หลี่เยว่ซินเดินไปยังมุมที่นั่งประจำของนาง โดยมีจ้าวหยางหลงเดินตามอยู่ข้างหลัง เขาไม่ค่อยเข้าใจหญิงสาวสักเท่าใด นางเป็ประเภทไม่ชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้า แต่กลับชอบพาตัวเองไปในที่ที่คนพลุกพล่าน
วันนี้นางพาเขามาที่หอหรูอี้ เป็ร้านอาหารตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คนสักหน่อย แต่อาณาบริเวณกว้างขวาง มีอาคารสองชั้น ล้อมรอบลานตรงกลาง ที่ลานด้านล่างมีเวทีและโต๊ะสำหรับนักเล่าเื่ พื้นที่รอบๆ แน่นไปด้วยโต๊ะสำหรับแเื่ที่เข้ามาเพื่อฟังเื่ราว ที่นี่ยังมีอาหารชั้นเลิศพร้อมชาชั้นดีไว้ให้ลูกค้าอีกด้วย
หลังจากที่คนทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว บ่าวในร้านซึ่งคุณเคยกับหลี่เยว่ซินเป็อย่างดี ก็เดินมารินน้ำชาและนำขนมที่หญิงสาวมักสั่งประจำมาวางไว้บนโต๊ะ โดนที่มิต้องบอกกล่าว
“เ้ามาที่นี่บ่อยหรือ” จ้าวหยางหลงอดถามมิได้
“บ่อยเพคะ” นางตอบเขาแค่ประโยคสั้นๆ ราวกับว่าถ้าพูดมากขึ้นอีกสัก2-3ประโยคจะทำให้นางเสียเวลาในการฟังสิ่งที่ชายด้านล่างกำลังเล่าเื่อยู่ตอนนี้
จ้าวหยางหลงลองสังเกตนางดู หากนางไม่หยิบขนมขึ้นมากิน ก็จะจิบน้ำชา หากแต่สายตาและสมาธิของนางกลับจดจ่ออยู่ที่เวทีด้านล่าง หากบางครั้งชายด้านล่างเล่าเื่ราวที่น่าตื่นเต้นหรือขำขัน นางก็แค่เบิกตาให้กว้างขึ้นพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย
ดูท่าทางของนางตอนนี้ อาจจะมิใช่ท่าทางปกติที่เคยกระทำอย่างแน่นอน ต้นเหตุคงมิพ้นการมีคนอย่างจ้าวหยางหลงมาร่วมโต๊ะในครั้งนี้ด้วยเป็แน่
จ้าวหยางหลงมิรู้ว่าเื่ราวต่างๆ ที่มักจะพบเห็นได้ที่แดนเหนือ กลับกลายเป็เื่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้นสำหรับชาวเมืองหลวง เื่เล่าระหว่างฝูงหมาป่ากับฝูงแกะ สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ขนปุกปุยสีขาวหรือที่ชาวเมืองซินโจวเรียกว่าหมีขาว หรือแม้กระทั่งเื่ของหิมะละลายเป็สายน้ำ
พวกเขาที่เพิ่งมาจากแดนเหนือเห็นเื่พวกนี้เป็เื่ปกติ เลยมิได้รู้สึกว่าสิ่งที่ได้ยินจากชายเล่าเื่จะน่าตื่นเต้น แต่พอเห็นหญิงสาวรู้สึกยังสนใจ เขาก็ได้เอ่ยปากถาม
“เ้าสนใจเื่ทางเหนือมากขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เพราะว่าพวกท่านเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง หลายโรงเตี้ยมเลยให้คนมาเล่าเกี่ยวกับเื่ที่แดนเหนือโดยเฉพาะ ก่อนหน้านั้นมีแต่เล่าเกี่ยวกับตำนานเทพเซียน ไม่ก็การเดินทางไปชมพูทวีปของนักบวชแล้วก็ลูกศิษย์ หากท่านเบื่อเราจะกลับก็ได้นะเพคะ”
หลี่เยว่ซิน นางลืมไปเสียสนิทเลยว่า บุรุษตรงหน้าผู้นี้คุ้นเคยกับแดนเหนือเป็อย่างดี เขาคงมิค่อยอยากฟังเื่ราวสักเท่าใด
“หากเ้าอยากฟัง ไว้วันหลังข้าพาเ้าไปที่ค่ายทหาร เวลาว่างพวกทหารมักชอบล้อมวงเล่าเื่กัน ไว้ข้าจะให้พวกเขาเล่าเื่เกี่ยวกับทางเหนือให้ฟัง”
หลี่เยว่ซินพอได้ฟังสิ่งที่จ้าวหยางหลงพูดออกมา ร่างกายนางก็เหมือนมีหาง มีหูงอกออกมา แถมยังกระดิกไปมาราวกับดีใจเหมือนได้กินขนมรสเลิศอย่างนั้น
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง” นางได้แต่รักษากิริยาเอาไว้ ไม่ให้ดีใจจนเกินงาม หากจ้าวหยางหลงรู้ว่าสิ่งนี้สามารถหลอกล่อนางได้ อาจจะไม่เป็ผลดีกับนางแน่นอน
“เ้าอยากออกเดินทางหรือ” จ้าวหยางหลงคาดเดาจากสิ่งที่นางชอบอ่าน ชอบฟัง เขาก็พอเดาได้ว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวตรงหน้าความใฝ่ฝันของนาง คงอยากที่จะเดินทางไปดูโลกกว้าง
“เพคะ หม่อมฉันอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ตอนเด็กหม่อมฉันเคยตามมารดาไปเจียงหนิง ที่นั่นมีทะเล ทิวทัศน์ที่งดงามไม่เหมือนกับเมืองหลวง”
“เ้าก็เลยไม่อยากถวายตัวเข้าตำหนักใน” จ้าวหยางหลงลองถาม เื่นี้เขารับรู้มาจากน้องชายของตนว่า ได้ให้สัญญากับนางไว้แล้ว ยังไงก็จะไม่ให้นางเข้าวังถวายตัวเด็ดขาด วังหลังที่สตรีหลายคนอยากจะเข้าไป แต่นางกลับปฏิเสธ
“เพคะ” นางได้แต่ยอมรับตามตรง วังหลังถึงจะกว้างใหญ่ แต่สระน้ำ ูเา แม้กระทั่งปลาในบ่อก็ยังเป็สิ่งที่คนสร้างขึ้นมา ยังไงเสียมันก็คือของปลอม
“แล้วการแต่งงานครั้งนี้หละ เ้ายินยอมหรือ” จ้าวหยางหลง ส่งคำถามที่เขาเองก็แอบถามตัวเองเช่นกัน หลี่เยว่ซินนางรักอิสระ มิชอบการถูกตีกรอบ นางจะยินยอมกับการแต่งงานครั้งนี้หรือ แล้วเขาเล่า เป็อิสระมาเกือบ25ปี อีกทั้งชีวิตของเขาก็อยู่แต่ในสนามรบ พร้อมที่จะพลีชีพได้ทุกเมื่อ เขายินยอมกับการแต่งงานครั้งนี้จริงๆ หรือ
“มิยินยอมหรอกเพคะ เพียงแต่ขัดขืนมิได้”
“แล้วท่านอ๋องหละเพคะ ยินยอมหรือ” ด้วยฐานะเช่นนางยากที่จะขัดขืนราชโองการ แต่กลับเขาแล้วเป็ชินอ๋อง ทั้งยังเป็พี่ชายของฮ่องเต้ หากไม่ยินยอมก็น่าจะง่ายกว่านาง
“ข้ามิชอบการผูกมัด แต่ก็รู้จะหาเหตุผลใดมาปฏิเสธ ชีวิตข้าเป็ทหารอยู่ในสนามรบ จะตายวันตายพรุ่งก็ยังมิรู้ ข้ามิอยากให้ใครต้องมาเป็ทุกข์เพราะข้า”
จ้าวหยางหลงตอบนางกลับ เพราะว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ การสูญเสียในสนามรบยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้ หลายครั้งที่เขาเห็นครอบครัวทหารที่พลีชีพ ความเศร้าเสียใจเ่าั้เขาไม่้าให้เกิดกับใครอีก
“ถ้าอย่างนั้น หลังจากแต่งงาน เราต่างคนต่างอยู่ได้ใช่ไหมเพคะ”
“ท่านอ๋อง อยู่ส่วนท่านอ๋อง หม่อมฉันอยู่ส่วนหม่อมฉัน เราไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ดีไหมเพคะ”
หลี่เยว่ซินแอบลองยื่นเงื่อนไขหลังแต่งงาน หากจ้าวหยางหลงเห็นด้วย เื่นี้ก็เหมือนจะเป็การดีทั้งสองฝ่าย นางและจ้าวหยางหลงไม่มีสิ่งใดผูกมัดกัน ต่างคนต่างอยู่ นางก็เหมือนกับแค่คนอาศัยตำหนักอ๋องเพียงเท่านั้น
“เ้าหมายความว่ายังไง” จ้าวหยางหลงได้ยิน ก็แอบประหลาดใจ มีหญิงใดบ้างที่ออกเรือนแล้ว มิ้าเกี่ยวข้องกับสามี มิอยากเป็ที่โปรดปรานของสามี
“ท่านอ๋องมิชอบการผูกมัด หม่อมฉันก็จะไม่ผูกมัดใดๆ กับท่านอ๋องแน่นอนเพคะ ท่านอ๋องจะออกรบหม่อมฉันจะแค่อวยพรให้ท่านอ๋องได้รับชัยชนะกลับมาเพียงเท่านั้น หม่อมฉันจะอยู่ในตำหนักอ๋องอย่างสงบเสงี่ยม
หากท่านอ๋อง้าจำกัดบริเวณในตำหนักของหม่อมฉันก็มิมีปัญหาเพคะ เพียงแต่ต้องอนุญาตให้หม่อมฉันออกไปข้างนอกได้เพคะ”
“เื่นี้เอาไว้คุยกันทีหลัง แต่ข้ารับปากเ้า หาแต่งงานแล้ว เ้าอยากออกไปไหน หรือ้าทำสิ่งใด ให้มาคุยกับข้า”
จ้าวหยางหลงยังประหลาดใจไม่หาย ยังมิทันได้เข้าพิธีสมรส ว่าที่ชายาของเขาก็ดูท่าทางจะไม่สนใจเขาเสียแล้ว
"นี่ข้าต้องแต่งชายาเช่นนางเข้ามาอยู่ในตำหนักจริงๆ หรือ"
เป็ประโยคที่ดังขึ้นมาในหัวของเขา หลังจากลองทบทวนการกระทำต่างๆ ของนางใน่ที่ผ่านมา
หลังจากใช้เวลาฟังคนเล่าเื่จบ จ้าวหยางหลงและหลี่เยว่ซินใช้เวลา่บ่าย เดินตามถนนทางด้านทิศเหนือไปเรื่อยๆ เพื่อดูชีวิตความเป็อยู่ของคนในเมืองหลวง
จ้าวหยางหลงแอบคิดถึงชาวเมืองซินโจวมิได้ หากที่ซินโจว ผู้คนสามารถค้าขาย ใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขแบบนี้คงจะดีไม่น้อย หลายครั้งซินโจวเจอพายุหิมะถล่ม ทำให้การสัญจรไปมาลำบาก การค้าขายหยุดชะงัก อาหารการกินก็มิได้สมบูรณ์แบบนี้
จ้าวหยางหลงแอบสังเกตท่าทีของหญิงสาว นางมิได้สนใจเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือเครื่องประทินผิวแบบที่สตรีเมืองหลวงเป็กัน แต่กลับชื่นชอบอาหาร หรือขนมรสเลิศ
บ่อยครั้งนางมักยื่นขนมขึ้นชื่อของเมืองหลวง หรือหากนางเห็นขนมหน้าตาแปลกใหม่ นางมักจะให้สาวใช้ซื้อมาให้ลิ้มลอง
พวกเขาสองคนใช้เวลาตลอดทั้งบ่าย ทำความคุ้นเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน นอกจากซีห่าวแล้ว นางคงเป็สตรีนางแรกที่เขาพูดจาด้วยนานขนาดนี้
“จ้าวอยากลอยโคมก่อน หรือจะไปหาที่นั่งพักสักครู่หรือไม่”
สำหรับเขา การเดินเล่นในเมือง ยังมิถือว่าเหน็ดเหนื่อยเท่าใด แต่เขามิรู้ว่าหญิงสาวที่เดินมากับเขานั้น นางจะยังสามารถเดินต่อไปได้แค่ไหน
“งั้นเราทานมื้อเย็นที่นั่นก่อน เสร็จแล้วค่อยไปลอยโคมต่อ ท่านอ๋องเห็นด้วยไหมเพคะ”
นางเสนอความคิดเห็น หากถามว่านางเหนื่อยไหม ต้องบอกว่าต่อให้เดินเที่ยวทั้งคืน ก็มิใช่ปัญหาสำหรับนาง การได้ออกจากบ้าน โดยที่มิต้องกังวลว่ากลับไปจะถูกทำโทษหรือไม่ นี่คือสิ่งที่นางคิดถึงมาเสมอ นางอยากหันไปขอบคุณใบเบิกทางเดินได้ของนางเสียเหลือเกิน
“เอาตามที่เ้าว่านั่นแหละ”
หลังจากใช้เวลาด้วยกันทั้งวัน เขาก็รู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้า นางไม่เหมาะที่จะอยู่แต่ในห้องหอเพียงอย่างเดียว นางชอบที่จะออกไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ ถึงแม้ว่านางจะไม่แสดงออกมาทางคำพูดก็ตาม แต่เขาสังเกตสายตาของนางนั้น มีแววความสุขเจือปนอยู่ไม่มากก็น้อย
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ ดวงตะวันก็ลับขอบฟ้า เป็เวลาของดวงจันทร์ขึ้นมาแทน คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง อีกทั้งที่เมืองจิ้นหยางวันนี้ยังคงมีงานฉลองชัยชนะจากแดนเหนือ จึงอนุญาตให้ชาวเมือง สามารถปล่อยโคมเพื่อเป็สิริมงคลแก่ชีวิตอีกด้วย
จ้าวหยางหลงและหลี่เยว่ซิน ต่างเขียนคำอธิษฐานและปล่อยโคมคนละอัน ก่อนที่จ้าวหยางหลงจะให้คนขับรถม้าอ้อมไปจวนสกุลหลี่ เพื่อส่งหญิงสาวให้ถึงจวนอย่างปลอดภัย
“อีก7 วันจะถึงวันพิธี เ้าก็คงจะยุ่ง หากมีอะไรให้ข้าช่วยก็ให้คนมาแจ้งที่ตำหนัก”
จ้าวหยางหลง รู้อยู่แล้วว่ากรมพิธีการต้องจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้อยู่แล้ว เพียงแต่เขาแค่อยากจะย้ำเตือนหญิงสาวอีกสักรอบว่าอีกไม่กี่วัน จะถึงวันพิธีสมรสของพวกเขาทั้งสอง
“เพคะ หม่อมฉันทูลลาท่านอ๋อง” หลี่เยว่ซินมิรู้ว่านางจะต้องพูดสิ่งใดตอบกลับไป จึงได้แต่รับคำแล้วกล่าวคำลา
“นางมิคิดจะพูดอะไรหน่อยหรือ”
จ้าวหยางหลง หันไปถามเฟยหงหลังจากที่นางเดินหายลับ เข้าไปในจวนสกุลหลี่เรียบร้อยแล้ว
“ท่านอ๋องอยากฟังสิ่งใด พ่ะย่ะค่ะ”
เฟยหงแอบกระเซ้าบุรุษผู้เป็นาย หลังจากได้ยิ่งคำพูดของหญิงสาว ก่อนที่จะพากันเดินทางกลับตำหนักอ๋อง
..............................................................................................
ไรท์:: ท่านอ๋องชวนน้องคุยเยอะๆ นะเ้าคะ น้องแค่ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า แต่ถ้าคุ้นเคยกัน น้องเม้าไฟแล่บแน่นอนค่ะ