“ยามนี้กรมอาญากำลังไต่สวนคดีลอบสังหารเสนาบดีเสิ่นกับขุนนางอีกหลายคนอยู่ไม่ใช่หรือเ้าคะ?” จ้าวหนิงเซียนยกยิ้มมุมปาก
ซูเหวินฉังตาโต ร้องเสียงหลงทันที “เ้าจะไปก่อเื่ที่นั่นไม่ได้นะ!”
“ก่อเื่อันใดกันเ้าคะ พวกเราเพียงแค่จะไปนั่งชมการไต่สวนอย่างเป็ทางการต่างหากเล่า หากมีการไต่สวนอย่างเป็ธรรมก็แล้วไป... แต่หากพบว่ามีเื่ผิดปกติ สำนักเจิ้นอู่ของเราจะได้ถือโอกาสเข้าไปจัดการเสียเลยอย่างไรเล่า!”
ลู่เฟยเหยียนเลิกคิ้วขึ้นสูงยืนยิ้มฟังด้วยความสนใจ
'ยัยองค์หญิงนี่คงตื่นเต้นที่ได้ออกจากวังจนเืร้อนแน่ๆ และหากเป็แบบนี้ก็เข้าทางข้าสุดๆ!
ในหัวของชายหนุ่มเริ่มจินตนาการภาพตนเองเปิดตัวอย่างเท่ๆ ราวกับพระเอกซีรีส์ย้อนยุค หากการไต่สวนของกรมอาญามีสิ่งผิดปกติจริง เขาก็พร้อมจะสะบัดเสื้อคลุมก้าวออกไปทำหน้าที่ ‘ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสำนักเจิ้นอู่’ ให้พวกขุนนางชั่วและผู้คนทั้งแคว้นต้องตกตะลึงจนตาค้าง!
“ความคิดองค์หญิงประเสริฐยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เฟยเหยียนเอ่ยสนับสนุนทันควัน
ขวับ!!!
จ้าวหนิงเซียนหันมาจ้องชายหนุ่มด้วยสายตาดุดันจนเขาเผลอะโถอยหลังไปสองก้าว
“อ..องค์หญิง อย่า..อย่าบอกนะว่ากระหม่อมแค่เอ่ยชมท่านประโยคเดียว ท่านก็จะสารภาพรักกับกระหม่อมแล้ว!!”
ป้าบ!!
ซูเหวินฉังฟาดไม้ตะพดใส่แผ่นหลังของชายหนุ่มเต็มมือ “เ้าพูดจาบ้าบออะไรของเ้า! ลู่เฟยเหยียน!”
หญิงสาวแอบยกมือขึ้นลูบจมูกปราดหนึ่งด้วยความขวยเขินก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“ผู้ตรวจการลู่ อยู่นอกวังหลวงข้าก็เป็เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านหาใช่องค์หญิงไม่ ท่านเรียกข้าว่ามือปราบจ้าวจะดีกว่าเ้าค่ะ”
พรืดดดด!
ลู่เฟยเหยียนหลุดขำพรืดออกมาจนไหล่สั่นสะท้าน ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแต่เสียงหัวเราะก็ยังเล็ดลอดออกมาอยู่ดี
“มือปราบจ้าวเนี่ยนะ!? องค์หญิงบอบบางปานนี้ แค่ลมพัดแรงๆ ก็ปลิวแล้วกระมัง จะมีแรงถือมีดได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบหางตาของเขาก็เห็นเงาดำทะมึนของไม้ตะพดกำลังจะทาบทับบนศีรษะของตนอีกครั้ง ชายหนุ่มรีบยกมือคว้าไม้ตะพดเอาไว้แล้วกระแอมไอ ปรับสีหน้าให้ดูขึงขังจริงจัง ยอมเล่นตามน้ำไปอย่างว่าง่าย
“รับทราบแล้ว! มือปราบจ้าว! เช่นนั้นพวกเราก็รีบไปที่ศาลาว่าการกันเถิด!”
…
เมื่อทั้งสามคนเดินทางมาถึงหน้าศาลาว่าการกรมอาญา ลานกว้างด้านหน้าก็เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่แห่แหนกันมามุงดูและรอฟังการไต่สวนคดีใหญ่อย่างล้นหลาม
สำนักเจิ้นอู่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาได้สิบกว่าวัน ชาวบ้านอาจจะเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง แต่ย่อมไม่มีทางรู้จักใบหน้าค่าตาของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามคนจึงทำได้เพียงยืนชะเง้อคอมองอยู่ห่างๆ ท้ายฝูงชน
ลู่เฟยเหยียนหรี่ตามองข้ามหัวชาวบ้านเข้าไปยังลานไต่สวนเบื้องหน้า กวาดสายตามองเหล่านักโทษที่ถูกจับใส่ขื่อคาคุกเข่าเรียงรายอยู่กับพื้น ทันใดนั้น คิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดเข้าหากันแน่น
“ท่านเ้าสำนัก...” ชายหนุ่มเอียงคอกระซิบเสียงเครียด
“ท่านดูนักโทษพวกนั้นสิ ขุนนางที่ถูกควบคุมตัวล้วนเป็คนจากฝ่ายของเสนาบดีฝ่ายขวาเสิ่นกั๋วตงทั้งสิ้น เสนาบดีเสิ่นถูกลอบสังหารไปแล้ว แต่คนที่ถูกจับมาไต่สวนกลับเป็ลูกน้องของเขาทั้งขบวน... เื่นี้มันผิดปกติอย่างแน่นอนขอรับ!”
ซูเหวินฉังที่ถูกเบียดจนหนวดยังกระดิกไม่ได้ แค่นเสียงในลำคอ บ่นอุบอิบอย่างเสียอารมณ์
“เ้ารู้สึกว่ามันแปลกแล้วได้อะไรขึ้นมาเล่า? ในเมื่อพวกเรายังมุดเข้าไปในศาลาว่าการไม่ได้ด้วยซ้ำ หลักฐานอันใดก็ไม่มีโอกาสได้เห็น ยืนมองจากตรงนี้จะไปสืบคดีได้อย่างไร!”
“ข้าจัดการให้เองเ้าค่ะ!”
เสียงหวานใสดังแทรกขึ้นมา ยังไม่ทันที่ลู่เฟยเหยียนจะทันหันไปมอง จ้าวหนิงเซียนก็ก้าวพรวดออกไปเบื้องหน้า มือเรียวเล็กขาวเนียนที่ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ยื่นออกไปจับคอเสื้อของชายฉกรรจ์ร่างั์สองคนที่ยืนบังทางอยู่ด้านหน้า
ควับ! ฟิ้ว! ตุ้บ! ตุ้บ!
โดยไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ ร่างหนาบึ้กของชายฉกรรจ์ทั้งสองลอยคว้างแหวกอากาศออกไปด้านข้างราวกับถูกเหวี่ยงถุงกระสอบก็ไม่ปาน ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นจนฝุ่นตลบอบอวล!
“ถอย! ออก! ไป! ให้! หมด!”
หญิงสาวะโลั่นพลางก้าวเดินต่อไปข้างหน้า มือซ้ายคว้าไหล่ มือขวาจับคอเสื้อ ใครขวางทาง นางจับโยนกระเด็นออกไปซ้ายทีขวาทีอย่างเมามัน ร่างของชาวบ้านนับสิบคนถูกจับเหวี่ยงแหวกทางเป็ช่องว่างราวกับแหวกทะเลแดง!
ลู่เฟยเหยียนยืนอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นหลังอรชรขององค์หญิงน้อยด้วยความช็อกสุดขีด!
ภาพสตรีงามระดับซูเปอร์สตาร์ในหัวของเขาสลายหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงภาพมอนสเตอร์สายลุยในคราบของเทพธิดา!
“แม่เ้า!! มารดามันเถิด! นั่นนางจริงๆ หรือขอรับท่านเ้าสำนัก!”
ซูเหวินฉังนั้นไม่ได้มีท่าทีใแม้แต่น้อย ชายชราเพียงแค่ยกมือขึ้นกุมขมับแล้วถอนหายใจออกมายาวเหยียด รู้อยู่แล้วว่าเื่นี้มันต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ไม่นึกว่าองค์หญิงหกจะเปิดฉากลงมือทันทีเมื่อมาถึงเช่นนี้!
“ยังดีที่นางส่งสาวใช้สามคนนั้นไปที่สำนักเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเดือดกว่านี้แน่!” ชายชราตบบ่าลู่เฟยเหยียนเบาๆ แทนการปลอบขวัญที่กำลังแตกกระเจิงของอีกฝ่าย
ลู่เฟยเหยียนตื่นตระหนกระคนเจ็บใจอยู่ไม่น้อย ฉากนี้ควรเป็ฉากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของพระเอกซีรีส์เช่นตนมิใช่หรือ?
“ไม่ได้การละ ท่านเ้าสำนัก! ข้าต้อง..”
“ผู้ตรวจการลู่ เ้าเก็บอาการเสียหน่อย ปล่อยให้นางจัดการต่อเถิด นางไม่เป็อะไรหรอก”
ชายหนุ่มแทบจะกระอักเื ใครว่าเขาเป็ห่วงนาง จ้าวหนิงเซียนกำลังแย่งซีนเปิดตัวของตนไปต่างหากเล่า!
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทหารยามของกรมอาญารีบวิ่งกรูกันเข้ามา พร้อมกับยกหอกขวางทางจ้าวหนิงเซียนเอาไว้ทันที
“บังอาจ! ที่นี่คือศาลาว่าการกรมอาญา ผู้ใดกล้ามาก่อความวุ่นวาย!”
“ข้าคือมือปราบจ้าวแห่งสำนักเจิ้นอู่! ใครกล้าขวางทางข้าก็เข้ามาเลย!”
ทั่วบริเวณราวกับถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ ชื่อสำนักเจิ้นอู่ที่เหมือนจะเคยได้ยินพลันผุดขึ้นมาในความทรงจำของแต่ละคน แต่ฝ่าาแต่งตั้งให้ลู่เฟยเหยียนเป็ผู้ตรวจการประจำสำนักมิใช่หรือ? แล้วสตรีผู้นี้เป็ใครมาจากไหน!
“สามหาวนัก!” ทหารยามตะคอกกลับ
“ช้าก่อน! หยุดมือเดี๋ยวนี้!!”
เสียงตวาดลั่นดังมาจากโต๊ะไต่สวนเบื้องบน เผยเจิ้ง เ้ากรมอาญาที่ก่อนหน้านี้กำลังนั่งปั้นหน้าขรึมอยู่บนเก้าอี้ เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า เมื่อเห็นดวงหน้าของสตรีที่กำลังบุกฝ่าเข้ามาได้อย่างชัดเจน เขาย่อมจำองค์หญิงหกจอมป่วนประจำวังหลวงได้อย่างแม่นยำ!
เผยเจิ้งลนลานลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ รีบสะบัดมือไล่พวกทหารยาม “ถอยไปให้หมด! เชิญ... เชิญองค์หญิงเสด็จเข้ามาด้านในก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“เรียกข้าว่ามือปราบจ้าว!” หญิงสาวตวาด
“ด..ได้..พ่ะย่ะค่ะ เชิญมือปราบจ้าว” เ้ากรมอาญาผู้น่าเกรงขามปาดเหงื่อบนหน้าผากทิ้งอย่างรวดเร็ว
ลมพายุลูกใดหอบเอาบรรพชนน้อยผู้นี้มาถึงศาลกรมอาญากันได้นะ!
ชาวบ้านและเหล่าทหารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่าจ้าวหนิงเซียนกลับไม่ได้เดินตรงเข้าไปที่โต๊ะไต่สวนในทันที แต่นางกลับหันหลังหมุนกายไปทางซูเหวินฉังและลู่เฟยเหยียนที่เดินตามหลังมา
“ท่านเ้าสำนัก ผู้ตรวจการลู่... เชิญพวกท่านเข้าไปก่อนเ้าค่ะ”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานกว้างทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ชายชราหน้าตาเคร่งขรึมและชายหนุ่มรูปงามด้วยความงุนงงและสงสัยถึงขีดสุด...องค์หญิงหกโค้งคำนับให้คนแปลกหน้าสองคนนี้อย่างนอบน้อม? สองคนนี้เป็ใครกันแน่?!
“นะ…นั่น! ท่านราชครูซู!” เผยเจิ้งลมแทบจับ นอกจากองค์หญิงหกแล้วยังมีอดีตราชครูผู้เข้มงวดเดินทางมาที่นี่ด้วย!
"ตอนนี้ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็เ้าสำนักเจิ้นอู่คนใหม่แล้ว เ้าต้องเรียกเขาว่าเ้าสำนักซู! จ้าวหนิงเซียนหันไปตวาดเผยเจิ้งอีกรอบ
ซูเหวินฉังโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ตำแหน่งของข้าไม่ได้สำคัญอันใด เชิญใต้เท้าเผยไต่สวนคดีต่อได้เลย เราสามคนรอฟังอยู่”