บทที่ 20 ่เวลาแห่งความยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง
เฟิ่งซีะโโลดเต้นมาอวดกับจวินเหวิน หลังจากได้รับคำตอบที่แน่นอนแล้ว
"ศิษย์พี่ห้า ดินแดนลับเทียนลวี่กำลังจะเปิดแล้ว ตอนนั้นท่านจะไปอย่างไรหรือ?"
จวินเหวินเบ้ปาก "จะไปยังไงได้อีกล่ะ? ก็ต้องขี่กระบี่ไปสิ! สำนักอื่นทั้งสามแห่งจะนั่งเรือเหาะไป แต่อาจารย์ของพวกเราขี้เหนียว เกรงว่าคงไม่ยอมควักเงินแน่!"
แม้ว่าสำนักเสวียนเทียนจะเพิ่งขุดพบเหมืองหินิญญาชั้นเลิศ แต่เพราะก่อนหน้านี้มีหนี้สินมากมายเหลือเกิน ดังนั้นความเป็อยู่ของสำนักจึงดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เื่เรือเหาะนั้นอย่าได้คิดฝันไปเลย
เฟิ่งซีได้ฟังแล้วถอนหายใจ "ก็จริงอยู่ สำนักเสวียนเทียนของพวกเรายังคงยากจนเกินไป!
ศิษย์พี่ห้า ถึงตอนนั้นท่านพาข้าไปด้วยนะ!"
"ศิษย์น้อง ความสามารถของข้ายังมีจำกัด หากเป็ระยะทางใกล้ ๆ ก็พอไหว แต่ดินแดนลับเทียนลวี่อยู่ห่างจากสำนักเสวียนเทียนของพวกเราถึงสามวัน แม้แต่ข้าเองยังต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพาเ้าไปด้วย" จวินเหวินกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ
"หรือว่า ข้าจะหาคนมาผลัดกันพาเ้าไปดีหรือไม่!"
เฟิ่งซีมองเขาด้วยสายตาเหมือนเหล็กที่ไม่ยอมกลายเป็เหล็กกล้า "ศิษย์พี่ห้า ท่านยังอ่อนแอเกินไป!"
"ต้องบำเพ็ญเพียรให้ดี ๆ มิเช่นนั้นช่องว่างระหว่างท่านกับข้าจะยิ่งห่างออกไปทุกที!"
จวินเหวิน "......"
เ้าไม่รู้ตัวหรือ? ข้าบำเพ็ญถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสามแล้ว เ้ายังอยู่แค่ขอบเขตกลั่นลมปราณที่แทบใช้พลังิญญาไม่ได้ เ้ามีหน้ามาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?
ขณะที่จวินเหวินกำลังบ่นอยู่ในใจ เฟิ่งซีก็ถอนหายใจแล้วกล่าว "ก็ได้ แต่เดิมข้าตั้งใจจะอาศัยกระบี่ของท่านไปยังพื้นที่ลับแห่งเทียนลวี่ แต่เมื่อวรยุทธ์ของท่านอ่อนด้อยเกินกว่าจะพาข้าไปได้ ข้าก็จำต้องให้สิงโตทองพาข้าไปแทน!"
ปฏิกิริยาแรกของจวินเหวินคือ คิดว่าเฟิ่งซีเพี้ยนไปแล้ว สิงโตทองเกลียดนางขนาดนั้น มันไม่เหยียบนางให้ตายก็บุญแล้ว ยังจะมาเป็พาหนะให้นางอีกหรือ?
อีกอย่าง ตัวปัญหาตนนั้นมีสถานะพิเศษในสำนัก อย่าว่าแต่จะเป็พาหนะเลย ไม่ก่อเื่วุ่นวายก็ต้องขอบคุณ์แล้ว!
เฟิ่งซีคาดเดาความคิดของเขาได้ จึงเอามือไพล่หลังและเชิดหน้าขึ้นพูดว่า "คิดว่าข้าโม้หรือ? หากไม่เชื่อก็ไปถามอาจารย์ดูสิ"
จวินเหวินจึงไปถาม จากนั้นทั้งร่างก็ตกอยู่ในความสับสนงุนงง
เื่นี้เป็ความจริงงั้นหรือ?
เหตุใดศิษย์น้องอ่อนด้อยผู้นี้ถึงทำเื่น่าตื่นตะลึงได้อยู่เรื่อย
เฟิ่งซีกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจ
"ที่จริงข้าไม่อยากให้มันมาเป็พาหนะของข้าเลย นอกจากจะมีรูปร่างอัปลักษณ์แล้ว ยังโง่เขลาอีก การให้มันเป็พาหนะของข้า ช่างทำให้บารมีของข้าด้อยลงจริง ๆ"
"ช่วยไม่ได้ มันอ้อนวอนข้าไม่หยุด ข้าก็ใจอ่อนเสียด้วย จึงจำต้องตอบตกลงไป..."
จวินเหวิน "..."
หากไม่โอ้อวดเช่นนี้ เ้าจะตายหรือไร!?
เฟิ่งซีลำพองใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดเื่สำคัญ
"ศิษย์พี่ห้า ใกล้ถึงเวลาที่ดินแดนลับจะเปิดแล้ว เหตุใดศิษย์พี่ใหญ่และคนอื่น ๆ ยังไม่กลับมาเลย"
จวินเหวินอธิบายว่า "ดินแดนลับเทียนลวี่นั้นเปิดให้เฉพาะผู้ฝึกวิชาที่ต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น และทุกคนมีโอกาสเข้าได้เพียงครั้งเดียว ศิษย์พี่ใหญ่และคนอื่น ๆ ล้วนเคยเข้าไปมาก่อนแล้ว"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของจวินเหวินดูหม่นหมองลงเล็กน้อย
"พวกเราสำนักเสวียนเทียนใน่หลายปีมานี้ ศิษย์ใหม่ที่เข้ามาล้วนมีพร์ธรรมดาทั้งสิ้น ศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีไม่มากนัก ตำแหน่งที่เหลือจึงต้องให้ศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณไปแทน
คาดว่าครั้งนี้ผลงานของสำนักเสวียนเทียนของพวกเราคงต้องรั้งท้ายอีกแล้ว
ตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่กับคนอื่น ๆ เข้าร่วมนั้น เป็รุ่นที่สำนักเสวียนเทียนของพวกเราทำผลงานได้ดีที่สุด ได้อันดับสามมา น่าเสียดายที่ข้าไปไม่ทัน..."
เฟิ่งซีพูดแทรกขึ้นมาว่า "ศิษย์พี่ห้า พูดมาตั้งนานแล้ว ดินแดนลับเทียนลวี่เป็อย่างไรกันแน่?"
"ตามตำนานเล่าว่า ดินแดนลับเทียนลวี่เกิดจากรองเท้าของผู้ทรงพลังท่านหนึ่งแปรสภาพ ภายในนั้นมีพลังวิเศษเข้มข้นและมีพืชวิเศษหายากงอกเงยอยู่มากมาย เมื่อถึงเวลาประลองกัน จะคิดคะแนนจัดอันดับจากจำนวนและระดับของพืชวิเศษที่หาได้..."
เมื่อจวินเหวินเล่าจบ เฟิ่งซีก็ถามด้วยความสงสัยว่า "ศิษย์พี่ห้า ผู้ทรงพลังที่ท่านพูดถึงคือผู้ใดหรือ?"
ในโลกบำเพ็ญเซียน ผู้ที่มีพลังความสามารถสูงส่งจะถูกเรียกว่าผู้ทรงพลัง
จวินเหวินส่ายหน้า
"เื่นี้ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เขาต้องเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่แน่นอน"
เฟิ่งซีเพียงแค่ถามไปตามมารยาท เมื่อเห็นว่าจวินเหวินไม่รู้ก็ไม่ได้ซักถามต่อ
ทั้งสองคุยกันไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเื่ของสำนักฮุ่นหยวน
เฟิ่งซีถอนหายใจแล้วกล่าว "ศิษย์พี่ห้า ครั้งนี้ไปยังพื้นที่ลับ ต้องได้พบกับคนของสำนักฮุ่นหยวนแน่นอน หากพวกเขาคิดจะรังแกข้า ท่านต้องช่วยข้าด้วยนะ!"
จวินเหวินจ้องมองนางด้วยสายตาดุดัน "เ้าพูดเื่ไร้สาระอะไรเช่นนี้? เ้าเป็ศิษย์น้องของข้า ข้าไม่ช่วยเ้าแล้วจะไปช่วยคนจากสำนักฮุ่นหยวนงั้นรึ?!"
เฟิ่งซีคิดในใจว่า เื่นั้นยังไม่แน่ เพราะหากความหลงใหลถูกกระตุ้นขึ้นมา อะไรก็เป็ไปได้ ดังนั้น นางต้องป้องกันไว้ก่อน
"ศิษย์พี่ห้า เสินจื่อหลานงดงามนัก ข้าเกรงว่าท่านจะหลงเสน่ห์นาง"
จวินเหวินหัวเราะขึ้นด้วยความขบขัน "เห็นข้าเป็คนตื้นเขินเช่นนั้นหรือ?"
เฟิ่งซีพยักหน้า "ใช่"
จวินเหวิน "......"
"ศิษย์พี่ห้า ข้ารู้ว่าท่านสงสัยเกี่ยวกับเสินจื่อหลานมาก ดังนั้นข้าจึงวาดภาพนางออกมาให้ท่านดู ท่านลองดูสิ!"
แม้ปากของจวินเหวินจะบอกว่าไม่อยากดู แต่ก็ยังรับภาพวาดที่เฟิ่งซียื่นให้
ภาพวาดหญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาว แม้จะงดงาม แต่จวินเหวินกลับไม่รู้สึกสนใจแม้แต่น้อย เพราะนางกำลัง… แคะเท้าของตัวเอง
สำหรับเขาที่เป็คนรักความสะอาดแล้ว มันช่าง… ยากที่จะรู้สึกชอบจริง ๆ
เฟิ่งซีส่งภาพอีกแผ่นให้เขา "ศิษย์พี่ห้า ภาพนี้สวยกว่านะเ้าคะ"
จวินเหวินรับมาดู บนนั้นหญิงสาวชุดขาวกำลัง… แคะจมูก
จวินเหวินรู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียนออกมา
นับแต่นั้นทุกครั้งที่จวินเหวินเห็นเสินจื่อหลานก็นึกถึงแต่ภาพแคะเท้าและแคะจมูก ไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกหลงใหล เพราะแค่เห็นนางก็อยากอาเจียนแล้ว
เฟิ่งซีเห็นว่าได้ผลดี นางจึงจากไปด้วยความพึงพอใจ
จะมีรักแรกพบที่ไหนกัน มีแต่เพียงความหลงใหลในรูปโฉมเท่านั้นแหละ!
เฟิ่งซีฮัมเพลงเดินกลับไปยังเรือนของตน เมื่อใกล้จะถึงเรือนก็เหลือบเห็นกระบี่ไม้อยู่เบื้องหน้า
คงเป็เพราะฝีมือของช่างแกะสลักไม่ค่อยดีนัก คมกระบี่ไม้จึงมีรอยบิ่นอยู่หลายแห่ง
เฟิ่งซีเบ้ปาก "ใครกันช่างไร้มารยาทเช่นนี้ ทิ้งขยะเรี่ยราดไปทั่ว ช่างเถอะ พรุ่งนี้เช้าตอนไปเอาอาหาร ข้าจะเอาไปให้โรงครัวเผาเป็ฟืนเสียเลย!"
เฟิ่งซีพึมพำไปพลางเก็บกระบี่ไม้ใส่แหวนเก็บของ
แหวนเก็บของนี้เป็ของที่เซียวไป่เต้าให้นาง แม้ว่าคุณภาพจะไม่สูงนัก แต่ก็ดีกว่าถุงเก็บของที่นางเคยใช้มาก่อนหน้านี้มาก
แต่ว่าวันรุ่งขึ้นเมื่อนางไปที่โรงครัว นางกลับลืมเื่นี้ไปเสียสนิท
หลายวันต่อมานางเริ่มเตรียมตัวสำหรับการออกเดินทาง และลืมเื่นี้ไปจนสิ้นราวกับความทรงจำนั้นล่องลอยไปถึงเก้าชั้นฟ้า
ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง
ในใจเซียวไป่เต้าทั้งรู้สึกตื่นเต้นและกังวล
ความตื่นเต้นคือการที่จะได้ทำตามแผนของศิษย์น้อยสุดรักมาแลกของมีค่า แม้ว่าเพิ่งจะขุดหินิญญาชั้นเลิศได้ แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี!
ส่วนความกังวลคือ ครั้งนี้คงต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่แข่งขันกับสี่สำนักใหญ่อีกครั้ง และต้องจบที่อันดับสุดท้ายอย่างแน่นอน
สำหรับคนรักหน้าตาเช่นเขา นี่เป็การทรมานที่แทบจะทนไม่ไหว และยังมีอีกคนหนึ่ง ไม่สิ ยังมีอีกตัวหนึ่งที่มีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา
นั่นคือสิงโตทอง ด้านหนึ่งรู้สึกว่าการที่ตนเองต้องมาเป็พาหนะให้เด็กหญิงตัวน้อยนั้นช่างไร้หน้าตาเสียเหลือเกิน แต่อีกด้านหนึ่งก็รอคอยที่จะได้ออกไปชมโลกภายนอกอีกครั้ง
เฟิ่งซีดูร่าเริงะโโลดเต้นมีความสุขอย่างที่สุด! เพราะ่เวลาอันน่าตื่นเต้นของนางกำลังจะมาถึงแล้ว!
แม้ว่านางจะอยากขึ้นขี่หลังสิงโตทองในทันที แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเองที่เป็คนว่านอนสอนง่ายและรู้กาลเทศะ นางจึงเสนอว่าให้รอออกจากประตูสำนักก่อนค่อยว่ากัน
อดทน ๆ!
ในที่สุดก็มาถึงประตูสำนัก
เฟิ่งซีก้าวข้ามธรณีประตูสำนักด้วยความตื่นเต้น แล้วจู่ ๆ… พรวด! นางก็ล้มหน้าคะมำ!