ตอนที่ 3 : กรงขังพฤกษาและความบังเอิญที่น่าชัง
[5 ปีก่อน - คืนล้างบางหมู่บ้านสายหมอก]
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่เงียบสงัด ป่าชายแดนจักรวรรดิถูกปกคลุมด้วยสายหมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังมาจาก 'หมู่บ้านสายหมอก' ชุมชนเล็กๆ ที่ไร้ทางสู้ แสงเพลิงสีส้มฉานเริ่มลุกลามจากหลังคาฟางหลังหนึ่งไปสู่อีกหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว กลิ่นสาบไหม้ของฟางข้าวปนเปกับกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อหนังมนุษย์ที่ถูกเผาทั้งเป็คละคลุ้งไปในอากาศจนชวนคลื่นไส้
เงาร่างของชายฉกรรจ์ 10 คนในชุดหนังสีดำสนิทประทับตรา ‘เนตรโลหิต’ เคลื่อนที่ผ่านเปลวเพลิงราวกับมัจจุราช พวกมันทำงานกันอย่างเป็ระบบและเงียบเชียบ พลทหารชาวบ้านที่พยายามจับจอบเสียมขึ้นมาสู้ถูกคมดาบเชือดคอหอยจนเืพุ่งกระฉูดรดแผ่นดินก่อนจะได้ทันส่งเสียงเตือนเสียด้วยซ้ำ
ที่ใจกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางกองซากศพที่นอนระเกะระกะ กัลลัสยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ร่างกายซีกขวาของเขาน่าเกลียดน่ากลัวเกินกว่าจะเป็มนุษย์ แขนขวาของเขานั้นใหญ่โตกว่าปกติ ิับริเวณข้อศอกและหมัดปริแตกเป็รอยแยกแวววาวเผยให้เห็นคริสตัลธาตุไฟที่ฝังลึกอยู่ข้างใน มันแผ่ความร้อนสูงจัดจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็ระลอกคลื่น
"ได้โปรด... ปล่อยลูกข้าไป... เอาตัวข้าไปแทน..." ชายชาวนาที่ใบหน้าโชกเืพยายามคลานมาเกาะขาของกัลลัส มือที่สั่นเทาพยายามปกป้องลูกสาวตัวน้อยที่ขดตัวสั่นอยู่ข้างหลัง
กัลลัสก้มมองด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำ เขาไม่ได้โกรธ ไม่ได้สะใจ แต่มันคือสายตาของนักล่าที่มองดูมดปลวก มือขวาที่ลุกโชนด้วยไอความร้อนคว้าหมับเข้าที่ลำคอของชายผู้นั้น แรงบีบมหาศาลทำให้เสียงอ้อนวอนถูกกลืนหายไป ิัที่ลำคอของชายเคราะห์ร้ายเริ่มไหม้เกรียมจนส่งเสียง ฉ่า พร้อมควันสีขาว
กร๊อบ!
เสียงกระดูกคอหักดังชัดเจน กัลลัสสะบัดมือเหวี่ยงซากไร้ิญญานั้นทิ้งไปราวกับเศษขยะที่ไม่มีค่า แววตาของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่มีเสียงคล้ายโลหะเสียดสีซ้อนทับอยู่ภายใน ราวกับไม่ใช่เสียงที่ออกมาจากลำคอของมนุษย์จริงๆ
"การทดสอบภาคสนามครั้งที่ 12... การเชื่อมต่อแกนกลาง (Golem Core) กับระบบประสาทส่วนกลางเสถียรที่ 100%... อัตราการสูญเสียมานาเป็ศูนย์... พลังทำลายล้างจากผลึกธาตุไฟเพิ่มขึ้นจากเดิม 400%... สมรรถภาพร่างกายก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสำเร็จ"
ลูกน้องในหน่วย 'เขี้ยวโลหิต' ที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ ต่างพากันชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินถ้อยคำประหลาดที่หลุดออกมาจากปากหัวหน้า พวกเขาไม่มีใครเข้าใจคำว่า 'โกเลมคอร์' หรือ 'เสถียร 100%' แต่สำหรับอาชญากรเดนตายเหล่านี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือพลังทำลายล้างที่กัลลัสแสดงออกมา มันคือ 'อำนาจ' ที่จะทำให้งานค้าทาสของพวกเขาง่ายขึ้นราวกับการเด็ดดอกไม้
"หัวหน้าครับ!" ลูกน้องหน้าบากคนหนึ่งเดินข้ามกองศพเข้ามาหาพลางเช็ดคราบเืบนใบหน้าด้วยความสะใจ "กวาดล้างพื้นที่เสร็จสิ้นแล้วครับ จับตัว 'สินค้าผู้หญิง' เกรดเอได้ 20 คน เด็กอีก 15 คนครับ ส่วนพวกผู้ชายที่เหลือแรง... ผมสั่งให้ลูกน้องซ้อมจนยอมจำนนแล้วครับ รับรองว่าไร้ทางต่อต้านแน่นอน ไม่เปลืองแรงคุมด้วยครับ!"
กัลลัสเดินช้าๆ ผ่านแถวของทาสที่ถูกล่ามโซ่ตรวนหนาหนัก เสียงโซ่กระทบพื้นดัง เคร้ง... เคร้ง... บาดลึกเข้าไปในใจของผู้ที่ยังรอดชีวิต เขาหยุดยืนเบื้องหน้าเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกทุบจนตาบวมปิด กัลลัสใช้แขนขวาที่ร้อนผ่าวเชยคางเป้าหมายขึ้นมา สายตาคมกริบประดุจเครื่องจักรสแกนไปตามกล้ามเนื้อและปริมาณมานาที่ไหลเวียนอยู่เบาบาง
"สภาพยังดี... เนื้อเยื่อไม่เสียหายมากนัก" กัลลัสกล่าวเสียงเย็น "ส่งตัวพวกมันกลับไปที่ศูนย์กระจายสินค้าลำดับที่ 4... มนุษย์พวกนี้คือ 'แต้มเงิน' ที่ข้าต้องใช้ชดเชยให้กับการเปลี่ยนร่างกายนี้ ยิ่งส่งไปมากเท่าไหร่... ยิ่งดี!"
เขาจ้องมองไปยังทิศทางของจักรวรรดิ รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็ "อีกไม่นาน... เซน... ข้าจะขยี้แกด้วยมือคู่นี้ที่ได้มาจากนรก... มือที่แกไม่มีวันจินตนาการถึง"
[1 ปีก่อนปัจจุบัน: จดหมายจากนรกและภารกิจล่าภูต]
ท่ามกลางค่ายพักแรมชั่วคราวที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดสลัวของหุบเขาอับชื้น เสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวาน ครืด... ครืด... เป็จังหวะสม่ำเสมอชวนให้รู้สึกอึดอัด กัลลัสนั่งนิ่งอยู่บนตอไม้ใหญ่ที่ผุพัง มือหนาที่หยาบกร้านจากการฆ่าฟันกำลังใช้หินลับดาบขัดวนไปบนใบดาบเหล็กกล้าสีดำสนิทอย่างใจเย็น แสงไฟจากกองไฟที่ใกล้จะมอดไหม้ส่งเสียงปะทุ เปรี๊ยะ สาดแสงวูบวาบกระทบใบหน้าของเขา ซีกหนึ่งดูเรียบเนียนผิดปกติจากการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่ในห้องแล็บนรก ขณะที่อีกซีกกลับบิดเบี้ยวด้วยรอยแผลเป็ลึกที่เน่าเฟะจนเป็เอกลักษณ์
จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้น ลูกน้องคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้นพร้อมแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ในมือ "หัวหน้า! ข่าวกรองจากหมู่บ้านดอนตะวันพราวส่งมาถึงแล้วครับ!"
กัลลัสชะงักมือที่กำลังขัดดาบทันที เขาคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาอ่านด้วยดวงตาที่เบิกโพลงจนเส้นเืฝอยในตาแดงก่ำ เนื้อหาในนั้นระบุชัดเจนว่า 'เซน' อดีตนักผจญภัยที่เคยหยิบยื่นความอัปยศให้เขาเมื่อ 15 ปีก่อน บัดนี้ได้แต่งงานกับนักบวชหญิงและมีลูกชายวัยเพียง 5 ขวบหนึ่งคน อาศัยอยู่อย่างสงบสุขในหมู่บ้านเกษตรกรรมเล็กๆ ราวกับคนธรรมดาที่ไร้เขี้ยวเล็บ
"ลูกชายงั้นเหรอ... หึหึหึ... ฮ่าๆๆๆ!" กัลลัสะเิหัวเราะออกมา น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือคล้ายเสียงโลหะบดกันจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง "ห้าขวบ... กำลังน่ารักเลยสินะเซน ข้าอยากจะรู้นักว่าถ้าข้าบีบคอไอ้เด็กนั่นต่อหน้าแก แกจะยังทำหน้าตาใจดีเหมือนตอนที่เอาดาบไม้หักๆ นั่นมาสั่งสอนข้าได้อีกไหม!"
เขาแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยวจนหนังหน้าที่ถูกดัดแปลงตึงเปรี๊ยะเห็นรอยเย็บสีเข้มชัดเจน ในหัวจินตนาการถึงภาพการทำลายล้างหมู่บ้านที่เซนรักให้กลายเป็ทะเลเพลิง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะสั่งรวมพลล้างแค้น เสียงนกฮูกปีศาจก็ร้องเตือนถึงการมาของผู้นำสาส์นลับ นกฮูกตัวนั้นบินลงมาเกาะที่บ่าซ้ายของกัลลัส มันคายม้วนกระดาษที่ประทับด้วย 'ขี้ผึ้งสีม่วงเข้ม' ตราสัญลักษณ์ประจำตัวของ หัวหน้าราซัค
กัลลัสขมวดคิ้ว เขาจำตรานี้ได้ดี มันคือตราที่ใช้สั่งงานระดับ 'สุดยอด' หรือใบสั่งจากขุนนางชั้นสูงที่องค์กรต้องรับใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคลี่ออกอ่าน แววตาที่คั่งแค้นของเขาก็เปลี่ยนเป็ความเคร่งขรึม เนื้อความระบุว่าขุนนางผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในจักรวรรดิอาร์คีรัส ้าจัดเตรียม 'สินค้าชิ้นพิเศษ' สำหรับงานประมูลใต้ดินที่จะจัดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า เป้าหมายคือ ทาสเผ่าเอลฟ์สายเืบริสุทธิ์ โดยเฉพาะพวกที่ยังอายุน้อยหรือพวกผู้หญิง เพราะเผ่าเอลฟ์นั้นอายุยืนยาวและคงความสวยงามได้นานนับร้อยปี จึงเป็ที่้าอย่างมากในหมู่ขุนนางตัณหากลับ
‘งานประมูลนี้คือหน้าตาของท่านขุนนาง หากเ้าทำสำเร็จ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยหลัก และการสนับสนุนด้าน Artifact ระดับสูงจะตกเป็ของเ้า... แต่หากพลาด แกคงรู้ว่าโครงการถัดไปของข้าคือการใช้แกเป็ 'อาหาร' ให้พวกอสูรทดลอง’ —คำขู่สุดท้ายจากราซัคทำให้กัลลัสรู้สึกหนาวเยือกที่ไขสันหลัง
แต่เขารู้ดีว่าภารกิจนี้ยากระดับมหาหิน เพราะปัจจุบัน 'เ้าหญิงเมฟิเรียราลาน่า' วีรชนเผ่าเอลฟ์ผู้โด่งดังได้กลับมาประจำการที่นครหลวงแห่งเมืองเอลฟ์และสั่งคุมเข้มการค้าทาสอย่างเด็ดขาด ทำให้การดักซุ่มล่าเอลฟ์ใกล้เขตเมืองเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ กัลลัสจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบุกเข้าไปใน 'ป่าเอลฟ์' ที่ลึกที่สุดและอันตรายที่สุดเพื่อหาเอลฟ์ป่าขนานแท้
กัลลัสกัดฟันกรอด เขามองไปยังทิศทางที่หมู่บ้านของเซนตั้งอยู่ ก่อนจะสะบัดดาบลงฝักดัง ฉึก!
"เซน... แกจงขอบคุณพระเ้าที่มอบลมหายใจให้แกเพิ่มอีกนิดเถอะ" เขาพึมพำเสียงเย็น "เพราะข้ามี 'งานใหญ่' ที่สำคัญกว่าชีวิตกระจอกๆ ของแกต้องไปทำก่อน... แต่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ลืมแกแน่"
[กรงขังพฤกษา: การล่าที่ไร้มนุษยธรรม]
สามเดือนต่อมา ณ ใจกลางป่าลึกที่ถูกขนานนามว่า 'ป่าไร้แสง' บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นไอชื้นแฉะของใบไม้เน่าปนกับกลิ่นมานาเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากป่า กัลลัสใช้ระบบ Golem Core พรางกลิ่นอายมานาและเสียงฝีเท้าจนเกือบเป็ศูนย์ หน่วยเขี้ยวโลหิตทั้ง 11 คนซุ่มเงียบอยู่บนยอดไม้ใหญ่ราวกับเงาของิญญาร้ายที่รอคอยการเก็บเกี่ยว
เบื้องล่างนั้น คือขบวนอพยพของเอลฟ์กลุ่มหนึ่งที่ดูเหนื่อยล้าจนแทบจะก้าวขาไม่ออก พวกเขาประกอบด้วยผู้ใหญ่ 6 คน (ชาย 2 หญิง 4) และเด็กเล็กกับเด็กโตอีก 6 คน ทุกคนสวมชุดผ้าคลุมสีเขียวปอนๆ ที่ขาดวิ่น สายตาของพวกเขาสอดส่ายด้วยความหวาดระแวงตามสัญชาตญาณ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
สายตาของกัลลัสจับจ้องไปที่เด็กสาวคนหนึ่งที่มีเรือนผมสีเขียวมรกตสว่างไสวแม้ในเงามืด ใบหน้าของเธองดงามบริสุทธิ์ดุจงานประติมากรรมชั้นสูง รังสีมานาที่แผ่ออกมานั้นใสสะอาดและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต จนกัลลัสแทบจะได้ยินเสียงเหรียญทองนับแสนร่วงกราวอยู่ในหัว
"ก้อนทองคำ... ก้อนทองคำสีเขียวมรกต..." กัลลัสพึมพำด้วยความโลภที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาพยักหน้าให้ลูกน้องที่ขยับหน้าไม้เข้าที่ "ฆ่าพวกผู้ชายทิ้งซะ อย่าให้พวกมันร่ายเวทได้แม้แต่บทเดียว ส่วนที่เหลือ... จับเป็ทั้งหมด! แต่อย่าให้หน้าสวยๆ นั่นมีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายนิ้ว สินค้าชิ้นนี้ราคาแพงกว่าชีวิตพวกแกทั้งหน่วยรวมกันเสียอีก!"
ฟึ่บ!
กัลลัสดีดตัวลงจากกิ่งไม้ใหญ่ แรงบีบอัดมานาที่ข้อเท้าทำให้เขาลอยตัวผ่านอากาศประดุจะุปืน แขนซีกที่ถูกดัดแปลงเปล่งแสงสีแดงฉานออกมาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวด้วยความร้อนระอุ เอลฟ์หนุ่มที่เป็ผู้นำขบวนหันมามองด้วยความใ แววตาของเขาฉายความหวาดกลัวจัดเมื่อเห็นหมัดที่ฝังคริสตัลธาตุไฟพุ่งเข้ามา
ตูม!
ไม่ใช่แค่การชก แต่มันคือการบีบอัดความร้อนจนเกิดการะเิในระยะประชิด หน้าอกของเอลฟ์คนนั้นยุบลงไปจนกระดูกซี่โครงทิ่มทะลุหัวใจ ร่างกระเด็นไปกระแทกต้นไม้และขาดใจตายทันที ขณะเดียวกัน เอลฟ์ชายอีกคนถูกหน้าไม้ลูกดอกอาบพิษยิงสกัดจนล้มคว่ำ ก่อนที่จะถูกลูกน้องของกัลลัสรุมสับร่างจนกลายเป็ก้อนเนื้อโชกเืต่อหน้าต่อตาเหล่าผู้หญิงและเด็กที่กรีดร้องโหยหวน
เอลฟ์สาวผมเขียวพยายามจะร่ายเวทเพื่อยื้อเวลาให้เด็กๆ หนีไป เธอชูมือที่สั่นเทาขึ้น
"หยุดซะนังหนู!" กัลลัสพุ่งเข้าไปคว้าหมับที่เส้นผมสีมรกตของเธอ แขนกลที่มีมานาไหลเวียนอยู่กระชากเธอจนลอยหวือและกระแทกลงกับพื้นดินอย่างรุนแรง ใบหน้าที่งดงามแนบลงกับดินที่โชกไปด้วยคราบเืและฝุ่น
"เด็กสาวผมเขียว... หายากยิ่งกว่าอัญมณีจริงๆ ด้วย" กัลลัสก้มลงกระซิบข้างหูเธอ กลิ่นสาบไหม้จากแขนของเขาทำให้เธอสั่นสะท้าน "แกตนเดียวก็น่าจะทำให้ข้ากลายเป็มหาเศรษฐี... และใช้หนี้องค์กรจนหมดได้เสียที"
เขาเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องที่กำลังลากพวกเด็กๆ มามัดรวมกัน แผนล้างแค้นที่เคยถูกเก็บไว้เริ่มกลับมาคุโชนอีกครั้งเมื่อเห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมเกินคาด "โชคดีจริงเลยนะข้าเนี่ย ที่มาเจอเอลฟ์กลุ่มใหญ่แบบนี้ ในเวลาไม่กี่เดือน... ในเมื่อเวลาเหลือก่อนกำหนดส่งสินค้า ข้าจะพาพวกมันทั้งหมดเดินทางไปที่หมู่บ้านดอนตะวันพราว ข้าอยากจะเห็นหน้าไอ้เซน... ตอนที่มันเห็นข้าจูงคอพวกเอลฟ์ที่มันเคยช่วยไว้ผ่านหน้าบ้านมัน!"
กัลลัสจ้องมองไปในทิศทางของหมู่บ้านที่แสนสงบสุข แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความวิปริต "รอก่อนเถอะไอ้เ้าเซน... ข้าจะทำให้แกได้ลิ้มรสของนรก ยิ่งกว่าที่ข้าเคยเจอมาหลายร้อยเท่า! ข้าจะบดขยี้ทุกอย่างที่แกสร้างขึ้นให้แหลกคามือข้าเอง!"
[ฐานทัพในเงามืด: รังก็อบลินที่กลายเป็นรก]
ลึกเข้าไปในใจกลางป่าดิบชื้นที่ซึ่งแมกไม้หนาทึบแผ่กิ่งก้านปกคลุมจนแสงตะวันไม่อาจส่องลอดลงมาถึงผืนดิน บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอับชื้นและกลิ่นเน่าเปื่อยของใบไม้ที่ทับถมกันมานานนับปี ณ ปากถ้ำธรรมชาติแห่งหนึ่ง กลิ่นอายมรณะโชยออกมาอย่างรุนแรงจนผิดปกติ เดิมทีที่แห่งนี้เคยเป็รังของฝูงก็อบลินนับร้อยที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้คนเดินทาง แต่บัดนี้พวกมันกลับพบกับฝันร้ายที่ยิ่งกว่า
รอบปากถ้ำและตามต้นไม้ใหญ่ ซากศพของพวกตัวสีเขียวถูกเสียบประจานไว้บนเสาไม้แหลมในลักษณะที่บิดเบี้ยว บางร่างถูกเผาไหม้เกรียมจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ขณะที่บางร่างถูกเชือดเฉือนอย่างทารุณเพื่อใช้เป็เครื่องเตือนใจแก่ผู้บุกรุก ฝูงแมลงวันสีเขียวนับหมื่นบินว่อนส่งเสียงหึ่งๆ ดังก้องไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเืที่เริ่มบูดเน่าผสมกับกลิ่นสาบของมอนสเตอร์ทำให้บรรยากาศที่นี่ดูราวกับนรกบนดิน
ภายในถ้ำที่ลึกและเย็นเยือก ถูกดัดแปลงเป็คุกชั่วคราวและฐานลับของหน่วยเขี้ยวโลหิตมานานร่วมเดือน แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากคบไฟที่ติดตั้งไว้ตามผนังหิน มันส่งเสียง เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ... เป็ระยะ เผยให้เห็นภาพที่น่าเวทนาของเหล่าเอลฟ์ผู้เคราะห์ร้าย พวกเธอถูกล่ามโซ่เส้นหนาติดกับผนังหินที่เย็นเฉียบและเปียกชื้นจากหยดน้ำใต้ดิน ร่างกายที่เคยสง่างามบัดนี้มอมแมมไปด้วยคราบดิน เื และาแ
"อึก... ปล่อย... ปล่อยน้องข้าไป... ได้โปรด..." เอลฟ์สาวคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแหบพร่า ริมฝีปากของเธอแตกแห้งจนเืซึมออกมาเป็ทางยาว เธอพยายามขยับร่างกายที่อ่อนแรงเพื่อบังร่างของเอลฟ์เด็กสาวที่ตัวสั่นงันงกอยู่ข้างกาย
เพียะ!
เสียงแส้หนังวัวถักฟาดลงบนแผ่นหลังของเธออย่างแม่นยำและรุนแรง แรงปะทะทำให้เสื้อผ้ากระสอบขาดวิ่นและเผยให้เห็นรอยแผลใหม่ที่แดงฉานโชกไปด้วยเื เสียงแส้ที่ดังก้องไปทั่วโถงถ้ำตามมาด้วยเสียงร้องอั้นในลำคอของเหยื่อ
"เงียบซะนังสินค้าชั้นต่ำ! ถ้าแกยังกล้าขยับปากพูดมากกว่านี้อีกคำเดียว ข้าจะตัดลิ้นแกทิ้งซะ!" ลูกน้องของกัลลัสที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยาบโลนคำรามพลางม้วนแส้ในมือ "พวกแกควรรู้ตัวได้แล้วว่าตอนนี้พวกแกไม่ใช่ชาวเผ่าเอลฟ์ที่สูงส่ง แต่เป็แค่ 'ทาส' ที่มีหน้าที่แค่รอวันถูกขายเท่านั้น!"
กัลลัสนั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์หินที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ จากการนำซากกระดูกของอสูรและพวกก็อบลินมาต่อกัน แสงไฟสีม่วงจางๆ จากแกนกลางโกเลมในอกซ้ายของเขากะพริบวูบวาบเป็จังหวะ ราวกับเสียงหัวใจของเครื่องจักร มือที่หยาบกร้านขยับปากกาขนนกจดบันทึกจำนวนและสภาพของ "สินค้า" ลงบนแผ่นหนังอย่างใจเย็น
ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปจับจ้องที่กรงไม้เสริมเหล็กกล้าพิเศษใจกลางถ้ำ ที่นั่นมี เอลฟ์ผมเขียว ถูกขังแยกไว้คนเดียว ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตีที่รุนแรงกว่าคนอื่น ชุดกระสอบที่สวมใส่ขาดวิ่นจนแทบจะปกปิดร่างกายไม่อยู่ ทว่าสิ่งที่ทำให้กัลลัสต้องหยุดมือคือ 'ดวงตา' ของเธอ ดวงตาสีมรกตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววสิ้นหวังเหมือนเอลฟ์ตนอื่น แต่มันกลับเต็มไปด้วยความพยศ ความโกรธแค้น และความขยะแขยงที่มองมายังเขาอย่างรุนแรงราวกับจะเผาไหม้ร่างของเขาให้เป็จุณ
"จ้องข้าด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง?" กัลลัสวางปากกาลงแล้วแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยวจนรอยแผลเป็บนหน้าดูสยดสยอง
"หรือว่าความเ็ปที่ข้ามอบให้มันยังไม่พอ? อยากจะให้ข้า 'ทดสอบ' ความทนทานของร่างกายแกเหมือนพวกเอลฟ์คนอื่นๆใช่ไหม?"
เขายกแขนขวาที่เป็แขนกลขึ้นมา ความร้อนจากผลึกธาตุไฟเริ่มบีบอัดจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็ระลอกคลื่นจางๆ กลิ่นโอโซนจางๆ เริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณกรงขัง
"แกมันก็แค่ก้อนทองที่มีชีวิต... ที่ราคาสูงนิดหน่อยก็เท่านั้น" กัลลัสพึมพำกับตัวเอง
ในใจของเขานึกถึงแผนการเดินทางไปยังหมู่บ้านดอนตะวันพราวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ความแค้นที่มีต่อเซนคอยแผดเผาเขาอยู่ทุกลมหายใจ เขาอยากจะไปที่นั่นเพื่อขยี้ศัตรูให้แหลกคามือ แต่ทว่าหน้าที่จาก 'ขุนนางแห่งจักรวรรดิ' ที่สั่งจองสินค้าเกรดพรีเมียมชุดนี้ไว้สำหรับงานประมูลในอีก 3 ปีข้างหน้ากลับเป็พันธนาการที่สำคัญกว่า การรักษา "สภาพสินค้า" ให้ดูดีที่สุดจึงเป็เื่ที่เขาต้องอดทนไว้
กัลลัสหันกลับไปจดบันทึกต่อ โดยหารู้ไม่ว่าในความมืดที่เงียบสงัดของกรงขัง เอลฟ์สาวผมเขียวกำลังซุกซ่อนบางอย่างไว้ใต้ฝ่ามือ... บางอย่างที่จะเปลี่ยนแผนการที่เขาวางไว้ในแบบที่เขาไม่มีวันจินตนาการถึง
[การหลบหนีและความโชคร้ายที่ซ้อนทับ]
ท้องฟ้าเหนือป่าดิบชื้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ เมฆฝนก้อนมหึมาตั้งเค้าบดบังแสงจันทร์จนป่าทั้งผืนตกอยู่ในความมืดมิดที่น่าอึดอัด เสียงฟ้าร้องครวญครางต่ำๆ ดังมาแต่ไกล เป็สัญญาณของพายุใหญ่ที่กำลังจะมาถึง กัลลัสยืนอยู่หน้าปากถ้ำ แสงจากผลึกธาตุไฟที่แขนขวาส่องสว่างวาบสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มวิปริต
"พวกแก 8 คน แยกย้ายกันไปสำรวจทิศทางลมและพิกัดหมู่บ้านดอนตะวันพราวให้เป๊ะ" กัลลัสสั่งเสียงเหี้ยม
"ข้าจะล้างแค้นไอ้เซนก่อนที่จะส่งตัวนังสินค้าพวกนี้ไปส่งตามคำสั่ง... ข้าอยากเห็นบ้านมันเป็เถ้าถ่านก่อนที่ข้าจะจากไป"
ลูกน้องส่วนใหญ่แยกย้ายออกไปตามคำสั่ง ทิ้งไว้เพียงยามเฝ้าถ้ำ 2 คนที่นั่งพิงผนังหิน กลิ่นเหล้าหมักราคาถูกโชยหึ่งออกมาจากลมหายใจของพวกมัน บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด มีเพียงเสียงโซ่ตรวนที่ขยับกระทบกันเบาๆ จากเหล่าเอลฟ์ที่สิ้นหวัง
ทว่าภายในกรงไม้เสริมเหล็ก เอลฟ์ผมเขียว ไม่ได้สิ้นหวังตามเพื่อนร่วมเผ่า เธอซุกซ่อน 'เศษกระดูกมอนสเตอร์' ที่แหลมคมไว้ใต้ชุดกระสอบขาดวิ่น มือที่สั่นเทาพยายามสอดมันเข้าไปในรูกลอนกลไกหยาบๆ ของพวกค้าทาส แผลที่ข้อมือซึ่งถูกมัดมานานจนอักเสบเริ่มฉีกขาด เืสีแดงสดไหลซึมชโลมกระดูกมอนสเตอร์จนลื่น แต่เธอกลับไม่สนใจความเ็ป
แกร๊ก...
เสียงสลักดีดตัวเบาๆ ดังขึ้นในความมืด เธอหลุดออกมาได้แล้ว! เอลฟ์สาวพยายามคลานไปหาเพื่อนร่วมเผ่าด้วยความหวัง แต่ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะช่วยปลดโซ่ตรวนให้เอลฟ์หญิงอีกคน ความอ่อนแรงทำให้นิ้วของเธอพลาดไปเกี่ยวเข้ากับโซ่เหล็กเส้นหนา
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วถ้ำที่เงียบสงัด ยามเฝ้าถ้ำที่กำลังเมามายสะดุ้งสุดตัว มือคว้าดาบข้างกายทันที
"เฮ้ย! นังนั่นจะหนี! หยุดนะนังแพศยา!"
"หนีไป! หนีไปเร็วเข้า!" เอลฟ์ผู้ใหญ่ที่ถูกล่ามโซ่ะโสั่งเธอทั้งน้ำตา
เอลฟ์ผมเขียวไม่มีทางเลือก เธอจำต้องกัดฟันกลืนก้อนความรู้สึกผิดลงคอแล้ววิ่งออกไปทางปล่องหิน้าที่มีแสงรำไร เธอวิ่งฝ่าดงหนามที่เกี่ยวพรรณไม้จนิัขาวนวลเต็มไปด้วยรอยเื ร่างกายที่อดอยากและาแที่เริ่มติดเชื้อทำให้ทุกก้าวเดินเหมือนการเหยียบลงบนใบมีด มานาในร่างของเธอเหือดแห้งจนถึงขีดสุด ลมหายใจหอบถี่จนแสบปอด
เธอวิ่ง... วิ่งลัดเลาะลำธารลึกจนภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปพร้อมกับความเหนื่อยล้า ร่างของเธอทรุดฮวบลงโคนต้นไม้ใหญ่ ภาพสุดท้ายก่อนที่ความมืดจะครอบงำ คือเงาของกลุ่มเด็กๆ ที่ดูแปลกตา... กับแสงจางๆที่ดูอ่อนโยนจนเธอไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง
[ปัจจุบัน: การพบกันของรอยแค้น - มุมของกัลลัส]
กัลลัสและลูกน้องที่เหลือเดินลัดเลาะตามรอยเืมาอย่างอารมณ์เสีย กลิ่นคาวเืของเอลฟ์สาวมรกตยังคงใหม่สดจนทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังตามล่าสมบัติที่กำลังเคลื่อนที่ได้ แต่ทันทีที่แหวกพุ่มไม้ออกมา ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เขาต้องชะงัก
กลุ่มเด็กชาวบ้านประมาณ 6-7 คนกำลังล้อมรอบ 'สินค้า' มูลค่ามหาศาลของเขาเอาไว้
"ส่งนังนั่นคืนมาเ้าหนู... อย่าให้พวกข้าต้องเปลืองแรงกับเด็กอย่างพวกเ้าเลย" กัลลัสเอ่ยเสียงเย็น พลางลูบคราบเขม่าบนคมดาบเหล็กกล้า สายตาของเขากวาดมองเด็กๆ เ่าั้ด้วยความสมเพช
ทว่า... เมื่อสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่เด็กชายผมดำที่ยืนอยู่ใจกลางกลุ่ม กัลลัสรู้สึกเหมือนระบบ Golem Core ในอกของเขามันทำงานผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง เด็กคนนี้มีบางอย่างที่ 'ผิดปกติ' อย่างรุนแรง ความสงบเยือกเย็นที่แผ่ออกมา แววตาสีเข้มที่มองจ้องเขามาโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย แววตาที่เหมือนกำลังอ่านค่าทุกอย่างในร่างกายเขาออกจนหมดเปลือก
'ไอ้แววตาอวดดีแบบนี้... ท่าทางที่เหมือนคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดแบบนี้...' กัลลัสกัดฟันกรอด ความทรงจำที่แสนอัปยศเมื่อ 15 ปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ภาพของเซนที่ถือดาบไม้สั่งสอนเขามันซ้อนทับกับร่างของเด็กตรงหน้าอย่างประหลาด
แต่หมอนี่มันแค่เด็ก 5-6 ขวบ! กัลลัสสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป 'หน้าคล้ายอาจจะใช่... แต่ไม่ใช่หรอก เซนไม่มีทางมีลูกที่ดูน่าขนลุกขนาดนี้' เขาประเมินว่าเด็กพวกนี้ก็แค่ลูกหลานชาวบ้านที่ชอบเล่นเป็อัศวิน และเด็กผมดำคนนี้คงแค่มีพร์ด้านใจสู้มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย
"ไม่มีทาง! พวกเราไม่ยกคนเจ็บให้พวกคนเถื่อนอย่างพวกแกหรอก!" เด็กชายคนหนึ่งะโสวนกลับพร้อมชูโล่
กัลลัสแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยวจนรอยแผลเป็บนหน้าดูน่าเกลียดกว่าเดิม "เด็กสมัยนี้... ไม่ฟังที่ผู้ใหญ่พูดกันเลยจริงๆ ให้ตายสิ"
เขาไม่จำเป็ต้องใช้ดาบด้วยซ้ำ เพียงแค่สะบัดหลังมือที่อัดแน่นด้วยมานา ร่างของเด็กที่พุ่งเข้ามาก็กระเด็นกระแทกต้นไม้จนนิ่งสนิท ตามด้วยลูกเตะที่หักซี่โครงเด็กอีกคนจนเสียงกระดูกลั่นโพล๊ะดังสนั่นไปทั่วป่า
บรรยากาศรอบข้างเย็นะเืขึ้นทันที กัลลัสเดินเข้ามาช้าๆ จ้องมองเด็กชายผมดำที่เขาสงสัยในตอนแรก เด็กคนนั้นสั่งให้เพื่อนที่เหลือวางอาวุธและยอมจำนนอย่างเด็ดขาด
"ยอมจำนนซะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายกันหมดที่นี่!" เสียงของเด็กชายคนนั้นนิ่งสนิทจนกัลลัสยังรู้สึกแปลกใจ
"ฉลาดดีนี่หว่าเ้าหนู" กัลลัสสั่งให้ลูกน้องกรูเข้าไปมัดมือเด็กทุกคนอย่างทารุณ แขนกลที่ร้อนผ่าวของเขาบีบเข้าที่ไหล่ของเด็กชายผมดำแรงๆ เพื่อเช็กปฏิกิริยา แต่เด็กคนนั้นกลับนิ่งเฉย แววตาสงบนิ่งจนน่าขนลุก
กัลลัสหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ เขาคว้าคอเสื้อของเอลฟ์สาวผมเขียวขึ้นมาพาดบ่า "โชคดีจริงๆ นอกจากจะได้สินค้าชั้นยอดคืนมา ยังได้ 'ของแถม' เป็เด็กพวกนี้ไปขายต่อให้พวกขุนนางโรคจิตได้อีกหลายคน"
เขาหันมองไปยังทิศทางของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกล แววตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่กำลังจะะเิ "เอาตัวพวกมันไปขังรวมกันไว้ที่ถ้ำ! พรุ่งนี้เช้า... ข้าจะพาพวกแกไป 'เยี่ยม' พ่อแม่ที่หมู่บ้านเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะลาขาดจากโลกนี้ไปตลอดกาล!"
กัลลัสเดินนำขบวนกลับถ้ำด้วยความลำพองใจ โดยที่เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า... เด็กชายที่เขามัดมือไว้นั้น กำลังจ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาของ 'ผู้ล่า' ที่กำลังประเมินจุดตายของเหยื่อที่กำลังจะเน่าในไม่ช้า!