ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอนั้นเป็ประโยคที่ใช้ได้เสมอดังนั้นแล้ว ถ้ารู้จักพยายามฝึกฝนฝึกปรือฝีมืออยู่ตลอดเวลา กล้าที่จะท้าทายต่อสิ่งต่างๆที่อยู่ในรอบ จะทำให้ผู้คนมีจิตใจที่เข้มแข็งแล้วจะรู้ได้ว่าโลกนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดมันเป็คำกล่าวนี้ สามารถใช้กับทุกยุคทุกสมัยได้ไม่ว่าจะเป็ในอดีตหรือปัจจุบัน
ชู หยางได้สำรวจสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของพื้นที่บริเวณลำธารที่ไหลลงมาจากกลางูเาหลัง
จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่องรอยของสัตว์อสูรหรือใครเข้ามารบกวน เขาจึงนั่งสมาธิอยู่บริเวณโขดหินที่มีน้ำผ่านน้าทอดผ้าคลุมส่วนหัวออก เป็ภาพที่ดูหลงใหลบุรุษผู้มีความหล่อเหลามีดวงตาที่งดงามผิวขาวผมขาวหน้าไข่ ซึ่งชวนให้หลงใหล ดูน่าพิศวงจนทำให้เวลานั้นหยุดนิ่ง
ชู หยางกำลังรวบรวมลมปราณที่อยู่บริเวณรอบแม่น้ำลำธารแห่งนี้ถึงแม้มันจะเล็กน้อยแต่ก็ช่วยให้เขาให้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา หลังจากเขาดูดซึมพลังลมปราณเข้ามาได้ส่วนหนึ่ง
ร่างกายของเขาก็ยิ่งเป็ประกายมากขึ้นจนทำให้เขารู้สึกได้ว่ามันช่างสงบร่มรื่นดีเหลือเกิน
ชู หยางปัจจุบันการบ่มเพาะพลังของเขาอยู่ที่พลังผู้ฝึกตนขั้น 10 และใกล้ทะลวงไปสู่ พลังขั้นจิติญญาขั้นต้น จึงไม่แปลกใจนักที่เขาหาหนทางหรือลมปราณแม้กระทั่งยาเือสูรเพื่อใช้ในการทะลวงขั้นต่อไปเหลือเพียงแค่เืและจิติญญาเท่านั้นที่เขายังไม่รู้ว่ากลุ่มก้อนสีดำที่อยู่ในจิติญญามันคืออะไร ส่วนเืเขาได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดแต่ก็ไม่พบสิ่งที่เขา้าช่างน่าแปลกใจเสียจริง
ความ้าของ ชู หยาง คือการรีบทะลวงผ่านพลังขั้นจิติญญาเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองเขาจึงต้องออกมาเพียงลำพังเท่านั้นเพื่อให้พบกับความต่อสู้ที่ทำให้เขาต้องยากลำบาก
ในอดีตชู หยางนั้นมีทรัพยากรมากมายรวมถึงยาทุกชนิดเนื่องจากเขาเป็ทั้งผู้ยิ่งใหญ่จักรพรรดิ์ด้านปรุงยา จึงทำให้รู้สึกหงุดหงิดกับการหาทรัพยากรที่ควรจะได้ไปตอนนี้
ตะวันกำลังลาลับไปในขณะที่เขากำลังนั่งบ่นเพาะพลังบนโขดหิน
เขาพยายามทำให้พลังอยู่ในจุดสูงสุดพร้อมกับเริ่มทำความเข้าใจกับจิติญญาที่แอบซ่อนอยู่เพราะจิติญญาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันบ้างก็เป็ภูตื บ้างก็เป็ปีศาจ บ้างก็เป็อสูร บ้างก็เป็เผ่านางฟ้าหรือแม้กระทั่งเทพสัตว์อสูร 12 ตน และ 1 าาเทพสัตว์อสูร 12 ตน
อะไรก็ตามขณะที่เขากำลังนั่งอยู่มีกลุ่มคนกำลังเข้ามาใกล้เขาโดยมีผู้ติดตาม2 และคณะ 4 คน เขาจึงซ่อนตัวหลบลงไป ช่องถ้ำขนาดเล็กที่เพียงพอให้เขาซ่อนตัวเนื่องจากเขาไม่ชอบความวุ่นวายและเป็จุดสังเกตของคนซึ่งเป็นิสัยของดั้งเดิมของเขาอยู่แล้ว
กลุ่มคนที่เข้ามานั้นประกอบไปด้วยดารุณี 3 นาง ชายหนุ่ม และคนชรา 2 รวมถึงชายฉกรรจ์ 2 คนด้วยการที่เขามาถึงที่บริเวณนี้แสดงว่าเขา้านั่งพักแรมเพื่อพร้อมออกเดินทางเข้าไปข้างในูเาทมิฬอย่างแน่นอน
ขณะที่พวกเขากำลังกางกระโจม เพื่อใช้ในการพักแรม ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก่อไฟส่วนชายชราเฝ้าดูแลบริเวณโดยรอบซึ่งแม่สังเกตเห็นว่า ชู หยาง กำลังซ่อนตัวอยู่ช่องถ้ำ ส่วนชายฉกรรจ์ 2 คน กำลังหาปลาเพื่อใช้บริการทำอาหารและพักแรมในคืนนี้
หญิงสาว 3 นางเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงอยากจะอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายที่เจอลมเจอแดดและความร้อนดังนั้นพวกนางจึงเดินไปบริเวณหลังโขดหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่อยู่ติดกับช่องถ้ำ ที่ชู หยางกำลังซ่อนตัวอยู่นั้นเอง
ร่างของเด็กสาวทั้ง 2 คนที่กำลังเล่นน้ำเป็ภาพที่สวยงามจริงๆ ถ้าใครได้มองเห็นคงเป็ภาพที่ไม่น่าลืมเลือน แต่อีก 1 คนที่สวมเสื้อคลุมอยู่นั้น กลับไม่กล้าที่จะลงไปเพื่อชำระร่างกายของตน นางรู้สึกได้เหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองนางอยู่จึงสร้างหมอกม่านน้ำเพื่อกั้นมีให้ใครได้เห็นภาพที่ แม่นางทั้งสองคนกำลังอาบน้ำอยู่
ชู หยาง นั่งหันหลังเพื่อทำเป็มองไม่เห็นกับภาพที่เกิดขึ้นเพราะว่าเขากลัวการเข้าใจผิดว่าเขาเป็พวกโรคจิตชอบแอบมองสาวอาบน้ำแต่ดวงตาคู่นั้นของเขาหันสบตากับแม่นางที่สวมผ้าคลุมหัว จนทำให้เกิดการขยับตัวขึ้นถึงแม้จะเป็่เวลาที่ไม่ตั้งใจก็ตาม แต่มันทำให้การคงอยู่ของชู หยาง ถูกพบเข้าโดยบังเอิญหรือมันคือโชคชะตาที่ทำให้เขาต้องเจอกับนางอีกครั้ง
แม่นางที่สวมผ้าคลุมหัวเห็นดวงตาคู่นั้นก็จำได้ทันทีความเป็บุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งเล่นพบเจอระหว่างทางเข้าูเาทมิฬ
เมื่อเห็นดังนั้นแล้วแม่นางที่สวมผ้าคลุมหัว ได้บอกหญิงสาวทั้งสอง ให้รีบขึ้นมาจากลำธารได้แล้วถ้าผู้หญิงพบเข้าคงจะไม่ดี ในขณะที่นางพูดนั้นได้หันไปมองทิศทางช่องถ้ำ
แม่นางหนึ่งเอ่ยปากกล่าวขึ้นมา’’ไม่มีใครในที่นี่หรอกเ้าคิดมากเกินไปแล้ว ลู่ เม่ยเม่ย