“ไม่ได้เจอท่านตาเสียนานดูสีหน้าของท่านตาไม่เลวเลยจริงๆ คิดว่าช่วงที่ผ่านมาคงสบายดีนะขอรับ”
“ฮ่าๆๆ! ร่างกายข้าแข็งแรงดีมีอะไรให้ทำทุกวัน กระปรี้กระเปร่าแน่นอน อีกอย่างก็มีไหลไหลน้อยอยู่ข้างกาย ข้าจะไม่มีความสุขได้อย่างไร” หลิงชางไห่คิดว่าที่ลั่วจิ่งเฉินมาหาตนเองคงไม่ได้มาเพียงแค่ถามไถ่แน่นอนสองพี่น้องคู่นี้จุดประสงค์ชัดเจนเกินไป คนหนึ่งวู่วามตรงไปตรงมาส่วนอีกคนก็ความคิดซับซ้อน
“ไม่รู้ว่าน้องสามช่วงนี้เรียนรู้กับท่านตาเป็นอย่างไรบ้าง?” ลั่วจิ่งเฉินเองไม่คิดใจร้อนค่อยๆ ดื่มน้ำชาและพูดคุยสัพเพเหระต่อ
เมื่อเอ่ยถึงลั่วจิ่งไหลสายตาของหลิงชางไห่ก็อ่อนโยนขึ้นมาก นับตั้งแต่ชีเหนียงและคนอื่นๆ ออกจากหมู่บ้าน ในใจของเขาก็เฝ้าคอยคิดถึงอยู่ตลอดหากมิใช่เพราะมีไหลไหลน้อยอยู่เคียงข้าง เขาเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรทุกทุกวันไหลไหลน้อยมักจะมาอยู่เคียงข้างเขา ทั้งๆ ที่เด็กคนนี้ต้องการชีเหนียงมากกว่าใครทั้งนั้น
......
‘ท่านตา ไหลไหลโตเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องแบ่งเบาภาระของท่านแม่ ต่อไปถึงท่านแม่ไม่อยู่ ไหลไหลก็จะอยู่กับท่านตาเอง แน่นอนว่าไหลไหลจะตั้งใจฝึกฝนจากท่านตาท่านตาอย่าได้ละเลยข้าเพียงเพราะท่านแม่ไม่อยู่เชียวเล่า’
‘ข้าหลอกใครก็ได้แต่หลอกไหลไหลน้อยที่น่ารักของตาไม่ได้หรอก เจ้าวางใจเถอะ ตารับรองว่าเจ้าจะสำเร็จวิชาก่อนแม่เจ้ากลับมาได้แน่’
‘ห้ะ!’ ลั่วจิ่งไหลหน้าตื่น ‘ท่านตาบอกว่ากว่าไหลไหลจะสำเร็จวิชาต้องใช้เวลาอย่างน้อยแปดถึงสิบปีเช่นนั้นกว่าไหลไหลจะได้เจอท่านแม่ต้องรอนานเช่นนั้นเลยหรือ!’
หลิงชางไห่หัวเราะออกมาทันใดกับคำพูดของเจ้าตัวเล็กจากนั้นก็อุ้มไหลไหลขึ้นมา ‘เจ้าเป็นเด็กฉลาด’
……
หลิงชางไห่กลับออกจากพวังความคิด “ไหลไหลสบายดีทุกอย่างเด็กคนนี้ว่านอนสอนง่าย ก่อนหน้านี้ยังช่วยปลอบโยนข้าบอกว่าพวกเจ้าอีกไม่นานก็กลับมา ให้ข้าไม่ต้องคิดถึงพวกเจ้ามากนัก”
“อืมในเมื่อน้องสามคิดถึงพวกข้าเช่นนี้ เหตุใดครั้งนี้ท่านตาไม่พาเขามาด้วยกัน?”
“ก็เพราะ…” หลิงชางไห่กำลังจะโพล่งออกไปแต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ดูเอาเถอะ สุดท้ายก็ถามจนได้ “ก็เพราะข้าคิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่นี่แต่ว่าในเมื่อชีเหนียงใกล้จะมาแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ต้องให้ไหลไหลมานี่ด้วย อย่าคิดเด็กคนนั้นมีความสุขหัวเราะร่าทุกวันเชียวในใจเขาคิดถึงชีเหนียงมากนัก”
“ท่านตาพูดถูกเพียงแต่หากท่านแม่มา คิดว่าคงต้องห่วงเรื่องที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่าท่านตาคิดจะบอกกับท่านแม่อย่างไร”
“ตอนที่ข้ามาเรื่องที่ต้องทำก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่รู้ว่าคนที่จ้าวจือชิงจัดแจงไว้จะทำงานได้ดีหรือไม่ ถึงเวลาค่อยให้เขาไปคุยกับแม่เจ้าก็แล้วกัน” หลิงชางไห่คิดว่าคนเหล่านั้นคือคนที่ชีเหนียงให้จ้าวจือชิงจัดหามาดังนั้นตอนที่พูดจึงระวังอันใด
แม้ว่าลั่วจิ่งเฉินจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องกิจการของชีเหนียงเท่าใดนักแต่กลับรู้ว่าท่านแม่ชอบใช้คนของตนเอง ยามปกติจ้าวจือชิงเองก็แค่ทำตามสิ่งที่ท่านแม่จัดสรรให้เวลานอกเหนือจากนั้น ท่านแม่ไม่ยุ่งเกี่ยว ส่วนเรื่องเครื่องปรุงทะเลเหมือนท่านแม่จะไม่เคยบอกให้จ้าวจือชิงแทรกแซง
“ท่านตาต้องระวังหน่อยนะขอรับ” จิ่งเฉินเอ่ยเตือนแต่กลับทำให้หลิงชางไห่เหมือนคิดอะไรได้กะทันหัน
“หรือว่าคนเหล่านั้นมิใช่คนของชีเหนียง!”
ท่าทีไม่ปฏิเสธของลั่วจิ่งเฉินทำให้เขารู้ว่าตนเองถูกจ้าวจือชิงหลอกจึงตะโกนออกมาเสียงดัง “จ้าวจือชิง เจ้าคนหลอกลวงข้าจะฆ่าเจ้า!”
หลิงชางไห่โวยวายออกมาก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปจ้าวจือชิงที่เพิ่งกล่อมลั่วจิ่งซีเสร็จก็ได้ยินเสียงโวยวายของหลิงชางไห่ จากนั้นประตูก็เปิดออก
“ผู้เฒ่าหลิงดึกๆ ดื่นๆ ท่านไม่เข้านอน มัวแต่ร้องโหวกเหวกอันใดกัน?”
“เจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าเจ้าบอกมาสิว่าคนพวกนั้นที่อำเภอเฉา ชีเหนียงรู้เรื่องหรือไม่?”
จ้าวจือชิงมองเห็นลั่วจิ่งเฉินที่เดินตามหลังหลิงชางไห่ออกมาก็รู้ว่าเขาคงพูดอะไรกับหลิงชางไห่ไปแน่ จึงได้ยอมรับอย่างเปิดเผย “รู้หรือไม่รู้แล้วเกี่ยวอะไรด้วย ขอเพียงช่วยชีเหนียงได้ก็พอ”
“เจ้าพูดไร้สาระอันใดเรื่องนี้ชีเหนียงบอกว่าเป็นความลับ! แต่เจ้ากลับหาใครก็ไม่รู้…”
“ผู้เฒ่าหลิงขืนท่านยังโวยวายต่อไปเรื่องนี้คงไม่ใช่ความลับแล้ว อีกอย่างท่านรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ข้าหามาจะรักษาความลับไม่ได้?”
ทั้งสองจ้องตากันไปมาส่วนเฝิงเจิ้งชูกับเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่อีกห้องก็ได้แต่แอบดูอยู่ตรงประตู
“นายท่านเหตุใดเราถึงไม่ออกไปอย่างผ่าเผยเล่า?” เสี่ยวเอ้อร์รู้สึกว่านายท่านทำตัวประหลาดนับตั้งแต่เห็นผู้เฒ่าหลิงเมื่อตอนกลางวัน นายท่านก็ไม่ได้ย่างเท้าออกจากห้องอีกเลยกระทั่งทานข้าวก็ยังหลบมาทานในห้อง ตลอดจนตอนนี้ก็ยังแอบดูแล้วใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของตนเอาไว้
เฝิงเจิ้งชูวางนิ้วชี้ทาบริมฝีปากและส่งสัญญาณให้เสี่ยวเอ้อร์เบาเสียงลงรอจนความเคลื่อนไหวด้านนอกเงียบถึงกลับไปที่เตียงนอน
“เจ้าจะเข้าใจอะไร! เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นคือใคร?”
เสี่ยวเอ้อร์ถามด้วยความสงสัย “ใครหรือขอรับ? ยิ่งใหญ่กว่านายท่านอีกหรือ?”
เฝิงเจิ้งชูจ้องเสี่ยวเอ้อร์ “เจ้านี่มัน…” เวลานี้แล้วยังไม่ลืมที่จะประจบสอพลอแม้ว่าสิ่งที่เสี่ยวเอ้อร์พูดจะเป็นความจริง แต่หลิงชางไห่คือใครเขาคือยอดฝีมือแห่งสำนักหมอหลวง เป็นบุคคลที่หาผู้ใดเปรียบมิได้
เขากับหลิงชางไห่พบเจอกันในวังนับครั้งไม่ถ้วนขอเพียงเขาออกไป รับรองว่าต้องถูกจำได้แน่ แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากเปิดเผยตัวตน
“คนผู้นี้เคยเจอข้าหากข้าออกไปเขาต้องจำได้แน่ แล้วข้าจะทำอย่างไร?”
ในที่สุดเสี่ยวเอ้อร์จึงเข้าใจแต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอันใด “คนที่เคยเห็นนายท่านมีมากมายแม้ว่าจะถูกจำได้แล้วอย่างไร? นายท่านยังต้องกลัวหรือ?”
“ฮึ่ม เสี่ยวเอ้อร์! ข้าบอกกับเจ้าไว้ว่าอย่างไรเจ้าลืมหมดแล้วหรือ?”
เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะคิกคัก “ไม่ลืมไม่ลืมขอรับ นายท่านอยากรอให้เรียนรู้การตกปลาแล้วค่อยจากไป แต่นายท่านข้าคิดว่าท่านชอบคุณชายจิ่งเฉินถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่รับเขาไว้เป็นศิษย์ นอกจากนี้ถ้าท่านไม่บอก ไหนเลยใครจะรู้ว่าท่านรับคุณชายจิ่งเฉินเป็นศิษย์ตั้งแต่เมื่อใดอีกอย่างตอนนี้ข้าคิดว่าหัวหน้าโรงแพทย์หลวงหลิงมาได้เวลาพอดี เมื่อมีคนตั้งข้อสงสัยท่านก็อ้างว่ามีใต้เท้าหลิงผู้นี้เป็นพยานก็พอนี่ขอรับ”
“เพราะถึงอย่างไรท่านก็บอกเองว่าใต้เท้าหลิงออกจากเมืองหลวงตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว ท่านเองก็ประกาศว่าจะไม่รับศิษย์เมื่อห้าปีที่แล้วคงไม่ขัดแย้งกันหรอกขอรับ”
คำพูดของเสี่ยวเอ้อร์ทำให้เฝิงเจิ้งชูหวั่นไหวแต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างหลิงชางไห่กับสองพี่น้องสกุลลั่วเพียงแต่จากท่าทีของหลิงชางไห่กับจ้าวจือชิง ก็รู้ว่ามีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาแน่โดยเฉพาะเวลาที่เอ่ยถึงชีเหนียง ชีเหนียงก็คือแม่ของเด็กทั้งสองมิใช่หรือ
เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงเฝิงเจิ้งชูก็ยังไม่ออกจากห้องไม่ว่าจะกินข้าวดื่มน้ำก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ยกเข้าไปในห้อง
ลั่วจิ่งเฉินเห็นดังนั้นก็คิดว่าเฝิงเจิ้งชูไม่สบาย “เสี่ยวเอ้อร์ท่านลุงเฝิงไม่สบายหรือ? หากไม่สบาย ที่บ้านเรามีท่านหมอพอดีจะให้...”
“ไม่ใช่ขอรับคุณชายจิ่งเฉิน นายท่านของข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่ช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนเพลียจึงต้องการพักผ่อนเท่านั้น” เสี่ยวเอ้อร์หูตาไว เมื่อเห็นหลิงชางไห่เดินไปมาในลานบ้าน “นายท่านผู้นี้ร่างกายแข็งแรงไม่เบาไม่ทราบว่าต้องเรียกอย่างไรจึงจะเหมาะสม?”
ลั่วจิ่งเฉินมองเสี่ยวเอ้อร์แวบหนึ่ง “เรียกผู้เฒ่าหลิงก็พอ”
“ผู้เฒ่าหลิง! ไม่ทราบว่าเขากับคุณชายมีความสัมพันธ์กันอย่างไรหรือขอรับ?”
เสี่ยวเอ้อร์คิดสืบข้อมูลอย่างไม่ปกปิดลั่วจิ่งเฉินมองห้องด้านหลังแวบหนึ่งก่อนตอบ “ผู้เฒ่าหลิงคือท่านพ่อบุญธรรมของท่านแม่ข้ายามปกติพวกข้าจะเรียกเขาว่าท่านตา”
เฝิงเจิ้งชูที่แอบอยู่ในห้องเมื่อได้รับคำตอบจากลั่วจิ่งเฉินในใจก็ดูหมิ่นหลิงชางไห่ขึ้นมา! เป็นพ่อบุญธรรมของลั่วชีเหนียงอะไรกันเจ้านี่ต้องเล็งเห็นความสามารถของลั่วจิ่งเฉินแน่เพียงแต่เพราะลั่วจิ่งเฉินขี้ระแวง ไม่ชอบเข้าใกล้คนมากเกินไป จึงได้ถอยหนึ่งก้าว ฮึ่มแค่คำว่าท่านตาก็สามารถดึงความสัมพันธ์ของทั้งสองให้ใกล้ชิดกันได้มากนัก
หากลั่วจิ่งเฉินมีเฉลียวฉลาดจนได้ดีเจ้าแก่นั่นที่เป็นท่านตาก็จะได้รับคำสรรเสริญจากคนภายนอกเพิ่มขึ้น
-----