บทที่19 เมืองอี้
หลังจากที่กุนไท่กลับมาสภาพเดิมแล้ว ก็ได้ออกจากอ้อมกอดของบิดาพลางกล่าวขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านได้พบกับท่านพี่แล้ว?”
กุนจวินพยักหน้าตอบก่อนจะปรับสีหน้าที่โศกเศร้าให้แปรเปลี่ยนเป็ปกติและถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“พี่ของเ้ามีชื่อแซ่หรือไม่ หากยังข้าจะตั้งให้”
“ยังเลยท่านพ่อ ถ้าตั้งได้แล้วข้าจะไปบอกให้”
กุนจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังขึ้น
“กุนหยู!” (กุนหยู 君儒 = กษัตริย์ผู้รอบรู้)
กุนไท่ที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาพลางพยักหน้าด้วยดวงตาที่เปล่งประกายก่อนจะพูดขึ้นมา
“ท่านพ่อ ข้าว่าเรากลับกันเถอะ”
กุนจวินพยักหน้าตอบแล้วจับไหล่ของกุนไท่ ก่อนจะทะยานหายไปทางสนามประลองด้วยความเร็วในชั่วพริบตากุนไท่ตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของบิดา เขาสงสัยใคร่รู้ว่าบิดาของเขานั้นอยู่ในระดับใดกันแน่เขาคาดว่าคงอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญเป็อย่างต่ำแน่!
หลังจากจบงานประลองแล้วการจัดอันดับก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นทวีปอรุณเบิกฟ้าได้อันดับหนึ่งกุนไท่เดินไปหาบิดาของตนพร้อมกับกล่องเหล็กสีดำที่สลักลวดลายัทองเอาไว้ทำให้มันดูลึกลับและมีค่าพลางยื่นให้บิดาของตน
กุนจวินรับกล่องมาพลางเปิดออกมา กระแสพลังและกลิ่นหอมหวนของสมุนไพรหลากหลายชนิดแพร่กระจายออกมาภายในกล่องมีโอสถสีขาวใสดุจไข่มุกมันคือที่มาของกระแสพลัง และกลิ่นหอมของสมุนไพร!
รอยยิ้มบนใบหน้าของกุนจวินพลันเบิกบานออกมาทันทีเขารู้ว่าโอสถนี้มีความหมายกับเขามาก ปัจจุบันเขาติดอยู่ในระดับนี้มานานกว่า 10ปีแล้ว หากได้โอสถนี้ไปแล้วละก็ การจะทะลวงไปขอบเขตใหม่นั้นอาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 7วันเท่านั้น!
กุนไท่ก็ยกยิ้มขึ้นเช่นกันเมื่อเห็นบิดาของเขากำลังมีความสุขเขาเดินออกมาโดยปล่อยให้บิดาของตนดื่มด่ำกับความสุขตรงหน้านั้นไปก่อน
หลังจากที่ประกาศรับรางวัลเรียบร้อยแล้วทางจักรพรรดิได้เชิญชวนทุกคนให้ร่วมฉลองงานเลี้ยงภายในงานนั้นแต่ละคนต่างกินดื่มกันอย่างสนุกสนานบางคนต่างพูดคุยเกี่ยวกับการบ่มเพาะ การปรุงยาและสิ่งอื่นอีกมากมายกุนไท่ได้พบปะเหล่าพี่น้องที่สนิทด้วยและพูดคุยอย่างสนุกสนานก่อนจะเอ่ยลาทุกคนเพื่อที่จะกลับทวีปอรุณเบิกฟ้า
เมื่อมาถึงสำนักลิจิต์แล้วกุนไท่ขอกุนจวินไปบ่มเพาะเพราะสิ่งที่ได้รับมาในครั้งนี้นั้นทำให้การบ่มเพาะก้าวหน้าหน้าขึ้นไม่แน่เขาอาจจะมีโอกาสทะลวงไประดับสร้างรากฐานเลยก็ว่าได้แต่นี่ก็เป็เพียงแค่ความคิดและการคาดเดาเท่านั้น
ณโลกแห่งความฝัน
กุนไท่ปรากฏตัวขึ้นแล้วพบกับชายชราทั้งสองเช่นเดิมชายชราชุดแดงกล่าวขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเห็นกุนไท่
“โอ้ กลับมาแล้วสินะ ดูเหมือนพลังจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนะ”
กุนไท่พยักหน้าตอบก่อนจะนั่งลงขัดสมาธิแล้วทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาและทบทวนถึงพลังของระดับสร้างรากฐานเพื่อทำความเข้าใจในระดับนั้นจะช่วยทำให้เขาทะลวงง่ายขึ้น!
3วันผ่านไป กุนไท่ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะยิ้มออกมาพลางทอดถอนหายใจและกล่าวออกมาว่า
“ เห้อ ข้าคิดว่าจะทะลวงได้แล้วเสียอีก”
“เ้าหนู อย่าคิดว่าการทะลวงจะง่ายถึงเพียงนั้น 3 วันก่อนเ้ายังอยู่พลังมนุษย์ ขั้น 12 ที่ไม่แม้แต่จะเฉียดระดับสร้างรากฐานเลยแต่ตอนนี้เ้าเหลืออีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้นก็จะทะลวงแล้ว เพียงแค่หาโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นจะเรียกว่าระดับพลังมนุษย์ ขั้น 12 ขั้นสูงสุดก็ว่าได้!”
ชายชราชุดแดงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว เ้ามาถึงขนาดนี้ได้ก็ถือว่าเร็วแล้วข้าว่าเ้าต้องไปบอกบิดาเ้าเถอะว่า เ้าต้องหายตัวไปสักพักเพื่อหาโอกาสทะลวง!” ชายชราชุดดำก็กล่าวขึ้นมาเช่นกันด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะรีบไปรีบกลับ” กุนไท่ตอบกลับไปก่อนจะออกจากโลกแห่งความฝัน
กุนไท่ไปหากุนจวินแล้วบอกถึงการจะทะลวงของตนกุนจวินที่ได้ยินเช่นนั้นพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเขาคิดว่าการทะลวงของกุนไท่นั้นมาถึงเร็วมาก ด้วยอายุ 15 ปีใครเล่าจะสามารถมาเทียบเคียงบุตรชายของเขาได้กุนจวินตอบตกลงทันทีแล้วบอกกุนไท่ด้วยว่าหากสามารถทะลวงได้จะมีรางวัลใหญ่ให้
หลังจากที่กุนไท่จากไปกุนจวินก็ยิ้มแย้มดีใจพร้อมกับหัวเราะออกมาราวกับคนบ้าหากมีผู้ใดเข้ามาเห็นฉากนี้เข้าแล้วคงได้ตกตะลึงพร้อมกับเอาหัวชนกำแพงตายเพราะคิดว่านี่เป็เพียงแค่ความฝันเท่านั้น
ข่าวการแข่งขันได้แผ่กระจายไปทั่วแล้วภายในสำนักลิขิต์นั้นเหล่าศิษย์รู้สึกเหลือเชื่อ เพราะมันยากเกินไปสำหรับการจะสู้ข้ามขั้นได้นั้นจะต้องเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากมาก ภายในสำนักนั้น มีแค่ 2คนเท่านั้นที่สามารถทำได้ คนแรกเลยคือกุนจวินผู้ที่เป็เ้าสำนักและเป็ตำนานของทวีปอรุณเบิกฟ้าที่ใครต่อใครต่างยอมรับและยกย่องให้เป็ร่างจำแลงของเทพเ้าส่วนอีกคนนั้นคือศิษย์ของเ้าสำนักกุนจวิน หนิงหลง!ผู้เป็อัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีของสำนักลิขิต์ ผู้าุโก็รู้สึกเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์ไม่ว่าจะเป็เมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ต่างก็ได้ยินความสามารถของกุนไท่พวกเขารู้สึกภาคภูมิไปด้วยและวางใจที่จะมีผู้ปกครองต่อจากกุนจวินที่สามารถปกครองทวีปแห่งนี้ต่อได้โดยไม่มีปัญหาแล้วยิ่งได้ยินทั้งความสามารถและศักยภาพของกุนไท่นั้นพวกเขาก็ยิ่งที่จะเชื่อว่ากุนไท่สามารถทำให้ทวีปนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างแท้จริง!
กุนไท่ได้กลับเข้ามาในโลกแห่งความฝัน แล้วเดินทางไปทางเหนือของป่าสันโดษเพราะเขายังไม่เคยไปที่นั่นเลยแม้สักคราเดียว เมื่อเดินผ่านป่ามาแล้วก็พบเห็นเมืองขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองที่ทำมาจากแร่เหล็กที่หาได้ยากมันส่องประกายแวววับดูล้ำค่ามากเพียงมองดูก็รู้แล้วว่าต้องเป็เมืองที่เจริญและยิ่งใหญ่มากแน่แต่หากเทียบกับสำนักลิขิต์แล้ว มันจะถูกเรียกว่าสลัม!
กุนไท่ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปทางประตูเมืองทางฝั่งของประตูเมืองมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่ 6 คน แต่ละคนอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นร่างกาย เพียงแค่ทหารยามยังดูแข็งแกร่งขนาดนี้มันบ่งบอกถึงอำนาจของเมืองนี้ว่าแข็งแกร่งมาก! หน้าเมืองมีป้ายที่สลักตัวอักษรขนาดใหญ่ว่าเมืองอี้!
(อี้义=ยุติธรรม)
ขณะที่กำลังเดินเข้าเมืองนั้นมีทหารยามสองคนเอาหอกมาขวางหน้ากุนไท่ไว้พร้อมกับใช้มืออีกข้างเพื่อให้กุนไท่ถอยออกไปพลางะโขึ้นด้วยความหยาบคายว่า
“หนุ่มน้อย! ดูจากหน้าตาที่ไม่คุ้นและการแต่งตัวแล้วเ้าต้องเป็คนต่างแดนแน่และคงมาเมืองนี้ครั้งแรก!ข้าจะบอกกฎให้เ้าฟัง จงยื่นหูที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสมมของเ้าแล้วรับฟังในสิ่งที่ข้าพูดซะผู้ที่มาที่นี่ครั้งแรกนั้นต้องจ่ายค่าเข้าด้วยหินจิติญญาขั้นสูง!”