BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 13 ทวารดวงดาวเลือดหยดนั้นย้อมกระดาษให้แดงฉานทันทีที่สัมผัสกับตำราหน้านั้นฟู่...หลินสวินชะงักไปด้วยความวิงเวียนที่แล่นปราดขึ้นมา ราวกับว่าวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างและเดินทางไปสู่โลกใบใหม่โดยสิ้นเชิง โลกที่มีสวรรค์ ภูเขาและสายธารงามตระการตาไม่มีที่สิ้นสุดบนยอดเหนือสุดของกลุ่มเขาที่สูงเทียมเมฆ บุรุษท่าทางสง่าผ่าเผยยืนเหม่อมองท้องฟ้าครามไกลออกไปโดยมีสองมือไพล่หลังด้วยผ้าคลุมและเรือนผมที่โบกสะบัดไปตามแรงลมโหยหวน เขาดูลอยสูงเหนือพื้นโลกและพร้อมจะบินทะยานไปกับสายลม
ฟึ่บ!และแล้วเขาก็เคลื่อนไหว ว่องไวปานสายฟ้าฟาด เพียงโบกมือครั้งเดียว กลุ่มเมฆสีหวานก็พลันส่องสว่างเป็นลำแสงจ้าแหวกผ่าท้องฟ้าคราม และพุ่งสูงขึ้นไปสู่ความเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่ ณ สุดขอบจักรวาลอันไกลโพ้นตึง!ลึกลงไปในความเวิ้งว้างของจักรวาลนั้น ประตูมิติหมุนวนปริออกด้วยอานุภาพแห่งลำแสงประตูนั้นหมุนวนด้วยความเร็วสูง ไม่ต่างจากปากอเวจีที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่าง มันปลดปล่อยพลังงานอันน่าหวาดหวั่นเข้าบิดเบือนอวกาศโดยรอบดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนถูกดึงดูดเข้าหาประดุจจะสักการะต่อประตูมิติ พวกมันตีวงโคจร ส่งเสียงครืนครันคำรามไปรอบๆ วังวนนั้น ก่อให้เกิดภาพอันชวนระทึกขวัญแต่อัศจรรย์ตาในความว่างเปล่าเหนือฟ้าครามขึ้นไปแหวกเวิ้งนภา สะเทือนจักรวาล กะเทาะประตูมิติสู่ความเวิ้งว้างด้วยมือเดียวโบก! หากไม่ประจักษ์แก่สายตา ใครเลยจะเชื่อว่ามีผู้ฝึกปราณที่ทรงพลานุภาพ จนสร้างแรงสะเทือนที่รุนแรงเช่นนี้ได้เพียงการโบกมือครั้งเดียวหลินสวินตกตะลึงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาได้เป็นประจักษ์พยานในสถานการณ์สุดสะพรึงเช่นนี้ ครั้งแรกเกิดขึ้นตอนที่เขาหนีออกมาจากคุกใต้เหมือง ฝ่ามือเหี่ยวย่นปริศนาอาบเปลวเพลิงสีม่วงกลบท้องฟ้าด้วยพลานุภาพทำลายล้าง!ตอนนั้นเองที่เขาตระหนักรู้ถึงพลังที่แท้จริงของผู้ฝึกปราณชั้นสูง ทำให้เขายิ่งมุ่งมั่นบนเส้นทางของตัวเองมากขึ้นแต่เมื่อเทียบกับคราวนี้แล้ว เหตุการณ์ฝ่ามือบดบังนภากลับธรรมดาไปเลยปัง!ยังไม่ทันจะเรียกสติคืนมาได้ หลินสวินก็ได้ยังเสียงระเบิดดังก้องอยู่ในหู ทำให้ปราณและเลือดของเขาเดือดพล่าน หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ร่างกายไม่สมประดีจนถึงขั้นกระอักเลือดออกมาทันใดนั้นเอง ลึกลงไปในประตูมิติที่หมุนวนอยู่พ้นขอบจักรวาล อุ้งมือของสัตว์ขนาดใหญ่ก็แหวกความเวิ้งว้างออกมาและกดแผ่นฟ้าครามด้วยความมาดร้าย อุ้งมือนั้นห่อหุ้มไปด้วยเกล็ดขาวเย็นเยียบ ขนาดมหึมาเสียจนภูเขาตรงหน้าเล็กเพียงก้อนกรวดกระจิริดสำหรับมัน และพร้อมปลดปล่อยพลังอันรุนแรงจนทำลายล้างทุกอย่างในบัดดล“ข้าได้เปิดทวารดวงดาวออกแล้ว ใครหน้าไหนที่คิดจะหยุดข้ามิให้ไปสู่อาณาจักรแห่งนิรันดร์ มันผู้นั้นจงหลบไปให้พ้น!”บุรุษผู้ทรงสง่าที่ยืนอยู่เหนือภูผาทั้งมวลเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก ประกายแสงปะทุขึ้นในฉับพลันที่เขาสะบัดปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เร็วเสียจนหลินสวินเองก็มองไม่ทัน ทันใดนั้นอุ้งมืออสูรชวนสะพรึงขวัญก็พลันหายวับ และโลหิตก็พรั่งพรูลงมาสู่พื้นดินอย่างน่าสะอิดสะเอียนแต่นั่นยังไม่สิ้นสุดเสียทีเดียว ทันใดนั้นร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก็ทะยานออกมาจากทวารดวงดาวนั้น เจ้าของร่างช่างงดงามและน่าเลื่อมใสดุจเปลวตะวันที่ให้แสงสว่างกับโลก“ฮ่าๆๆ แม้แต่เทพเซียนก็ยังถูกส่งลงมาหยุดข้าจากการบรรลุธรรมกระนั้นหรือ ช่างน่าประทับใจอะไรเช่นนี้!”บนยอดภูเขา บุรุษผู้งามสง่าระเบิดเสียงหัวเราะร่าอย่างระงับไม่อยู่ วางท่าราวกับหมิ่นแคลนผู้กล้าทุกคนบนโลกหลินสวินพิศวงไปกับเสียงจองหองนั่น ปราณและโลหิตในกายเขาพลุ่งพล่าน ร่างอันอ่อนแอของเขาสั่นรุนแรงไม่หยุด เขาพยายามหยุดมัน หากแต่จิตใจกลับปั่นป่วนและงุ่นง่านจนมองอะไรไม่เห็นราวกับเขาอยู่ในฝันร้ายที่ไม่อาจปลุกตัวเองให้ลืมตาตื่นไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หลินสวินมองผ่านความพร่ามัวออกไป เห็นว่าท้องฟ้ากำลังแตกสลายคล้ายใยแมงมุม เกิดเป็นหลุมดำหลุมแล้วหลุมเล่า ลูกไฟลุกโชนพุ่งจากนอกอวกาศตกลงมาเป็นสายประหนึ่งฝนอุกกาบาต แผดเผาภูเขาลำธารให้เป็นจุณ และทำลายทุกสรรพสิ่งเหมือนวันสิ้นโลกก็มิปาน! สวรรค์ถล่มลงมาเป็นห่าไฟลุกท่วมโลกทั้งใบดุจเตาหลอมแห่งความอลหม่านที่เผาไหม้และสังหารทุกชีวิตให้ราบคาบภูเขาถล่มล้มครืนมหาสมุทรคำรามครวญพืชพรรณเผาไหม้กลายเป็นเถ้าทุกชีวิตถูกปลิดลมหายใจราวกับวันพิพากษาได้มาถึงแล้วจริงๆมีเพียงร่างงามสง่าบนยอดภูผาที่เฝ้ามองภาพเหล่านี้ในความเงียบงัน มือยังคงไพล่หลังอย่างเคย โดดเดี่ยวลำพังอยู่เหนือเหตุการณ์ทั้งปวงหลังเงียบสงบมาเนิ่นนาน เสียงถอนหายใจหนักยาวก็ดังสะท้อนไปทั้งแดนสวรรค์และโลกมนุษย์... “โชคไม่เข้าข้างข้าเสียจริง!”วินาทีนั้นเอง เหมือนมีใครสัมผัสลึกลงไปในหัวใจของหลินสวิน ความรู้สึกท้อแท้ผิดหวังและไม่พอใจพวยพุ่งผสมปนเปกันขึ้นมาแล้วจู่ๆ ข้างกายของร่างงามสง่าก็ปรากฏโลงศพทองแดงยาวสิบจั้งโผล่มาจากไหนไม่มีใครรู้ พื้นผิวโลงสลักลวดลายซับซ้อนชวนพิศวงเป็นจำนวนมากเขาก้าวขึ้นข้างหน้าและเปิดฝาโลงนั้นออกตอนที่หลินสวินคิดว่าเขากำลังจะฝังตัวเองลงไปในโลงศพทองแดงนั้น ชายผู้ทรงพลานุภาพกลับคว้าเอาม้วนตำราพับหนึ่งและด้ามสลักออกมาโยนลงไปในโลงนั้นแทน เขาแบกโลงศพนั่นไว้บนบ่าแล้วก้าวจากไปหลินสวินตกตะลึงเมื่อเห็นว่าของสองสิ่งนั้นคือสมบัติสองชิ้นเดียวกันกับที่ท่านลู่ได้เคยมอบให้เขาไว้!ชู่!แทบจะพร้อมกับที่เขากำลังจะก้าวจากไป ชายผู้ทรงพลานุภาพดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงบางอย่าง เขาหยุดกึกและหันหลังกลับทันที แค่การเหลือบหันมามองเท่านั้น ทว่าสายตาของเขากลับเหมือนสามารถมองผ่านมิติอันกว้างไกลมาได้ในชั่วพริบตานั้นเอง หลินสวินรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยสายฟ้า เสียงครืนครันลั่นออกมาจากส่วนลึกในจิตวิญญาณของเขา ภาพเหล่านั้นในหัวพลันแตกกระจายคล้ายเศษแก้วขณะเดียวกันเขาก็อดไม่ได้กระอักเลือดออกมาเต็มปาก ใบหน้าที่แต่เดิมอ่อนโรยและซีดเซียวอยู่แล้วกลับขาวซีดลงอีกเขาตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงและควบคุมไม่ได้ รู้สึกราววิญญาณของเขาถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ร่างท้วมท้นไปด้วยความเจ็บปวดยากจะพรรณนาที่รุนแรงราวกับว่าเขาจะขาดใจได้ทุกเมื่อและทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เกิดจากหยดเลือดเล็กๆ หยดเดียวที่กระทบกับหน้ากระดาษสุดท้ายของม้วนตำราไร้ชื่อเล่มนั้นตอนนี้ม้วนตำราพับดังกล่าวยังเปิดกางอยู่ที่หน้าสุดท้าย โดยมีด้ามสลักวางนิ่งอยู่ไม่ไกลกันโลหิตที่หลินสวินกระอักออกมาเปรอะไปทั่วหน้าสุดท้าย ย้อมกระดาษให้กลายเป็นสีแดงฉาน แต่ตอนนี้หลินสวินไม่อาจมามัวใส่ใจกับมันได้ เพราะเขารู้สึกว่าปราณในร่างอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว และวิญญาณของเขาก็กำลังแตกเป็นเสี่ยงราวกับเขากำลังจะตายในไม่ช้าทำไมถึงเป็นอย่างนี้หลินสวินสับสนและหวาดหวั่น ท่านลู่บอกเขาว่าในม้วนตำราและด้ามสลักนั้นมีความลับชวนตะลึงซุกซ่อนอยู่ ครั้นเผยมันออกมาแล้ว แม้แต่คนอย่างเขาที่ชีพจรวิญญาณถูกพรากไปจากกาย ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตา ท้าทายทวยเทพได้แต่หลินสวินไม่เคยคาดคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มเค้นความลับนั้นออกมาเขาเห็นภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อเหล่านั้น ภาพกรรมวิธีสะเทือนขวัญที่ชายผู้ทรงพลังคนนั้นทุบทวารดวงดาวให้เปิดออก ภาพแดนสวรรค์และโลกมนุษย์ถล่มทลาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายกลายเป็นจุณ วันโลกาวินาศโดยแท้!และเพราะภาพเหล่านั้นเอง ที่ทำให้พลังปราณและโลหิตทั่วทั้งร่างของเขาเดือดพล่าน วิญญาณของเขาราวถูกฟาดด้วยสายฟ้า ไม่อาจหยุดยั้งมิให้ปราณไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้อีกต่อไปนี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่ใครก็ตามที่เห็นภาพนี้ล้วนต้องตายเหมือนกันหรือไม่ไม่สิ!ท่านลู่ต้องเคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อน แต่เขาก็ยังรอดมาได้ แล้วทำไมข้าถึงจะไม่รอดบ้างเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลินสวินก็ประจักษ์แก่ใจว่าทั้งหมดเป็นเพราะระดับการฝึกปราณและความทนทานอันอ่อนด้อยของเขาเอง ที่นำพาเขามาสู่ประตูมรณะเช่นนี้ความจริงเป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ ตลอดหลายปีมานี้ ผู้ฝึกปราณทุกคนที่ได้ครอบครองตำราและด้ามสลักเหล่านี้ล้วนทรงพลานุภาพด้วยพลังที่แข็งแกร่งและเหนือชั้น ภาพที่ปั่นป่วนหลินสวินอยู่ในขณะนี้ไม่อาจทำอะไรจิตใจของพวกเขาได้เลยแต่หลินสวินแตกต่างออกไป เขาเพิ่งบรรลุขั้นที่สองของระดับกำลังภายในอย่างขั้นรากฐานมั่นคง ยิ่งกว่านั้นเขายังมีร่างกายที่อ่อนแอ เส้นลมปราณและเส้นโลหิตที่เฉื่อยชาจากบาดแผลที่รักษาไม่หาย ยามเห็นภาพเหตุการณ์นั้น ความสั่นสะเทือนและแรงปะทะที่เขาต้องแบกรับหลังเหล่านั้นไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจะรุนแรงสักเพียงไหนถ้าไม่ใช่เพราะความอุตสาหะอันเหลือล้นของเขาแล้วไซร้ ร่างของเขาคงแหลกสลายไปนานแล้วแต่ถึงแม้เขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็หาได้ห่างไกลจากความตายเลย...หลินสวินไม่รู้สึกตระหนกอะไร การสงบจิตสงบใจและทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้อย่างรวดเร็ว เป็นนิสัยที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว และความสงบนิ่งในใจของเขานั่นเองที่นำเขาไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เขาไม่อาจยอมแพ้ต่อชีวิตทั้งที่ยังฝึกปราณได้เพียงเท่านี้แล้วต้องทำอย่างไรต่อไปล่ะหลินสวินเหลือบมองหน้าสุดท้ายของม้วนตำรา แลเห็นว่าลวดลายประหลาดบนกระดาษแผ่นนั้นโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉานของเขา เขาพลันขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณลวดลายประหลาดนั้นดูไม่เหมือนรอยสลักวิญญาณ ลายเส้นแหว่งวิ่น ซีดจาง ยุ่งเหยิงและสลับซับซ้อนนั้น ยากจะหาคำใดมาอธิบายความประหลาดของมันได้หรือภาพต่างๆ ที่เขาเห็นเมื่อครู่จะเป็นผลพวงมาจากลวดลายพิสดารเหล่านี้กันเล่าหลินสวินไม่อาจบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขากำลังจะตายอยู่แล้วแท้ๆ แต่กลับไม่สามารถละความสนใจไปจากลวดลายประหลาดเหล่านี้ได้เลย“หากลวดลายเหล่านี้คือรอยสลักวิญญาณอันแหว่งวิ่นที่ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อน แล้วใครกันเล่าที่เป็นคนจารึกมัน”หลินสวินนึกถึงร่างของชายผู้กล้าที่ยืนเฉิดฉายตามลำพังอยู่บนยอดผาทั้งปวง แล้วสายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นด้ามสลักสีเทาที่วางอยู่ข้างกันบนโต๊ะหรือนี่คือด้ามสลักที่ใช้จารึกลวดลายพิสดารนั้นไม่อาจบอกได้ว่าเกิดจากความคิดชั่ววูบหรืออะไรดลใจ หลินสวินคว้าด้ามสลักสีเทาเข้มไว้มั่น เขาสูดหายใจลึกแล้วแตะปลายของมันลงบนลวดลายพิสดาร ขณะที่ต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมานที่พลุ่งพล่านทั่วร่างกายด้วยความอดทนปลายด้ามสลักแหลมคมดุจใบมีดแต่มีสีทึมเทา เมื่อมันสัมผัสลงไปบนลวดลายพิสดารนั้น กลับไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นชั่วขณะที่ความรู้สึกสิ้นหวังแล่นขึ้นมาในอกของหลินสวินเล็กน้อยนั้น รูม่านตาของเขาก็พลันหดตัวในบัดดล รอยเลือดที่เขาสำลักลงเปรอะท่วมหน้าสุดท้ายของตำราเริ่มดิ้นพล่าน และค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ด้ามสลักในมือของเขาชิ้ง!เสียงกระจ่างใสดังขึ้น ฟังดูเหมือนเสียงกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในหุบเหวลึกพลันถูกชักออกมาจากฝัก หลังจากหลับใหลเป็นเวลานานร่างของหลินสวินแข็งทื่อไปทั้งตัวไม่อาจขยับได้ ถูกพลังอำนาจที่ไม่อาจท้าทายเข้าสิงสู่และบังคับร่างกายของเขา แต่ด้ามสลักสีเทาเข้มในมือของเขากลับดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมา! มันส่องประกายระยิบระยับชวนพิศวง และบังคับให้ข้อมือและนิ้วของเขาวาดเค้าโครงอะไรบางอย่างลงบนลวดลวยพิสดารนั้น...
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ