“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันจำอะไรได้สักอย่าง พวกคุณเป็ใครคะ” สายลับศูนย์ หนึ่ง สี่ เริ่มการแสดงของคนความจำเสื่อมที่ไม่รู้อะไรจริงๆ(ไม่เสื่อมก็เหมือนเสื่อม) เธอคิดว่าต้องแสดงเป็คนความจำเสื่อมเท่านั้นจึงจะสามารถรู้ข้อมูลของที่นี่และคนเหล่านี้ได้อย่างเนียนๆ
“เอ๋ ลูกจำอะไรไม่ได้เลยหรืออวี้เอ๋อร์”ชายผู้ใหญ่ทำหน้าใถาม
“ค่ะ จำไม่ได้เลย” สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ ตอบ
ทุกคนมองหน้ากัน
บุตรชายคนโตพูด “น้องรองพูดภาษาแปลกๆ นะ แม้แต่การพูดน้องรองก็พูดผิดแปลกไปจริงๆ”
สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ “...........”
ทุกคนทำหน้าอึ้ง แล้วสตรีคนนั้นก็พูดขึ้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของทุกคน
“ไม่เป็ไรลูก ประเดี๋ยวพอกลับบ้านแล้วแม่จะพาลูกไปพบท่านหมอ ให้ท่านหมอช่วยดูให้”
ชายผู้ใหญ่พูดขึ้นบ้าง “ใช่ๆ ถ้าลูกจำอะไรไม่ได้ประเดี๋ยวพวกเราค่อยๆ แนะนำและช่วยลูกรื้อฟื้นความทรงจำได้ ลูกไม่ต้องเป็กังวล”
ทุกคนพยักหน้าเพื่อให้นางผ่อนคลาย
“ข้าก็จะช่วยด้วยขอรับ” เด็กน้อยพูดอย่างน่ารัก
“ว่าแต่...” จู่ๆ สตรีคนนั้นก็พูดขึ้นมา
“ศีรษะลูกมีาแหรือ แล้วใครช่วยรักษาให้เ้า”
สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ ลืมนึกถึงเหตุผลแก้ตัวจึงนิ่งงันไป แล้วคิดว่า เด็กคนนั้นว่าเธอพูดจาแปลกๆ เธอคิดๆๆๆ ว่าเธอแปลกตรงไหนแล้วในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ และทดสอบว่าเป็อย่างที่คิดไหม ‘สงสัยต้องลองพูดแบบจีนโบราณดูซิ จะว่าฉันพูดแปลกๆ อีกไหม’
เมื่อคิดได้เธอก็ตอบ “ข้าไม่รู้”
“เอ๋” ทุกคนอุทานพร้อมกันและทำหน้างุนงง เธอจึงพูดต่อ
“เื่ราวก่อนหน้า ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้ารู้แค่ว่าข้าฟื้นขึ้นมาที่ใต้หน้าผาตรงโน้น(ชี้นิ้วไปที่ใต้หน้าผาที่เธอฟื้นขึ้นมา) ข้ารู้สึกเจ็บที่ศีรษะพอข้าคลำๆที่ศีรษะดู จึงรู้ว่าข้าศีรษะแตก ขณะที่ข้ากำลังมึนๆ งงๆก็มีคนผ่านมาและช่วยรักษาแผลให้ข้า”
“แล้วคนที่ช่วยรักษาให้ลูก เขาไปที่ไหนแล้วเล่าเขาเป็ใครหรือ” ชายผู้ใหญ่ถาม
“ข้าไม่ทราบเ้าค่ะ พอเขารักษาข้าเสร็จ เขาก็จากไปเขาบอกว่าเขารีบ ข้าเกรงใจเขา เพราะแค่เขาช่วยรักษาข้า ข้าก็รู้สึกเป็พระคุณแล้ว”สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ ตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จเพื่อความสมจริง จนคนฟังเชื่อ
ในที่สุดชายผู้ใหญ่ก็พูดขึ้น “เอาละ เอาละ ไม่เป็ไรไม่เป็ไร เพียงแค่เ้าปลอดภัยก็ดีแล้วประเดี๋ยวเราค่อยทบทวนความทรงจำให้เ้าก็แล้วกัน”
สายลับ ศูนย์ หนึ่ง สี่ พยักหน้าตอบ “เ้าค่ะ”
ชายวัยกลางคนพูดแนะนำตัว “ข้าเป็พ่อของเ้า แซ่มู่ชื่อหยางเซิง นี่ท่านแม่ของเ้า ชื่อเหม่ยเอิน หลินเหม่ยเอิน นี่พี่ชายของเ้าหยางิ่ และนี่ก็น้องชายของเ้า หยางเฉิน ส่วนเ้า ชื่อเหม่ยอวี้ มู่เหม่ยอวี้”
“เหม่ยอวี้ ที่แปลว่า หยกที่งดงามหรือเ้าคะ” สายลับศูนย์ หนึ่ง สี่ ถาม
“ใช่แล้ว เหม่ยอวี้ หมายถึง หยกงดงาม” มู่หยางเซิงตอบ
มู่เหม่ยอี้พยักหน้ารับและพูดปากขมุบขมิบทบทวนสิ่งที่มู่หยางเซิงบอก “ท่านพ่อชื่อ หยางเซิง ท่านแม่เหม่ยเอิน พี่ใหญ่ หยางิ่ และน้องเล็ก หยางเฉิน”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องเล็ก ข้ามู่เหม่ยอวี้ ยินดีที่ได้รู้จักเ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้พูดขึ้นหลังจากทบทวนชื่อ
ท่านพ่อ “..............”
ท่านแม่ “..............”
พี่ใหญ่ “..............”
น้องเล็ก “..............”
ทุกคนอึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ทุกคนรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของมู่เหม่ยอวี้ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ ในที่สุดพ่อก็เรียกสติทุกคน“เอาละ เอาละ ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็กลับบ้านกันเถอะ ประเดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน
“เ้าค่ะ/ขอรับ” ทุกคนขานรับคำของท่านพ่อ
หลังจากที่พูดคุยกันมาั้แ่ในป่าจนถึงบ้านทำให้มู่เหม่ยอวี้รู้ว่า ตนไม่ได้หลงมาในยุคจีนโบราณจริงๆนางคิดว่านางน่าจะหลงมาในมิติคู่ขนาน ที่มีลักษณะต่างๆ และการใช้ชีวิต รวมถึงภาษาคล้ายกับคนจีนในยุคโบราณ นางคิดว่า ยังดีหน่อย ที่ยังพอมีอะไรให้อ้างอิงความคล้ายคลึงกันได้บ้างจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข (รึเปล่านะ) จากการบอกเล่า ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคว้นจ้าว หมู่บ้านฟางหรงเป็หมู่บ้านที่ตั้งในพื้นที่ชายป่าของหุบเขาฟางหรง มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควรชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะไปล่าสัตว์บ้าง หาพืชสมุนไพรในป่าบ้าง เพื่อประทังชีวิตบางคนก็เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช สรุปง่ายๆ คือ เกษตรกรรมนั่นเองหมู่บ้านนี้ห่างจากตลาดที่อยู่ในตำบลประมาณแปดลี้ บ้านของพวกนางอยู่ใกล้ชายเขาสาเหตุที่นางไปตกหน้าผาได้ เพราะวันนี้ยามเหม่า มู่หยางเซิง ท่านพ่อของนางและมู่หยางิ่ พี่ใหญ่ของนาง ไปล่าสัตว์บนูเา นางแอบตามไปโดยไม่ให้ใครรู้ซึ่งปกตินางเป็คนดื้อรั้น และแสนงอน ใครพูดไม่เข้าหูก็จะงอน ไม่พูดไม่จากับใครเมื่อวานนางทะเลาะกับมู่หยางิ่ พี่ชายของนาง แล้วนางก็งอนเงียบหายไปเลยตอนเช้ามู่หยางเซิงและมู่หยางิ่เข้าป่าตามปกติ ใครจะไปคิดล่ะว่ามู่เหม่ยอวี้จะตามไป จึงไม่ได้สนใจอะไร มารู้ตัวอีกทีว่ามู่เหม่ยอวี้หายไปก็ตอนที่กลับมาถึงบ้านในยามอิ๋นแล้ว เห็นหลินเหม่ยเอินกำลังเดินลุกลี้ลุกลนน้ำตานองหน้า บอกว่ามู่เหม่ยอวี้หายไป
หลินเหม่ยเอินและมู่หยางเฉินช่วยกันออกตามหาภายในหมู่บ้านบ้านที่คาดว่ามู่เหม่ยอวี้อาจจะไป แต่ก็ไม่พบจากนั้นทุกคนจึงพากันออกตามหามู่เหม่ยอวี้บนูเาโดยคิดว่ามู่เหม่ยอวี้อาจจะแอบตามไปก็เป็ได้ แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆเพราะพบเห็นร่องรอยการเดินผ่าน จึงแกะรอยตามหาจนไปพบนาง
นอกจากเื่ทั่วๆไปของที่นี่ และสาเหตุของการตกหน้าผาแล้วมู่เหม่ยอวี้ยังได้ทราบว่า ท่านพ่ออายุสามสิบห้าปี ท่านแม่อายุสามสิบสามปีพี่ใหญ่อายุสิบห้าปี น้องเล็กอายุแปดปี และมู่เหม่ยอวี้อายุสิบสามย่างสิบสี่ปีที่บ้านค่อนข้างยากจน ไม่ถึงกับไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ แต่ก็อยู่กันอย่างยากลำบากท่านพ่อกับพี่ใหญ่มักจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์บ้าง หาพืชสมุนไพรบ้าง เหมือนๆกับชาวบ้านแถวนี้ บางวันก็ได้สัตว์มาขายบ้าง บางวันไม่ได้อะไรนอกจากผักหญ้าเล็กๆน้อยๆ ส่วนท่านแม่ก็อยู่บ้านปักผ้าไปส่งให้ร้านค้าบ้างพอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย น้องเล็กยังเด็กนักแต่ก็ขยันและเป็เด็กดี พยายามช่วยท่านแม่ทำงานบ้าน ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างไม่ค่อยได้เล่นแบบเด็กทั่วไปเท่าไรนัก ทุกคนทั้งหมดในบ้านนี้คนที่สบายดีที่สุดคงจะเป็มู่เหม่ยอวี้ เพราะนางไม่ค่อยหยิบจับช่วยมารดาทำสิ่งใดนอกจากจะดื้อรั้นไม่ค่อยเชื่อฟังแล้ว ในยามที่ไม่ได้ดังใจ นางก็จะงอน เงียบไปเฉยๆไม่พูดไม่จากับใคร และมักจะบ่นว่า เพราะเกิดเป็ลูกของท่านพ่อท่านแม่แบบนี้ตนถึงได้ลำบาก ทำไมตนไม่เกิดเป็ลูกของคนรวยๆ บ้าง
‘เฮ้อ แค่ได้ฟังก็รู้สึกหงุดหงิดแฮะ คนอะไรกันเนี่ย’มู่เหม่ยอวี้คนใหม่คิด
‘เพราะยากจนแบบนี้สินะ ทุกคนในครอบครัวนี้ จึงได้ผอมแห้งเอาเถอะ ในเมื่อข้ามาอยู่ที่นี่พร้อมกับฮอลมิติตัวช่วยที่สุดแสนจะอลังการงานสร้างเสียขนาดนี้ต่อไปนี้ข้าจะทำให้ครอบครัวนี้หลุดพ้นจากความยากลำบากอย่างแน่นอน’