอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เย่หยางไม่ได้หลบอีกต่อไปแต่เลือกจะโจมตีสวนกลับไปแทน จนเกิดกระแสเสียงสายลมดังลั่น
ผู้เข้าชมการประลองต่างอึ้งตะลึง สิ่งที่เกิดขึ้นเกินกว่ามันสมองจะคาดคิดคำนวณได้
นายน้อยไร้ประโยชน์ดั้งเดิมของตระกูลเย่ก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภาได้อย่างไรทางด้านเย่อวิ๋นเดิมทีมีฝีมืออยู่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นหกนภา อยู่ๆก็ทะลวงขึ้นสู่ขั้นเก้านภาอย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งปัจจุบันเย่อวิ๋นอยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาแต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเย่หยางได้ วันนี้มีหลายเื่ให้พวกเขาตื่นตระหนกเหลือเกิน
“ไม่คิดว่านายน้อยเย่หยางจะทรงพลังมากขนาดนี้สามารถต่อสู้กับอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ตนอ่อนด้อยกว่า”
“ชิ! เ้าจะไปรู้อะไรนายน้อยของเราเป็อัจฉริยะั้แ่ยังเยาว์ เขาหลอมรวมลมปราณได้ั้แ่อายุสามขวบบรรลุขั้นสามนภาตอนอายุห้าขวบแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้การฝึกฝนของเขาหยุดนิ่งไปนานหลายปี”
“ฮ่าๆดูเหมือนอัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นในตระกูลเย่ของเราแล้วแต่ไม่รู้ว่าในอนาคตนายน้อยของพวกเราจะทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบได้หรือไม่”
เมื่อเห็นพลังฝีมือของเย่อวิ๋นทะยานขึ้นสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาหัวใจของเย่ชิงเสวียนก็มาจุกอยู่ที่ลำคอ มือหยกกุมอยู่ตรงหน้าอกแน่นดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
พอเห็นว่าเย่หยางไม่ได้เสียเปรียบเย่อวิ๋นแต่อย่างใดยังคงเผชิญหน้าต่อสู้กับผู้มากฝีมือระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาได้อย่างสูสีทำให้ความกังวลของนางคลายลง นางถอนหายใจและแอบคิดว่านายน้อยช่างน่ากลัวจริงๆ
สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้ผู้าุโสี่กับผู้าุโใหญ่นั่งไม่ติดเก้าอี้เขาแอบมองไปทางจ้าวหย่งเซิงซึ่งอยู่ไม่ไกลด้วยสายตามีเลศนัย จ้าวหย่งเซิงลอบพยักหน้า
เย่อวิ๋นในตอนนี้ต่อสู้ได้ไม่นานนักหากหมดแรงเขาจะไม่สามารถปลิดชีพเย่หยางในวันนี้ได้
ทันใดนั้นเย่อวิ๋นเห็นผู้าุโสี่ขยิบตาส่งสัญญาณเขากัดฟันถอยหลังกลับ กล่าวด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวว่า “เ้าบังคับข้าทำเช่นนี้เองนะวันนี้เ้าต้องตาย!!!”
ขณะพูดก็หยิบโอสถขนาดเท่าลูกลำไยออกมาจากแขนใส่ปากกลืนลงท้องชั่วครู่ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็สีแดง ดวงตาแดงก่ำน่าสะพรึงกลัวหน้าผากเต็มไปด้วยเส้นโลหิตปูดโปนจนแทบะเิออก ราวกับสามารถมองเห็นโลหิตไหลที่กำลังไหลอยู่ในหลอดเื
“เ้าตายแน่” เขาพุ่งตะครุบเข้าใส่เย่หยางราวกับคนคลุ้มคลั่งเสียสติ