ใครคือแม่นางน้อยกัน!
เสียงแหลมเล็กตวาดดังลั่นจนทุกคนสะดุ้งโหยงด้วยความใและหวาดกลัว พวกเขากลัวว่าขั้นต่อไปนางจะลงมือสังหาร ฆ่าตัดคอพวกเขาทันที
หม่าจางเหว่ยได้แต่คิดว่านางที่มีอายุเพียง 5-6 ปีเท่านั้นจะไม่ให้เขาเรียกว่าแม่นางน้อย แล้วจะให้เรียกแม่นางใหญ่หรืออย่างไรกันเขารีบส่ายศีรษะไปมาให้กับความคิดว่าบ้าๆ นั้นทิ้งทันที
“เอ่อ…เป็ข้าที่พูดผิดไป งั้นเ้า้าให้ข้าเรียกเ้าว่าอย่างไรดีหรือ ขอให้เอ่ยออกมาได้เลย”
ไป๋เจียอี: “เรียกข้าว่าลูกพี่”
ทุกคน: "..."
หม่าจางเหว่ย: “ลูกพี่คืออะไรหรือ”
ไป๋เจียอี : “ลูกพี่ก็คือพี่ใหญ่นั่นแหละ”
พรืด…! เสียงหัวเราะของหวงหลานดังลั่น นางอดไม่ได้จริงๆ คุณหนูของนางช่างแสบเหลือเกิน ผิดกับพวกองครักษ์ทั้ง 10คน ที่มีสีหน้าตระหนกใเป็อย่างมาก จะให้องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่ในอนาคตอันใกล้นี้จะได้รับการแต่งตั้งเป็องค์รัชทายาท มาเรียกเด็กน้อยสามัญชนคนธรรมดาที่มีอายุเพียงแค่ 5 ถึง 6 ปี ว่าลูกพี่ได้อย่างไรกันนี่มันิ่เบื้องสูงชัดๆ มีโทษปะาถึง 9 ชั่วโคตรเชียวนะ
ไม่รู้ว่าหนึ่งในองครักษ์ในนั้น กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรกันเอ่ยปากทัดทานขึ้นทันใด
“ไม่ได้นะขอรับองค์ชาย”
ไป๋เจีออีหันขวับไปทางองครักษ์นายนั้นทันที ใช้สายตาแมวอันไร้กาจและเยือกเย็น จ้องอย่างจะกินเืกินเนื้อ ไม่เพียงแต่องครักษ์นายนั้นที่ถอยหลังกรูด ทุกคนที่ได้สบตาแมวอันเย็นะเืคู่นั้นต่างพากันก้าวถอยหลังตามกันไปติดๆ พวกเขาหวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
ไป๋เจีออี: “เ้าว่าอย่างไรนะ” ไป๋เจียอีเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงที่เ็า
องครักษ์: “ขะ…ข้า…แค่อยากจะบอกว่า…ว่า…” เขาสุดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าออกมาแล้วเอ่ยต่อ
“ว่าจะให้องค์ชายใหญ่เรียกแม่นางว่าลูกพี่คนเดียวไม่ได้นะขอรับ พวกข้ากะ…ก็อยากจะเรียกแม่นางว่าลูกพี่เหมือนกัน”
องครักษ์ 9 คน ที่เหลือพวกเขาหันไปหาองครักษ์ที่กล่าววาจาเหลวไหลนั้นอย่างจะกินเืกินเนื้อ แต่องครักษ์ที่เอ่ยวาจานั้นก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใดเพราะเขารู้สึกหวาดกลัวแม่นางน้อยตรงหน้านี้มากกว่าพรรคพวกตัวเองเสียอีก ดีไม่ดีวินาทีต่อไปตนอาจหัวหลุดออกจากบ่าก็เป็ได้ หากพูดจาไม่เข้าหูนางซึ่งทุกคนก็คิดเช่นเดียวกัน จึงไม่ได้เอ่ยทักท้วงต่อแต่อย่างใด พากันพยักหน้าหงึกๆ ด้วยน้ำตาส่งให้ไป๋เจียอี เพื่อตอบเป็นัยๆ ว่าพวกเขาก็อยากเรียกนางว่าลูกพี่เหมือนกัน
ไป๋เจียอี: “ฮ่าๆๆ …เด็กดีงั้นพวกเ้าก็เรียกข้าว่าลูกพี่ด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ ไม่ต้องพากันน้อยใจไป”
ฮ่า!…ฮ่า!…ฮ่า…!
เหล่าองครักษ์ทั้ง 10 นาย: “ฮ่าๆๆ” พวกเขาเปล่งเสียงหัวเราะอย่างสิ้นหวังพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย
หม่าจางเหว่ยเขาหมดคำจะพูดแล้วจริงๆ
“เสี่ยวอี…เสี่ยวอี…ของข้าเ้าอยู่ที่ใด…ฮือๆๆ” จู่ๆ ก็มีเสียงของหญิงชรากับชายชราดังขึ้นมาแต่ไกลลอยมากับสายลมให้ได้ยิน
หวงหลาน : “คุณหนูนั่นเป็เสียงของฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านผู้เฒ่ามิใช่หรือเ้าคะ”
หวงหลานเอ่ยถามคุณหนูของตน ส่วนไป๋เจียอีนางย่อมรู้อยู่แล้วว่านั่นเป็เสียงของท่านปู่กับท่านย่าของตน นางจึงเดินเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของหวงหลาน หวงหลานที่ฟังอยู่นั้นถึงกับใจนปากอ้าตาค้างแต่สักพักก็พยักหน้าคล้อยตามอย่างว่าง่ายจากนั้น…
ไป๋เจียอีกับหวงหลานก็รีบวิ่งเอาร่างกายของตัวเองไปคลุกกับเืของพวกมือสังหารที่ตายแล้วเ่าั้ ใช้มือที่เต็มไปด้วยเืสดๆ ถูตามแข้งตามขาของตน ยังไม่พอพวกนางยังใช้มือขยี้ผมของตนเองให้ดูยุ่งเหยิงราวกับขอทานอย่างไรอย่างนั้น
หม่าจางเหว่ยกับเหล่าองครักษ์พากันมองดูภาพที่เกิดขึ้นขึ้นนี้อยากมึนงงและสับสนเป็อย่างมาก
เวลาไม่นานนักนายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมทั้งกลุ่มของบ่าวรับใช้จำนวนมากกว่า 30 คนก็มาถึงที่พวกเขาอยู่
กรี๊ด…!
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนมีสภาพเืท่วมตัวเสื้อผ้า ศีรษะดูยุ่งเหยิงเหมือนผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงก็แทบจะเป็ลมหมดสติไป
ฮูหยินผู้เฒ่า: “เสี่ยวอีหลานข้า ฮือๆๆ …”
สองผู้เฒ่ารีบวิ่งเข้าไปกอดหลานสาวทันที
ไป๋เจียอีแกล้งร้องไห้ ทำสีหน้าท่าทางหวาดกลัวโผตัวเข้าหาอ้อมกอดของสองผู้เฒ่าราวกับว่าพวกเขาคือที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางได้มาถึงแล้วก็มิปาน
ไป๋เจียอี: “ท่านปู่ท่านย่า อีอี กลัว…ฮือๆๆ”
สองผู้เฒ่าน้ำตาไหล ร้องไห้ไปกับนางทันทีที่ได้ยินหลานรักกล่าวเช่นนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่า: “เสี่ยวอีเด็กดี มีปู่กับย่าอยู่ตรงนี้แล้วใครก็ทำอะไรเ้าไม่ได้ทั้งนั้นพวกเรารีบกลับบ้านกันก่อนเถิดนะ”
ไป๋เจียอีรีบส่ายหัวไปมาทันที : “ไม่ๆ อีอีไม่อยากกลับไปที่จวนอีกแล้ว ท่านปู่ท่านย่า พวกท่านช่วยไปบอกจางซื่อทีว่าอีอีจะไม่กลับไปอยู่ให้เกะกะขวางหูขวางตาของนางอีกต่อไปแล้ว ได้โปรดปล่อยอีอีกับหวงหลานไปด้วยเถิด อีอียังไม่อยากตาย…ฮือๆๆ”
สองผู้เฒ่าถึงกับชะงัก
ฮูหยินผู้เฒ่า : “เื่นี้เกี่ยวข้องอะไรกับจางซื่อหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าใช้สายตาดุดันจ้องมองไปทางหวงหลานให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้นางฟัง
หวงหลานรีบคลานมาคุกเข่าอยู่ต่อหน้าท่านผู้เฒ่าทั้งสองเอ่ยอย่างหวาดกลัว
“นายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าคงยังไม่ทราบว่าวันนี้ฮูหยินใหญ่ได้แกล้งป่วย และอ้างเอาคำว่ากตัญญูมาบีบคั้นคุณหนูให้มาขอพรไหว้พระเป็เพื่อนนาง พอถึงทางขึ้นเขาก็แกล้งทำเป็ลื่นล้มเดินต่อไปไม่ไหวจึงขอกลับจวนไปก่อน ทิ้งให้บ่าวและคุณหนูขึ้นเขามาขอพรกันตามลำพัง 2 คน ระหว่างทางเจอนักฆ่า 2 คนแต่โชคดีได้คุณชายท่านนี้…(นางชี้ไปที่องค์ชายใหญ่หม่าจางเหว่ยแต่ไม่ได้บอกสถานะที่แท้จริงของเขาออกไป) ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจึงรอดมาได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าพอเดินมาได้อีกสักพักก็มีชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ (นางชี้ไปที่ศพไร้หัวพวกนั้น) ก็โผล่ออกมาหวังจะฆ่าพวกเรานายบ่าวให้ตายคาที่ โชคยังดีที่คุณชายย้อนกลับมาจึงช่วยชีวิตคุณหนูกับบ่าวไว้ได้ทันอีกครั้ง แต่ก่อนพวกเขาจะตายได้สารภาพจนหมดเปลือกแล้วว่าเป็ฝีมือของฮูหยินที่้ากำจัดคุณหนูและบ่าวเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านผู้เฒ่าฟังจบก็รู้สึกโมโหเดือดดาลยิ่งนัก จางซื่อนังแพศยา แม้แต่ลูกในไส้แท้ๆ ก็ยังคิดจะฆ่าได้ลง จิตใจช่างโเี้เกินเยียวยา
ฮูหยินผู้เฒ่า: “ข้าจะไปฆ่านางเดี๋ยวนี้”
ไป๋เจียอีรีบวิ่งเข้าไปเกาะขานางไว้ : “ฮือๆๆ ท่านย่า ท่านอย่าได้ทำอะไรจางซื่อเลยนะเ้าคะ ถึงแม้นางจะไม่เคยมองว่าอีอีเป็ลูกเลยสักครั้ง แต่อีอีก็ยังคงรักและเคารพนางเสมอ ท่านปู่ท่านย่าได้โปรดไว้ชีวิตนางด้วยเถิดนะเ้าคะ ถือว่าเห็นแก่หน้าหลานสักครั้ง”
สองผู้เฒ่าฟังหลานสาวพูดเช่นนั้นแล้ว ในใจก็รู้สึกเจ็บจนจุกอยู่ที่อก เสี่ยวอีของพวกเขาช่างน่าสงสารยิ่งนักมีมารดาที่เลวทรามขนาดนี้ หวังจะฆ่าตนให้ตายอยู่แล้วแท้ๆ แต่นางก็ยังไม่โกรธเกลียดผู้เป็มารดาเลยแม้แต่น้อย แถมยังกล่าววาจาอ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตแทนมารดาอีก ช่างเป็เด็กที่กตัญญูเสียจริง
หม่าจางเหว่ยกับเหล่าองครักษ์ : "..."
พวกเขาได้แต่เบิกตาโตเท่าไข่ห่านมองดู 2 คนนายบ่าวแสดงละครตบตาผู้คนอย่างแเี เรียกได้ว่าฝีมือการแสดงนั้น เหนือชั้นกว่าพวกสนมในรั้ววังเป็ไหนๆ ราวฟ้ากับเหว จนพวกเขาหมดคำจะกล่าวแล้วจริงๆ
นายท่านผู้เฒ่าฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหม่าจางเหว่ยประสานมือกล่าว
“ขอบคุณ คุณชายที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหลานสาวของข้าบุญคุณในครั้งนี้ตระกูลไป๋ของพวกเราจะจดจำไปชั่วชีวิต หากวันใดคุณชายเจอเื่ที่แก้ไม่ได้ เพียงเอ่ยปากตระกูลไป๋ของข้าก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือตลอดเวลา”
หม่าจางเหว่ย : “ท่านไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้า อันที่จริง…
เขาหรี่ตามองไปทางลูกพี่ไป๋เจียอี ก็เห็นนางใช้สายตาอันดุดันส่งเป็สัญญาณเตือนให้เขาว่าหากเ้าพูดจาเหลวไหล คอเ้าได้หลุดออกจากบ่าเป็แน่
เอ่อ…งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจขอรับน้ำใจนี้ของท่านไว้ก็แล้วกัน”
จากนั้นเขาก็ขอตัวจากไป ก่อนไปก็หันมาสบตาแมวของไป๋เจียอีอยู่พักใหญ่ เหมือนอยากจะจดจำภาพของแม่นางน้อยคนนี้ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หม่าจางเหว่ย: “แล้วพบกันใหม่”
ไป๋เจียอีพยักหน้าเบาๆ เป็การตอบกลับแทนคำพูดจากนั้นก็หันมาออดอ้อนสองผู้เฒ่าต่อให้พานางขึ้นเขาไปไหว้พระขอพร