ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขาเหมืองหินสุริยันอีกครั้ง...แต่เป็ความเงียบที่น่าอึดอัดและเต็มไปด้วยความตึงเครียด
จางเลี่ยงและสือจินยังคงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น พวกเขาไม่ได้มองไปยังซากหมาป่าอสูรที่นอนเกลื่อนกลาด หรือจ่าฝูงที่าเ็สาหัส...แต่สายตาของพวกเขาทั้งสองคู่กลับจับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่มคนเดียวที่ยืนอยู่กลางวงล้อมแห่งความพินาศนั้น...หลินเฟิง
ภาพของสายฟ้าฟาดสีทองที่ะเิออกจากฝ่ามือของเขายังคงติดตาตรึงใจพวกเขาอยู่ไม่หาย มันคือพลังที่เกินกว่าขอบเขตความเข้าใจของศิษย์ชั้นในทั่วไป...พลังที่ราวกับจะฉีกกระชากฟ้าดินได้!
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสภาพพลังปราณที่ปั่นป่วนจากการใช้พลังมหาศาลในครั้งเดียว เขารู้ดีว่าสายตาของเพื่อนร่วมทีมที่มองมานั้นเต็มไปด้วยคำถามและความตกตะลึง เขารู้ว่าหากเขาไม่จัดการสถานการณ์นี้ให้ดี...ความลับทั้งหมดของเขาอาจจะต้องถูกเปิดโปง
เขาเดินเข้าไปหาทั้งสองคนอย่างช้าๆ พร้อมกับแสร้งทำเป็เดินโซเซเล็กน้อย ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ไม่ได้เป็การเสแสร้งทั้งหมด เพราะการรีดเค้นพลังปราณเหลวบริสุทธิ์ออกมาใช้ในปริมาณมากขนาดนั้น ก็สร้างภาระให้กับร่างกายของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
"พวกท่าน...ไม่เป็อะไรนะ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย
"หลินเฟิง...พลังเมื่อครู่นี้มัน..." จางเลี่ยงเป็คนแรกที่ได้สติ เขามองหลินเฟิงด้วยสายตาที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง "มันไม่ใช่...ฝ่ามืออัสนีบาตธรรมดาใช่หรือไม่?"
หลินเฟิงไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วเริ่ม "การแสดง" ที่เขาสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วในหัว
"ข้าไม่มีทางเลือกอื่น..." เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "นั่นคือการรวบรวมพลังปราณทั้งหมดในร่างของข้า...รวมถึงพลังชีวิตส่วนหนึ่ง...เพื่อปลดปล่อยการโจมตีเพียงครั้งเดียว"
เขาหยุดพักหายใจ ก่อนจะเสริมต่อด้วยข้อมูลที่แต่งขึ้นสดๆ "ในตำราฝ่ามืออัสนีบาตที่ข้าได้มา...มีหน้าสุดท้ายที่ถูกผนึกซ่อนไว้ มันคือเคล็ดวิชาต้องห้ามที่ชื่อว่า 'อัสนีบาตล้างพิภพ'...เป็ท่าไม้ตายสุดท้ายที่ใช้พลังชีวิตเป็เดิมพัน สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว และหลังจากใช้แล้ว...ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะอ่อนแออย่างรุนแรง"
คำอธิบายของเขาฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่งในโลกยุทธภพที่เต็มไปด้วยเคล็ดวิชาลับและท่าไม้ตายที่ต้องแลกด้วยชีวิต
สือจินที่ได้ฟังดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาดูอาการของเขาด้วยความเป็ห่วง "แย่แล้ว! เช่นนั้นเ้ารีบพักผ่อนก่อนเถอะ! ไม่น่าเลย...เ้าไม่น่าต้องฝืนตัวเองถึงขนาดนี้เพื่อพวกเรา"
ส่วนจางเลี่ยง แม้ในใจจะยังคงมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นสภาพที่ดูอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดของหลินเฟิง เขาก็เริ่มจะคล้อยตาม "เป็เคล็ดวิชาที่อันตรายเกินไปจริงๆ...แต่ก็ต้องขอบคุณเ้า ถ้าไม่ได้เ้าในวันนี้ พวกเราคง..."
"อย่าเพิ่งพูดเื่นั้นเลย" หลินเฟิงขัดขึ้น "ภารกิจยังไม่จบ...เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่"
เขาเดินตรงไปยังร่างของจ่าฝูงที่นอนหายใจรวยรินอยู่ มันมองมาที่เขาด้วยแววตาหวาดกลัว ไม่มีความดุร้ายหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
"มันแปลกมาก...สัตว์อสูรที่มีสติปัญญาสูงขนาดนี้ ไม่น่าจะปรากฏตัวขึ้นในเขตชั้นนอกของสำนักได้" จางเลี่ยงกล่าวพลางเดินตามมาดู
หลินเฟิงไม่ได้ตอบ แต่สายตาของเขากำลังสำรวจไปทั่วร่างของจ่าฝูงอย่างละเอียด...และแล้ว เขาก็สังเกตเห็นมัน!
ณ กลางหน้าผากของจ่าฝูง ภายใต้ขนสีเงินที่ไหม้เกรียม...มีรอยอักขระสีดำจางๆ ที่มีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยปรากฏให้เห็น! อักขระนั้นกำลังกะพริบเป็จังหวะอ่อนๆ ราวกับจะดับมอดลงเต็มที
"นั่นมันอะไรน่ะ?" สือจินชี้ไปที่รอยนั้น
แต่หลินเฟิงกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! เพราะความรู้จากนิยายในหัวของเขากำลังกรีดร้องบอกเขาว่ามันคืออะไร!
"ตราทาส!" เขาอุทานออกมาเบาๆ
"ตราทาสรึ!?" จางเลี่ยงทวนคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เ้าหมายถึง...อักขระอาคมที่ใช้ควบคุมจิตใจของสัตว์อสูรน่ะรึ!?"
"ถูกต้อง" หลินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเ็าลงอย่างน่ากลัว "ฝูงหมาป่าอสูรพวกนี้...ความดุร้ายที่ผิดปกติ...การโจมตีที่เป็ระบบ...ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เื่ธรรมชาติ!"
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังป่าทึบเบื้องหน้า...
"มันไม่ได้กลายพันธุ์เอง...มีคนเลี้ยงมันและควบคุมมันอยู่เื้ั!"
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง! นี่มันไม่ใช่ภารกิจกวาดล้างธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว...แต่มันคือแผนการร้ายของใครบางคนที่จงใจเพาะเลี้ยงฝูงอสูรขึ้นมาใกล้กับเขตแดนของสำนัก!
"แย่แล้ว...เื่นี้มันใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะรับมือไหวแล้ว!" สือจินกล่าวอย่างร้อนรน "เราต้องรีบกลับไปรายงานท่านผู้าุโที่สำนักเดี๋ยวนี้!"
"ข้าเห็นด้วย" จางเลี่ยงพยักหน้า "นี่ไม่ใช่เื่ของศิษย์ชั้นในระดับเราอีกต่อไปแล้ว การอยู่ในที่นี่ต่อก็มีแต่จะอันตราย"
แต่หลินเฟิงกลับส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาฉายประกายเด็ดเดี่ยวออกมา
"ไม่ได้..." เขากล่าวเสียงเรียบ "ถ้าเรากลับไปตอนนี้ คนที่อยู่เื้ัก็จะรู้ตัวและหนีไปได้ทันที หลักฐานทั้งหมดก็จะถูกทำลาย และสำนักก็จะไม่มีทางตามหาตัวการเจอ"
"แต่ถ้าเราอยู่ต่อ...เราอาจจะตายกันหมดนะ!" สือจินแย้ง
"ข้าไม่ได้บอกให้เราบุกเข้าไปสู้" หลินเฟิงหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคน เขาเริ่มใช้ทักษะการเจรจาและวางแผนที่เขาซ่อนไว้ "ข้าบอกให้เรา 'สืบต่อ' อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...เหล่าหมาป่าที่หนีไปย่อมต้องกลับไปยังที่ที่มันจากมา...เราแค่ลอบตามพวกมันไปห่างๆ เพื่อดูให้รู้ว่า 'รัง' ของพวกมันอยู่ที่ไหน และ 'ใคร' คือคนที่ควบคุมพวกมันอยู่"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริม "นี่คือโอกาสที่เราจะสร้างคุณงามความดีครั้งใหญ่ให้กับสำนักนะ...ลองคิดดูสิ...หากเราสามารถหาตัวการที่ซ่อนเร้นนี้เจอได้ รางวัลและเกียรติยศที่เราจะได้รับมันจะมากมายมหาศาลแค่ไหน...มันเทียบไม่ได้เลยกับภารกิจกวาดล้างธรรมดาๆ นี่"
คำพูดของเขาจี้ใจดำของจอมยุทธ์หนุ่มทั้งสองได้อย่างแม่นยำ...เกียรติยศและโอกาส...คือสิ่งที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนปรารถนา
จางเลี่ยงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ข้า...ข้าเห็นด้วยกับเ้า! เราจะลองดู!"
สือจินเห็นศิษย์พี่ที่ตนเองนับถือเห็นด้วย ก็พลอยมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมา "ก็ได้! ข้าเอาด้วย!"
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ...นี่คือภาวะผู้นำที่แท้จริง...การชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและผลตอบแทน และทำให้ทุกคนตัดสินใจเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน
เขาเดินกลับไปที่ร่างของจ่าฝูงที่สิ้นใจไปแล้ว...แล้วใช้มีดสั้นตัดเอาเขาที่ร้าวของมันออกมาเก็บไว้ในแหวนมิติเป็หลักฐาน
"ไปกันเถอะ...ตามรอยพวกมันไปอย่างเงียบที่สุด...การผจญภัยที่แท้จริง...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"
ทั้งสามคนมองลึกเข้าไปในป่าทึบเบื้องหน้า...ที่ซึ่งอันตรายที่แท้จริงกำลังรอคอยพวกเขาอยู่...ไม่ใช่จากสัตว์อสูร...แต่จาก "มนุษย์" ผู้ชักใยอยู่เื้ั!