“ผู้หญิงคนนั้นเป็ใครหรือพี่ใหญ่ซู” แม่ซ่งถามซูฉงเต๋อ วันนี้เธอพาพี่ชายบุญธรรมออกมาซื้อของใช้และเสื้อผ้าใหม่ เพราะเขาได้รับเชิญให้ไปเป็อาจารย์พิเศษสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสมัยเก่า ซึ่งซูฉงเต๋อเป็นักวิชาการที่มีความรู้ทางด้านนี้มากที่สุดคนหนึ่ง
“แม่เลี้ยงของลูกสะใภ้เธอยังไงล่ะ”
“แม่เลี้ยงของซูลี่หรือคะ คงจะไม่ได้มีแค่พ่อของซูลี่สินะคะที่มีเื่ผิดใจกับพี่ แต่คงรวมผู้หญิงคนนี้เข้าไปด้วยอีกคน เฮ้อ...มาถึงตรงนี้ ถึงพี่ยังไม่เล่าอะไรให้ฉันฟัง ฉันก็พอจะเดาเื่ทั้งหมดออกแล้วล่ะ”
“เธอคงสมเพชฉันมากเลยสินะ คนเขามีใจให้กันพวกเขาถึงได้แต่งงานกัน แต่ฉันกลับไม่ยอมรับความจริง แล้วก็พาลไปโกรธไปเกลียดคนอื่นเขา ฉันนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ เลยว่าไหม” น้ำเสียงของซูฉงเต๋อแสดงอารมณ์ออกมาอย่างหลากหลาย เขาไม่เหลือความรู้สึกโกรธที่เขามีต่อหลินฮ่าวแล้ว จะเหลือก็แต่ความไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนสนิทถึงไปแต่งงานกับหญิงคนรักของเขา
แต่ความรู้สึกที่ซูฉงเต๋อมีต่อจ้าวหวั่นฮุ่ยนั้น นอกจากความรักแล้วมันยังมีความโกรธหลงเหลืออยู่ ตัวเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ในครั้งแรกของเขากับเธอนั้นเกิดขึ้นด้วยความไม่เต็มใจ เป็เพราะเขาใช้กำลังบังคับเธอ แต่หลังจากนั้นเธอก็ยินยอมพร้อมใจกับเขาเองไม่ใช่หรือ ทั้งยังบอกอีกว่าเธอจะหันมารักเขาให้ได้ในสักวัน และเธอจะตัดใจจากหลินฮ่าวให้ได้ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เธอจะต้องไปรักและเฝ้ารอผู้ชายที่แต่งงานแล้ว
ตอนนั้นซูฉงเต๋อดีใจมากที่หญิงในดวงใจเปิดใจให้เขา แต่ด้วยฐานะของเธอกับเขาต่างกันมาก เขาจำเป็ต้องสร้างฐานะขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยเหมือนกับครอบครัวเดิมของเธอ แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องให้เธอมีเกียรติในสังคมและไม่ทำให้เธอรู้สึกอายที่มีเขาเป็สามี
ซูฉงเต๋อสอบเข้าเป็อาจารย์สอนในระดับวิทยาลัยได้ที่เมืองอื่น เขาจำเป็ต้องย้ายจากเมืองหลวงไปเพื่อความก้าวหน้า และจ้าวหวั่นฮุ่ยก็สัญญาว่าเธอจะรอเขา แต่พอเขาถูกย้ายกลับมาเป็อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ทั้งยังมีตำแหน่งเป็ถึงคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย แทนที่เขาและเธอจะได้แต่งงานกันตามที่ได้สัญญากันไว้ แต่เธอกลับไปแต่งงานกับหลินฮ่าวซึ่งเป็เพื่อนสนิทของเขาเสียแล้ว
“ฉันให้ความเห็นกับเื่นี้ไม่ได้หรอกนะ ความรักมันเป็เื่ของจิตใจ มันจะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ มีใครบอกได้บ้างล่ะ”
“นั่นสินะ คนหนึ่งก็เป็เพื่อนรัก อีกคนหนึ่งก็เป็ผู้หญิงที่ฉันรักมากที่สุด แทนที่ฉันจะมามัวโกรธพวกเขาอยู่ แล้วทำไมฉันไม่ไปยินดีกับความรักของเขาแทนล่ะว่าไหม”
“ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา บางคนอาจจะทำใจได้เร็ว บางคนอาจจะทำใจได้ช้า หรือแม้แต่บางคนอาจจะทำใจไม่ได้เลยด้วยซ้ำตลอดชีวิตนี้ แต่อย่างน้อยจุดเริ่มต้นคือเราต้องพยายามที่จะทำมันให้ได้ ฉันเชื่อว่าพี่ชายของฉันต้องทำได้ และต้องมีสักวันที่พี่จะมีความสุขและปล่อยวางได้อย่างแท้จริง”
“ขอบใจเธอมากนะน้องสาว ฉันโชดดีจริงๆ ที่ได้รู้จักเธอ และยังโชคดีที่เธอยอมรับคนไร้เหตุผลอย่างฉันเป็พี่ชาย”
“คนเราจะนับถือเป็พี่น้องกันก็ไม่จำเป็ต้องเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกันเสมอไปนี่นา ก็เหมือนกับพี่และพ่อของลูกสะใภ้ฉันนับถือกันเป็พี่น้องนั่นไง แล้วที่พี่คอยช่วยเหลือฉันทุกอย่างั้แ่ตอนที่เรายังอยู่ค่ายปศุสัตว์ด้วยกันนั่นอีก ก็ไม่ใช่เพราะพี่สงสารและเห็นฉันเป็น้องสาวคนหนึ่งหรอกหรือ”
“มันก็ถูกของเธอนะ” ซูฉงเต๋อมองท้องฟ้าจะยิ้มตอบ
ทุกคนตื่นกันั้แ่เช้าด้วยความตื่นเต้นเพื่อไปดูประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซ่งจื่อหยวนกับเหวินเฉียวสอบเข้าคณะศึกษาศาสตร์ได้ด้วยกัน ทั้งคู่มีบ้านของตัวเองอยู่ที่เมืองหลวง เพราะฉะนั้นพวกเขาก็ไม่จำเป็ที่จะต้องเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัย ส่วนฟางซินเยว่สอบติดคณะบริหารธุรกิจ และเธอเลือกที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในหอพัก เธอไม่อยากจะอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองต่อแล้ว เพราะพ่อกับแม่ของเธอคัดค้านอย่างเต็มที่เมื่อรู้ว่าเธอจะสอบเข้าเรียนต่อ พวกเขาอยากให้เธอเอาเงินเก็บทั้งหมดที่เธอมีมาไว้เป็ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่ความจริงแล้วพวกเขาอยากเอาเงินส่วนนั้นของเธอมาเก็บไว้ให้ฟางเจียง ลูกชายสุดที่รักของพวกเขาถลุงเล่นเสียมากกว่า
ทันทีที่ฟางซินเยว่รู้ว่าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอรีบจัดการให้พี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้ย้ายออกไปอยู่บ้านหลังใหม่ทันที บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ในทำเลที่ดี อีกทั้งด้านหน้าของบ้านเ้าของเดิมยังต่อเติมเป็ร้านค้าไว้แล้วด้วย แต่เพราะพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่เคยทำการค้ามาก่อน พวกเขาจึงปล่อยให้หลินซูลี่เช่าร้านด้านหน้าแทน
เดิมทีฟางิไม่้าเก็บค่าเช่าจากหลินซูลี่ เพราะหลินซูลี่เสนอที่จะจ้างฉั่วปิงปิงภรรยาของเขาให้ทำงานในร้านด้วย อีกทั้งหลินซูลี่ยังบอกอีกด้วยว่าพวกเธอจะเปิดร้านอาหารร้านนี้แค่รอให้ซ่งจื่อหยวนเรียนจบเท่านั้น จากนั้นพวกเธอก็จะย้ายไปอยู่เมือง H และร้านอาหารร้านนี้ก็จะยกให้ฟางิและภรรยาดำเนินธุรกิจต่อ
“ถ้าพี่ไม่ยอมให้ฉันจ่ายค่าเช่า อย่างนั้นฉันขอไปเช่าร้านอื่นดีกว่าค่ะ” หลินซูลี่บอกกับฟางิ
“เธอจะคิดมากกับเื่นี้ทำไมกัน เธอเป็เพื่อนสนิทของซินเยว่ ตอนอยู่ที่ชนบทซินเยว่เล่าให้พี่ฟังว่าเธอช่วยดูแลน้องสาวของพี่อย่างดี อีกอย่างนะเธอยังจ้างภรรยาพี่ทำงาน แล้วยังจะช่วยสอนธุรกิจให้พวกพี่อีก เพราะฉะนั้นค่าเช่าพวกนี้มันไม่จำเป็เลย”
“นั่นสิน้องซูลี่ เธอไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ค่าเช่าพวกนี้เลยนะ” ฉั่วปิงปิงช่วยพูดสำทับอีกแรง
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ฉันเปิดร้านอาหารก็เพราะ้าทำธุรกิจ จะมีกำไรหรือขาดทุนก็ควรเป็ฉันที่ต้องรับผิดชอบ เื่ค่าเช่าพวกนี้ก็ถือเป็ต้นทุนของฉัน พวกพี่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ฉันขอบคุณกับความมีน้ำใจของพี่นะคะ”
“แต่ว่า...” ฟางิยังเกรงใจหลินซูลี่อยู่มาก ถึงยังไงเขาก็เป็ผู้ชายและยังเป็ผู้ใหญ่กว่าเธออยู่หลายปี เขาไม่อยากเอาเปรียบเพื่อนน้องสาวเลยจริงๆ
“พี่ใหญ่คะ ทำตามที่ซูลี่ว่าเถอะค่ะ เพื่อนของฉันคนนี้น่ะถ้าได้ตัดสินใจอะไรไปแล้วก็จะเปลี่ยนใจเธอยากสักหน่อย อีกอย่างหนึ่งนะคะ ให้ซูลี่จ่ายค่าเช่าไปและให้ทำสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรไปด้วยก็น่าจะดีกว่า พี่อย่าลืมว่าภรรยาของอาเจียงก็เพิ่งตกงานมาพร้อมๆ กับพี่สะใภ้ ถ้าพี่ใหญ่ไม่ทำสัญญาไว้ก่อน ฉันคิดว่าแม่จะต้องมาวุ่นวายให้พี่ยกร้านนี้ให้ภรรยาของอาเจียงเข้ามาค้าขายแทนแน่ๆ เลยค่ะ” ฟางซินเยว่อธิบายให้พี่ชายฟัง
“แต่เราบอกแม่ว่าเราเช่าบ้านหลังนี้อยู่นะ แม่ไม่น่าจะเข้ามายุ่งกับเราหรอก” ฟางิบอก
“พี่คิดว่าแม่ของเราเป็คนมีเหตุผลขนาดนั้นเลยหรือคะ”
“เอาตามนี้ล่ะครับพี่ใหญ่ ผมจะช่วยเขียนสัญญาขึ้นมาให้ฉบับหนึ่ง ก็เขียนค่าชดใช้ในการผิดสัญญาของแต่ละฝ่ายให้หนักๆ ไปเลย เท่านี้คุณป้ากับคุณลุงก็คงจะไม่กล้าทำอะไรตามใจตัวเองแล้วล่ะครับ” ซ่งจื่อหยวนพูดพร้อมกับเอากระดาษขึ้นมาเขียนสัญญาลงไปอย่างตั้งใจ
“พี่ใหญ่คะ ต่อไปพี่จะต้องดูแลร้านนี้ด้วยตัวเอง และพี่ยังต้องดูแลพี่สะใภ้กับหลานของฉันที่จะเกิดมาในอนาคตอีกนะคะ พี่จะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็คนใจแข็งและเด็ดขาดมากกว่านี้ ถ้าพี่ยังใจอ่อนอยู่อย่างนี้แล้วต่อไปพี่จะรับมือกับพ่อ แม่ แล้วก็อาเจียงได้ยังไง ปัญหาที่จะมีเข้ามามันจะไม่จบไม่สิ้น ฉันคงไม่ได้อยู่ที่นี่ช่วยเหลือพี่ได้ตลอดหรอกนะคะ” ฟางซินเยว่ย้ำกับพี่ชาย
ฟางิมองหน้าภรรยาอย่างไตร่ตรองก็เห็นด้วยกับคำพูดของน้องสาว การที่เขาไม่มีลูกกันตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเขากับภรรยาจะมีลูกด้วยกันไม่ได้นี ต่อไปเขาจะต้องเป็หัวหน้าครอบครัว เพราะฉะนั้นเขาจะต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“ตกลงเอาตามที่พวกเธอว่าก็แล้วกัน” ฟางิแกล้งพูดดุน้องๆ “แค่พี่ใหญ่จะไม่เก็บค่าเช่า พวกเธอก็ยกเหตุผลขึ้นมาพูดเสียมากมาย วันหน้าพวกเธออย่ามาร้องไห้ให้พี่ใหญ่ลดค่าเช่าให้เชียวนะ ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่จะไม่ใจอ่อนให้พวกเธอเลย”