บทที่ 23
เ้าของหอสุรา
กลิ่นเครื่องหอมคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ลู่เฟิ่งเดินทางขึ้นมาถึงบริเวณ้าของหอสุราไป๋จี้
ทางเดินกว้างขวางทอดยาวไปด้านหน้า ลู่เฟิ่งเดินตามหญิงสาวที่กำลังนำทางเขาอยู่ เดินตามหลังไปสักพักพบเจอเข้ากับห้องห้องนึงเป็ห้องขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า
ประตูถูกเลื่อนเปิดออก สตรีที่เดินนำทางก้มหน้าแล้วก็พูดขึ้น “ เชิญเข้าไปด้านในเ้าค่ะ ”
“ นายท่านกำลังรอพบท่านอยู่ ”
ลู่เฟิ่งเดินเข้าไปบริเวณด้านใน ห้องกว้างขวางใหญ่โต การตกแต่งที่ประณีตและงดงาม กลิ่นสุราชชนะเลิศปกคลุมไปทั่วทั้งห้องแห่งนี้
ลู่เฟิ่งเดินผ่านประตูเข้ามาด้วยท่าทางไร้ซึ่งความกังวล มองตรงไปด้านหน้าพบเห็นชายวัยยี่สิบปลายๆผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่
ชายวัยยี่สิบปลายๆผู้นั้นมีผมดำยาวลวกมัดเอาไว้เป็ระเบียบ สวมใส่ชุดสีขาวเรียบง่ายแต่ก็สง่างาม มีใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้หรอกคุณชายจากเมืองใหญ่
เขากำลังนั่งยกเจาะสุราด้วยท่าทางผ่อนคลาย เมื่อเห็นแขกเดินทางเข้ามาก็วางจอบสุราลงและเปลี่ยนท่าทีเป็เท้าคาง
คนผู้นั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่เท้าคางแล้วก็มองมาที่ลู่เฟิ่ง ข้างโต๊ะตัวใหญ่ที่ชายผู้นั้นกำลังนั่งอยู่มีผู้คุ้มกันหนึ่งคนที่เหน็บกระบี่เอาไว้ข้างเอว ผู้คุ้มกันผู้นี้สวมใส่ชุดสีดำสนิท มันมีอายุราวๆยี่กลางๆ
แต่ดูขอบเขตพลังแล้วคนพวกนี้อยู่ในระดับขอบเขตสร้างพลังขั้นที่แปด ถือว่าเป็อัจฉริยะสำหรับคนธรรมดา
ผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ทางด้านซ้ายแสดงท่าทางเรียบเฉย ใบหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา
ส่วนทางด้านขวาของบุรุษชุดขาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ มีสตรีงดงามคู่หนึ่งที่คอยรินสุราให้
ลู่เฟิ่งเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องแห่งนี้ยกคิ้วขึ้นที่มุมปาก มองกลับไปที่ชายที่กำลังนั่งอยู่ตรงกลาง ‘ คนผู้นี้นี่แหละที่ข้าอยากจะมาพบเจอ เ้าของลงสุราไป๋จี้ หลัวเซียน ผู้คนมากมายรู้จักกันในนามในท่านหลัวแห่งผอไป๋จี้ ’
ลู่เฟิ่งยังคงจำได้ดีก่อนที่ตนเองจะย้อนกลับมา เื่ไปในอดีตที่ตนเคยผ่านมา เป็ความทรงจำที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
หลังจากที่ออกมาจากเมืองหลวงเพราะโดนขับไล่ ด้วยความไร้ความสามารถจึงเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้วก็มาตั้งหลักได้ที่เมืองแห่งนี้ แต่ที่ลู่เฟิ่งสามารถอาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้และเริ่มสร้างตัวได้
มันก็เป็เพราะว่าผู้ที่เป็เ้าของหอสุราไป๋จี้ที่คอยสนับสนุน ตอนนั้นเขาอายุ 20 ตอนต้นคนผู้นี้ก็อายุปลาเข้าไป 30 แล้ว
แม้จะเป็เช่นนั้นแต่ก็ถือว่าเป็สหายต่างวัยกัน หลัวเซียนเป็สหายอีก 1 คนที่ลู่เฟิ่งคิดว่าเขาเป็สหายอย่างแท้จริง
หลัวเซียนสนับสนุนลู่เฟิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็ในด้านทรัพยากร หรือว่าในด้านที่อยู่อาศัยใน่แรกๆที่ลู่เฟิ่งเพิ่งมาที่เมืองแห่งนี้
ถึงแม้ว่าจะเป็ความทรงจำที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แต่มันเองก็มีความขมขื่นอยู่เช่นเดียวกัน
หลังจากที่รู้จักกันเข้าปีที่ห้า หลัวเซียนโดนสังหารตายจากการโดนใครก็ไม่รู้เข้ามาโจมตีหอสุราแห่งนี้
ในตอนนั้นมันเป็ความทรงจำที่เลวร้ายเป็อย่างมาก ลู่เฟิ่งโกรธเกี้ยวต้นขนาดที่ทำลายหุบเขาอสูรสายหมอกไปถึงครึ่งหนึ่ง
ลู่เฟิ่งในตอนนั้นเรากับคนบ้าคลั่งที่ตามหาคนที่สังหารจะหายรักแทบจะพลิกแผ่นดิน แต่หลังจากที่ตามหาไปเป็เวลานาน
เขาเองก็ไม่พบเจอเบาะแสเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายแล้วหลัวเซียนก็ต้องตายเปล่าโดยที่ไม่สามารถจับมือผู้ใดดมได้
เองก็เป็อีกหนึ่งาแภายในจิตใจของลู่เฟิ่งมาจนถึงในตอนนี้ การที่เขาเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ก็เพื่อจะมาพบสหายผู้นี้
ยามนี้สหายที่ตนเองคิดถึงในอดีตกำลังนั่งอยู่ด้านหน้า หลัวเซียนขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มที่กำลังยกยิ้มที่มุม
“ นี่ท่านกำลังหัวเราะอย่างนั้นหรือ.. ”
ลู่เฟิ่งมองกลับไป “ ข้าเพียงแค่กำลังมีความสุขเท่านั้น ”
“ ประหลาดยิ่งนักเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้เ้าไม่รู้สึกเกรงกลัวอะไรเลยอย่างนั้นหรือ”
“ ช่างเป็คุณชายที่แปลกยิ่งนัก.. ”
“ แล้วในท่านของหอสุราแห่งนี้เรียกพบข้าเช่นนี้มีเื่อันใดอยากจะสนทนาอย่างนั้นหรือ? ” ลู่เฟิ่งมองกลับไป
“ ข้าได้ยินว่าท่านสามารถคาดเดาการต่อสู้ในครั้งนี้ถูกต้องได้ทั้งหมดทั้ง 10 คู่ ”
“ แถมยังได้เงินไปเป็จำนวนมากกับการลงเดิมพัน รู้สึกว่าท่านจะเริ่มต้นจากเพียงแค่ 1 เหรียญทองเท่านั้น ”
“ และท่านเองก็ได้รับเงินเดิมพันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่นำเอาเงินพวกนั้นไปลงเดิมพันทั้งหมด ”
“ หอของข้าต้องสูญเสียรายได้ถึง 1,000 เหรียญทองใน่ราตรีเดียวนี่ถือว่าเป็เื่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยทีเดียว ”
ลู่เฟิ่งพูดกลับไป “ แล้วอย่างไรเ้าหอสุราไป๋จี้ อยากจะเอาคืนค่าเลยเรียกมาอย่างนั้นหรือ หรือว่าอยากจะได้เงินทั้งหมดที่เสียไปคืน ”
“ ฮ่าๆๆ ข้าไม่ทำอันใดที่ไร้สาระแบบนั้นหรอก ”
“ การเดิมพันก็คือการเดิมพันทุกอย่างล้วนแล้วต้องเท่าเทียม ”
“ ข้าเองก็ไม่ใช่พวกที่เป็คนพาลที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเองหรอกนะ ”
“ ถึงแม้ว่าเงินที่ท่านได้ไปจะเป็เงินจำนวนมากถึงขนาด 1,000 เหรียญทอง เทียบเท่ากับเงินรายได้ประมาณครึ่งเดือนของหอสุราแห่งนี้ ”
“ แต่ท่านชนะการเดิมพันข้าไม่คิดจะเรียกมันคืนหรอก ”
“ แน่นอนการที่เชิญมาที่สถานที่แห่งนี้ก็เพราะว่าอยากจะเห็นเท่านั้นว่าเป็คนแบบใด ั้แ่ค่าเริ่มทำการเดิมพันมาเปิดการเดิมพันแต่ละราตรีไม่เคยขาดทุนแม้แต่ราตรีเดียว ”
“ เลยสงสัยว่าผู้ใดที่สามารถคาดเดาการต่อสู้ทั้งหมด 10 ผู้ได้อย่างแม่นยำ ” หลัวเซียนยกน้ำสุราขึ้นมาดื่ม
“ ไม่คิดเลยว่าจะเป็คุณชายท่านหนึ่งที่อายุเพียงแค่นี้ ”
“ ท่านคงจะเป็อัจฉริยะสินะ ”
“ แต่พวกผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับสูงให้คาดเดาการต่อสู้พวกนั้นยังไม่สามารถทำได้แต่ด้วยซ้ำ ”
ลู่เฟิ่งตอบกลับไปพร้อมกับยกไหล่ทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมา “ ข้าเก่งเื่การมองคนน่ะ ”
“ เพราะแบบนั้นเลยสามารถคาดเดาการต่อสู้ทั้งหมดได้ ”
“ เก่งเื่การมองคน.. ถึงแม้ว่าท่านจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ว่าการนำเอาคนที่มีระดับฝีมือเท่ากันมาสู้กัน”
“ ถึงแม้ว่าจะเก่งขนาดไหนก็คงจะไม่มีใครสามารถคาดเดาการต่อสู้ได้ั้แ่ตอนที่ยังไม่เริ่มหลอกระมัง ”
“ ข้าอยากรู้น่ะว่าเหตุใดตัวของท่านถึงสามารถคาดเดาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ท่านพอมีความรู้อะไรแบ่งปันให้ข้าบ้างหรือไม่ ”
ลู่เฟิ่งมองกลับไป “ นั่นสินะข้าขอสุราสักจอกหนึ่งได้หรือไม่ ”
“ อ่อจริงสิ ”
“ ลืมไปเสียสนิทเลยเชิญคุณชายนั่งก่อน เตรียมสุราให้คุณชายด้วย ” หลัวเซียนเชิญลู่เฟิ่งนั่งตรงโต๊ะตำแหน่งแขก
หลัวเซียนไม่ใช่คนที่มองคนจากภายนอก ถึงแม้ว่ารูปลักษณะภายนอกจะสามารถวัดได้หลายๆอย่างก็เถอะ
แต่หลังจากที่ได้พูดคุยหลายประโยคมันทำให้หลัวเซียนรู้ได้ในทันที เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าไม่ธรรมดา
แม้ว่าจะแต่งกายเหมือนกับขอทานน้อย แต่ทั้งน้ำเสียงและการพูดคุยท่าทางกริยาอย่างไรเสียก็ไม่ใช่โทนธรรมดาอย่างละแน่นอน
ลู่เฟิ่งนั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งแขกก่อนที่จะยกสุราขึ้นเดิม “ นี่นายท่านของหอสุราไป๋จี้ ”
“ ท่านรู้จักสิ่งที่นี่เรียกว่ามุกจิตอสูรหรือไม่ ”
หลังจากได้ยินชื่อนั้นดวงตาของหลัวเซียนเบิกกว้างขึ้น ท่าทีของเขานั้นเปลี่ยนไปในทันที ผนวกกับผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้คุ้มกันผู้นั้นใช้มือของตนเองจับกระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวพร้อมโจมตีลู่เฟิ่ง
จบบท