ตอนที่ 6
เื่เล่าที่ไม่อยากเล่า
“เื่ราวมันก็เหมือนดั่งคำกล่าวแต่ก่อนกาลว่าไว้ กาลเวลาเปลี่ยน ผู้คนย่อมผันเปลี่ยน”
หลังจากที่ได้รับฟังคำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยอยู่เต็มทรวงอกของจงเค่อฉิงมาแล้ว เยากั๋วซ่านที่หลับตาลงไปชั่วขณะหนึ่งก็ได้เอื้อนเอ่ยเื่ราวดั่งบทกลอนโบราณ พร้อมกล่าวถึงคำขานแห่งความจริงที่ไม่ว่าจะผันผ่านกี่แสนล้านปี มนุษย์มักเป็เช่นนั้นเสมอมา
“ไม่ต่างกัน ฟ้ากับเหวย่อมไม่มีทางได้ ซึ่งเ้าก็รู้ว่าผู้ใดคือฟ้า ผู้ใดเป็เหวน่ะนะ ฮะ ๆ”
ต่อจากคำโบราณที่ยังคงทันสมัย คำอุปมาอุปมัยก็ถูกยกขึ้นมาพูดต่อพร้อมด้วยสีหน้าอันเรียบนิ่งของผู้พูดอย่างเยากั๋วซ่าน ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ที่แค่นขำออกมา ขณะที่ดวงตาไม่ได้ขบขันตามแม้เพียงน้อยนิดในยามที่เอ่ยขึ้น
ซึ่งตัวเขาไม่มีทางที่จะเป็ผืนฟ้าอันสูงส่งอย่างแน่นอน
“ความเป็จริงล้วนเป็เช่นนี้ ไม่สิ บางที… ข้ากับมันมิควรได้ประสบพบเจอกันเสียแต่แรกคงจะดีกว่ากระมัง?”
ทุกวาจาที่ได้เอ่ยออกมาถูกกล่าวด้วยสีหน้าอันแสนนิ่งสงบ พร้อมน้ำเสียงเรียบเย็นอันคงที่ราวกับไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งใด เว้นเพียงแต่คำพูดใน่ท้ายที่ดูราวกับกล่าวด้วยความตัดพ้อ หากลิขิตให้เกลียดชัง ใยฟ้าถึงต้องส่งมาให้สนิทชิดเชื้อกันก่อนด้วยเล่า?
แม้จะกระนั้น จงเค่อฉิงกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง แม้ใบหน้าจักสงบ แต่ทีท่าที่มิยอมสบตาในตลอดเวลาที่เอ่ยถึงเื่ราวบาดหมาง ไปจนถึงการนั่งเท้าคางหันใบหน้าเลื่อนลอยออกไปทางฝั่งขวามือของโต๊ะที่ว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะฟากตรงข้ามที่ไร้ผู้คน และกำแพงไม้ของร้านที่ไร้ซึ่งสิ่งใดประดับประดา
ในเื่ราวที่ถูกขับขานออกมาผ่านสุภาษิตคำพังเพยเ่าั้จนแทบจะดูเหมือนการพูดไปเรื่อยไม่ได้ศัพท์ แต่เค่อฉิงที่ได้เห็น ได้ยินทุกบทสนทนาระหว่าวชางก้วนจุนกับเยากั๋วซ่านมาก่อนหน้านี้ นางจึงรับรู้ได้ว่า เื่เล่าที่เหมือนไม่อยากเล่านี้ คือเื่ราวที่ทิ้งความเ็ปไว้มากมายจนไม่อยากจะพูดถึงตามตรง แต่ก็มิอาจจะละทิ้งมันราวกับมันมิเคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยไม่ได้
สำหรับนาง แม้ปัจจุบันคนทั้งสองจักเหม็นขี้หน้าปานจะฆ่าแกงกันได้ถึงเพียงไหน แต่นางก็ยังเชื่อว่า ณ ่เวลานั้น คงต้องเป็่เวลาอันหอมหวานที่ทั้งคู่มิอาจสลัดทิ้งไปได้ ทำให้ต่างยังหลงเหลือแผลในใจที่มิอาจอภัยให้กันได้จนถึงเพลานี้
แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเื่ราวที่ได้ยินเพียงแค่คำกล่าวเปรยอย่างเลื่อนลอยเช่นนี้ นางจึงมิอาจตัดสินใจได้อย่างเต็มร้อยว่าควรจะพูดสิ่งใดออกไปดี ปลอบใจหรือ? ให้กำลังใจหรือ? แนะนำหรือ? สั่งสอนหรือ? ไม่สิ เดิมทีแล้วนางมิควรได้รับรู้เื่ราวเหล่านี้เลยแท้ ๆ
ในยามนี้ที่ได้รับรู้ไปแล้ว ทำให้จิตใจขุ่นมัวคิดไม่ตกตามไป อันเป็เหตุให้จงเค่อฉิงยังคงนั่งดื่มชาเงียบ ๆ มาสักพัก โดยมิส่งเสียง ทั้งใบหน้าเองก็ตึงเครียดราวกับตนเป็ผู้ตกอยู่ภายใต้เื่ราวนี้เองเสียแบบนั้น จึงมิแปลกที่นางจะคิดได้ว่าอยากจะรู้ให้มากยิ่งกว่านี้ อยากรู้ถึงเื่ราวความเป็จริงทั้งหมด
“...ถ้าจิตยังไม่ผ่อนคลาย ลองระบายให้ข้า-”
นางจึงได้ตัดสินใจจะพูดเช่นนั้นออกมา ด้วยสีหน้าที่จริงจังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พลางใช้สายตามองทอดไปยังเยากั๋วซ่านที่บัดนี้ยังคงนั่งเหม่อลอยหันไปทางผนังร้าน พร้อมในมือที่เปลี่ยนมาถือถ้วยชาค้างเอาไว้หลังจากดื่มเสร็จไปเมื่อครู่
ทว่า…
พรึ่บ
“...ข้าคง รบกวนเวลาเ้ามากเกินไปแล้วล่ะ”
ทันทีที่ได้ยินประโยคของที่ราวกับจะปลอบประโลมพร้อมด้วยเจตนาที่อยากให้เขาเล่าเื่ราวที่เป็ดั่งสายลมที่ไม่มีวันหวนกลับนี้ต่อไป เยากั๋วซ่านก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะก่อนจะขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในทันที ก่อนจะบอกกล่าวกับหญิงสาวผู้มีพระคุณไปเช่นนั้นด้วยทีท่าที่ยังคงดูนิ่งเงียบ.. ไม่สิ เรียกว่านิ่งเงียบจนผิดปกติน่าจะเหมาะสมกว่า
“เื่ชา ข้าเป็เ้ามือให้เอง เ้ารีบไปเข้าเรียนเถิด”
ทุกประโยคที่พูดต่อออกมา เยากั๋วซ่านไม่ได้หันกลับไปมองจงเค่อฉิงแม้เพียงนิด พร้อมกับเตรียมหันร่างเดินตรงไปยังโต๊ะจ่ายสตางค์ที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังนั่งทำบัญชีอยู่อย่างวุ่นวาย เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่เป็ไร แต่ภายในใจยังเ็ปจนมิอาจทานทนจะกล่าวถึงเื่นั้นต่อได้
“เดี๋ยว!”
จงเค่อฉิงก็รู้ถึงเจตนาในทุกการกระทำของเยากั๋วซ่านดี เขาคงอยากจะตัดบทมิพูดถึงเื่ราวเ่าั้ต่อ และนางก็ควรจะปล่อยผ่านเื่นั้นไปตามการตัดสินใจของผู้เล่า ทว่ายามที่ได้เห็นเยากั๋วซ่านลุกขึ้นแล้วพูดด้วยทีท่าเ็าเช่นนี้ มันกลับทำให้นางร้อนรนใจจนต้องร้องห้ามขึ้นมาเสียดังลั่น พร้อมกับรีบลุกขึ้นเดินตามไปอย่างรีบร้อนไม่ต่างกัน
“...”
เมื่อได้ยินเสียงร้องทักท้วงที่ดังจนเถ้าแก่เนี้ยยังต้องเหลือบตามอง กั๋วซ่านก็หยุดก้าวฝีเท้าของตนลง แต่ยังคงยืนหันหลังอยู่นิ่งงันไม่มีพลิกตัวกลับไปเพื่อพูดคุยแต่อย่างใด แต่นั่นก็เป็สัญญาณว่าเขายังพร้อมที่จะฟังนางอยู่
“ข้า… คงไม่ได้เสียมารยาทเกินไปใช่ไหม?”
พอได้เห็นเยากั๋วซ่านยอมหยุดฟัง ความรู้สึกละอายใจที่ควรจะมีก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จนทำให้ความอึดอัดใจระคนสงสัยใคร่รู้อย่างไม่ทราบสาเหตุที่ผลักดันให้นางสอดรู้สอดเห็นจนอาจจะทำเื่เสียมารยาทลงไป ทำให้เมื่อได้พูดนางจึงเลือกจะพูดออกไปเช่นนั้นแทนด้วยความรู้สึกผิด
“..นั่นคือทั้งหมดที่ข้าจะพูดถึงได้ อดีตมันเลยผ่านไปแล้ว หาได้มีความจำเป็จะต้องพูดถึงอีก”
น้ำเสียงที่อัดอั้นซึ่งเต็มไปด้วยความไม่สบายใจได้แฝงมากับคำพูดของจงเค่อฉิงจนเยากั๋วซ่านรู้สึกได้ไม่ยาก มันเลยทำให้เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อพิจาณาถึงคำที่ควรจะพูดต่อจากนี้ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยใจจริงออกมาให้นางได้รู้ว่าเขาคิดเช่นไรกับเื่ที่ได้พูดไป
“ข้าขอโทษหากทำให้เ้าต้องผิดหวังนะ”
ก่อนจะหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่กำลังทำสีหน้าปั้นยากอยู่ไม่น้อยหลังได้ยินเขาพูดจาแบบนั้น นางคงจะโทษตัวเองน่าดูที่ตัดสินใจถามแถมยังรบเร้าจนทำให้เขาต้องเผยความในใจอันแสนอึดอัดออกมาเช่นนี้ มันเลยทำให้เยากั๋วซ่านยกยิ้มขึ้นมุมปากเล็กน้อยขณะที่กล่าวขอโทษออกไป
แม้จะไม่ได้เป็รอยยิ้มที่สื่อจากใจ แต่มันก็ไม่ได้กล้ำกลืนฝืนทน เป็รอยยิ้มแห่งความสบายใจที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้จงเค่อฉิงได้รู้ว่านางมิได้เป็ผู้ผิด แต่เป็เขาต่างหากที่ไม่เข้มแข็งพอจะพูดถึงเื่นี้ได้อย่างสบายใจ
“ไม่.. หรอก”
ยามที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น แม้จะไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยความทุกข์ใจที่ว่านางเป็คนรบเร้าจนเยากั๋วซ่านรู้สึกทรมานหรือเปล่าก็ได้ทุเลาลงไปบ้าง พร้อมพึมพำกับตัวเองด้วยความลังเลใจว่าควรจะพูดสิ่งใดต่อไปดี
“จากนั้น.. เราสองก็แยกกัน เท่านี้แหละ”
หลังแยกจากกันที่โรงน้ำชา จงเค่อฉิงที่ยังคงสับสนกับเื่ราวที่เกิดขึ้นก็ได้เดินเลื่อนลอยอย่างไร้จุดหมาย จนสุดท้าย ด้วยความเคยชินในฐานะศิษย์ดีเด่น นางก็เดินวนกลับมาถึงห้องเรียนเข้าจนได้ จึงได้เข้ามาฟังบรรยายในรายวิชาศาสตร์แห่งพิชัยาใน่ครึ่งชั่วยามสุดท้าย
เมื่อเวลาเล่าเรียนยุติลง ิิ หรือ ลู่เลียนิ สหายสตรีคนสนิทของเค่อฉิงก็ได้สังเกตุเห็นทีท่านิ่งเงียบผิดปกติของสหายตน จึงได้กล่าวชวนเปิดประเด็นขึ้นมาในยามที่กำลังร่วมมื้ออาหารกลางวันกัน ซึ่งในคราแรกเค่อฉิงก็ยังมิยอมปริปาก จนเมื่อโดนเซ้าซี้มาก ๆ เข้าให้ นางจึงได้ยอมเผยเื่ทั้งหมด
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้นางรู้สึกแย่ต่อเยากั๋วซ่านมากขึ้นไปเสียอีก เพราะที่นางทำไปไม่ต่างจากการที่ิิรบเร้าจนนางต้องยอมเล่าออกไปหมดเปลือกเช่นนี้
แม้จะสูญเสียเรี่ยวแรงไปไม่น้อยจากการวิ่งวุ่นไปทั่วสำนัก ทั้งยังต้องประมือกับชางก้วนจุนไปหนึ่งฝ่ามือ แต่ในยามนี้เค่อฉิงกลับดื่มเพียงชาขาวเหนือเพื่อใช้กลิ่นหอมหวนราวน้ำค้างบนยอดดอกไม้ในการชโลมจิตใจให้สงบนิ่งลงมา แม้เื่จะผ่านไปเกือบจะหนึ่งชั่วยามแล้วก็ตาม
“เฮ้อ… พอใจเ้ารึยังล่ะ?”
หลังใช้เวลาเล่าเื่ราวอยู่พักใหญ่ เค่อฉิงก็ดื่มชาตามเข้าไปหลายอึกเพื่อดับกระหาย ก่อนจะถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับมองไปทางิิที่เพิ่งทานติ่มซำหมดไปขณะที่กำลังนั่งฟังนางบ่นไปด้วย
“อื้อฮึ ฮึฮึฮึ! ช่างเป็การพบพานอันแสนวิเศษอะไรเช่นนี้นะ?”
เมื่อได้รับฟังทุกเหตุการณ์ตามที่เค่อฉิงเล่าออกมาแบบมิมีผิดเพี้ยน สีหน้าของิิก็เต็มไปด้วยความขบขัน พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันที่ผุดขึ้นบนใบหน้าในยามที่เอ่ยแซวสหายของตนออกไป
“หาใช่อย่างเ้าว่าที่ไหนกันเล่า!”
แน่นอนว่า ทันทีที่ิิพูดจบ ฉิงฉิงก็แทบจะสวนพรวดออกมาในทันควันพร้อมสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ นี่ไงเล่าเหตุที่ข้าไม่อยากปริปากให้ิิได้รับรู้น่ะ!
“โอ๋เอ๋ ข้าล้อเล่นน่า ข้าล้อเล่น ฮะ ๆ”
การได้เย้าหยอกฉิงฉิงผู้แสนจริงจังคือความสนุกอย่างหนึ่งของิิมาโดยตลอด หากเป็แค่เื่ที่ยังพอขบขันไม่ได้มีมูลเหตุให้จริงจังนัก นางก็คงจะล้อเล่นอย่างสนุกปากไปอีกพักใหญ่ แต่ในยามที่ได้เห็นความไม่สบอารมณ์ พร้อมด้วยสีหน้าจริงจังตลอดระหว่างการเล่าเื่ ิิจึงยอมละทิ้งความขบขัน หวนคืนสู่ความจริงจังเพื่อสหายของตน
“ตอนเล่าเื่เมื่อครู่ เ้าพูดไว้สินะว่าเหตุใดเ้าถึงได้สนใจเื่ของอัจฉริยะ.. ไม่สิ เยากั๋วซ่านผู้นั้นถึงเพียงนี้ ทั้งที่สหายก็มิใช่ด้วยซ้ำไป ใช่หรือไม่?”
“ข้าพูด”
ยามเมื่อิิได้เริ่มคิดจริงจังกับการสนทนา ก็นับได้ว่านางเป็หนึ่งในที่ปรึกษาชั้นดีที่ช่วยให้ฉิงฉิงปลดูเาที่หนักอกมาแล้วหลายต่อหลายครา ในคราวนี้เองก็เช่นกันที่เค่อฉิงมีเื่หนักอกมาให้ิิได้รับฟัง ซึ่งทางเ้าตัวต้นเื่เองก็ยอมจนต่อคำถามของิิด้วยคำตอบรับสั้น ๆ พร้อมด้วยใบหน้าที่ยังคงจับจ้องไปยังถ้วยชาพร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมหวนเพื่อหวังบรรเทาให้จิตแจ่มใส
“ถ้าเช่นนั้น… เ้าพอจะลองพูดความรู้สึกที่เ้ามีต่อเขาให้ข้าฟังอย่างจริงจังเสียหน่อยได้หรือไม่?”
แน่นอนว่าเื่ที่ฉิงฉิงยอมรับมานั้นก็น่าแปลกอยู่พอดู ั้แ่ที่คบกันเป็สหายมาหลายปีนางยังมิเคยเห็นฉิงฉิงจักสนใจผู้ใดยิ่งยวดขนาดจนต้องเก็บมาเป็เื่หนักอก จนนั่งอมทุกข์จ้องจอกน้ำชาอยู่เช่นนี้ ิิจึงได้เริ่มเดินหมากด้วยการถามเจาะจิตไปตรง ๆ ด้วยฐานะที่สนิทใจพอจะพูดกันได้ทุกเื่ราว
“ความรู้สึกของข้างั้นรึ…”
ยามที่เอาจริงเอาจัง ิิ นั้นเป็ผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมไม่หยอก ทุกคราที่เจอทางตัน คำถามที่ิิยิงใส่มักจะเป็ดั่งศรแห่งแสงที่นำพาความหวังท่ามกลางความมืดมิด นั่นจึงทำให้ฉิงฉิงเลือกที่จะคิดตามคำถามนั้นอย่างลึกซึ้ง แม้จะมีแอบหวั่นใจว่ายามนี้ิิจะแค่อยากจะแกล้งนางเล่นเพียงเท่านั้นรึไม่
“ข้ารู้สึกชื่นชมนะ ยิ่งได้เห็นกับตาในครานี้ ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าคนผู้นั้นคู่ควรกับสมญาอัจฉริยะปราณตำหนิจริง ๆ “
ฉิงฉิงใช้เวลาคิดไม่ถึงนาทีก็เอื้อนเอ่ยถึงความรู้สึกจากภายในที่นางมีต่อบุคคลที่ใช้เวลาร่วมกันทั้งภาคเช้าจนต้องหนีเรียนออกมา ถ้าจะให้เจาะจงลงไปอีก นั่นคือสิ่งแรกที่นางนึกถึงยามที่ต้องพูดเกี่ยวกับเยากั๋วซ่านเลยล่ะ
“สมกับเป็ฉิงฉิง สาวน้อยเ้าปัญญาของข้าจริง ๆ “
ิิยิ้มรับเล็กน้อยยามได้ยินคำตอบจากสหายรักของตน มันไม่ได้เกินกว่าที่นางคาดมากนัก เพราะฉิงฉิงมักเลือกมองคนเป็สิ่งแรกจากความเฉลียวฉลาด หาใช่หน้าตาหรือฐานะเป็หลักไม่
“แล้วที่ไปเผชิญเื่ราวเกี่ยวกับเขามา เ้ารู้สึกเช่นไรล่ะ?”
เมื่อก้าวผ่านคำถามแรกอันเหมือนเป็การเริ่มก้าวเท้าลงสู่แม่น้ำ ิิก็เลือกยิงคำถามต่อมาที่ก็ตรงเข้าประเด็นไม่แพ้กันออกไป
“...ข้ารู้สึก อยากช่วยเหลือน่ะ ข้าอยากจะรู้แจ้งยิ่งกว่านี้ เพื่อจักได้เข้าใจและหาหนทางช่วยเหลือ”
ความรู้สึกที่ถูกกักเก็บไว้ั้แ่แรกในยามได้ยินเื่บาดหมางระหว่างคนสองผู้นั้น แต่นางมิกล้าเอื้อนเอ่ยออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ มันเป็เพราะความเกรงใจที่เกิดขึ้นเพราะพันธะระหว่างนางและเขายังมิต่างจากคนแปลกหน้าเสียด้วยซ้ำ
“อือฮึ… แล้วเื่ของชางก้วนจุนล่ะ? เ้าอสูรนั่นแข็งแกร่งดุจจอมปีศาจ ซ้ำร้ายสันดานยังเสียราวกับอันธพาลข้างถนนเสียอีก ไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้กิตติศัพท์กันดี เ้ามิหวาดกลัวบ้างรึ?”
คำตอบของฉิงฉิงทำให้ิิพยักหน้ารับรู้ตามด้วยความเข้าใจ พลางมือข้างที่ยังถือตะเกียบค้างเอาไว้ก็เริ่มควงขณะที่นางกำลังคิดคำถามถัดไปอยู่ จนกระทั่งปิ๊งเื่ของชางก้วนจุน อสูรกายสุดแกร่งแห่งสำนักที่แค่คิดถึงขึ้นมาก็ทำเอาแม้แต่นางที่ไม่เคยมีเื่กับมันรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน
“กลัวสิ.. ยิ่งได้รับมือไปหนึ่งฝ่ามือ ข้ายิ่งรู้ถึงความต่างระหว่างพลัง แต่ข้า…”
เมื่อวกมาพูดถึงเื่ของชางก้วนจุนแล้ว มือขวาของเค่อฉิงที่ยังััได้ถึงลมปราณอันทรงพลังจนยากจะเบี่ยงวิถีได้ในยามนั้น กลับรู้สึกสั่นไหวขึ้นมาอีกรอบ ความแตกต่างทางด้านพลังนั้นคือหลักฐานอย่างแท้จริงว่าเหตุใดคนสันดานเสียอย่างชางก้วนจุนถึงได้ขึ้นเป็ศิษย์ลำดับที่หนึ่งแห่งสำนัก
“เ้าไม่อาจมองข้ามแรงโทสะอันโเี้ของมันสินะ?”
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น กระทั่งมือยังสั่นเทาไม่จางหาย ทำให้ิิเห็นชัดเจนว่าเค่อฉิงหาได้ไม่กลัว หากแต่ มันมีอยู่หนึ่งสาเหตุที่ได้จุดติดแรงกล้าหาญอันบ้าบิ่นจนทำให้นางกล้าต่อกรกับปีศาจก้วนจุนนั่น และเหตุผลนั้นคือแรงโทสะของชางก้วนจุนนั่นเอง
“ใช่… กระทั่งตอนนี้ ข้ายังอดคิดมิได้เลยว่ามันจะไปลอบกัดเยากั๋วซ่านข้างนอกสำนักรึเปล่า”
เมื่อโดนิิจี้จุดมาเช่นนั้น เค่อฉิงก็ยอมรับไปตามตรงว่าเป็อย่างที่ิิพูดมิมีผิดเพี้ยน แล้วนางก็ได้พูดเสริมถึงความหวั่นใจ ด้วยความที่นางได้เห็นได้ัั โดยเฉพาะแววตาอาฆาตนั่น นางจึงอดคิดไม่ได้เลยว่ามันคิดจะเล่นสกปรกอะไรหรือเปล่า
“ข้าว่าข้าพอจะรู้แล้วล่ะ… ที่ทำให้เ้าตัดสินใจเช่นนั้นไป คงเป็เพราะเื่ของพี่ชาย-”
“พอแล้วล่ะิิ ไม่ต้องเอ่ยมันออกมาหรอก…”
ข้อสรุปของเหตุผลที่นางตัดสินใจเข้าช่วยเหลือเยากั๋วซ่านอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนั้น บัดนี้นางได้รับรู้มันกลับขึ้นมาอีกครั้งอย่างเต็มอก นั่นคือการที่นางไม่อยากเห็นผู้ใดต้องมาจบสิ้นลงเหมือนดั่งที่พี่ชายนางเป็ ทำให้ทุกครา ยามเพียงเอ่ยถึงพี่ชาย มันก็ทำให้จงเค่อฉิงเกิดความอ่อนไหวทางอารมณ์ จนแสดงผ่านสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอึมครึมอย่างเห็นได้ชัด จนิิยอมหยุดพูดดั่งที่นางขอ
เ้าคงคิดอยากได้โอกาสช่วยเหลือพี่ของเ้ามาตลอดเลยสินะ ฉิงฉิง…
“เอาล่ะ! มาต่อกันดีกว่า ถึงจะรู้สาเหตุแล้วแต่เื่ของเ้ากับเยากั๋วซ่านยังไม่จบกันเสียหน่อย! ข้าขอถามต่อล่ะนะ”
“อะ อื้อ”
ขณะที่ฉิงฉิงกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งห้วงจิตอันยากจะรู้คิด ิิก็ได้เรียกสติของนางกลับมา ด้วยการปรับโทนเสียงพูดจากความจริงจัง แปรเปลี่ยนเป็ความร่าเริงเพื่อดึงบรรยากาศหม่น ๆ เหล่านี้ให้สลายหายออกไป ซึ่งมันก็ได้ผลอยู่บ้างเพราะฉิงฉิงเองก็เหมือนจะเลิกเหม่อลอยพร้อมการตอบรับ แม้จะยังคงมีสีหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บ้างก็ตามที
“ถ้าไม่นับเื่ในครานี้ เ้าจะยังรู้สึกสนใจจะเข้าหาเยากั๋วซ่านอยู่รึไม่?”
คำถามถึงสาเหตุที่นางเลือกเข้าไปช่วยเหลือเยากั๋วซ่านนั้นได้รับคำตอบไปแล้ว แต่คำถามที่เหตุใดนางถึงได้สนใจเยากั๋วซ่านถึงเพียงนั้นยังคงมิได้รับการไขคำตอบ เช่นนั้นแล้วิิจึงเลือกถามคำถามเช่นนี้ไป
“เอ่อ ข้ายังคงสนใจในความเฉลียวฉลาดของเขานะ แต่ข้าคง…”
ยามเมื่อได้ยินคำถามอาการของฉิงฉิงก็แปรเปลี่ยนจากเซื่องซึมมาเป็ตื่นตัวอย่างฉับพลัน พร้อมกับทีท่าที่คิดไม่ตกว่านางควรจะตอบคำถามของปัญหานี้อย่างไรดี จนทำให้เกิดอาการปากว่าแต่มันสมองกลับมิอาจสอดรับต่อร่างกายได้ทัน นางจึงได้พูดไปแล้วจู่ ๆ ก็นิ่งค้างด้วยสีหน้าอันหนักอึ้งเกินบรรยาย
“อะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เมื่อได้เห็นสหายของตนออกอาการอย่างหนักเกินคาด ิิก็หัวเราะร่วนขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้พบเห็น
“ข้าพูดจริงนะ! ที่ข้าจำชื่อของเขาได้ก็เพราะเห็นมันอยู่บนสุดของรายนามลำดับชั้นอยู่บ่อย ๆ ต่างหากเล่า!”
พอได้เห็นิิหัวเราะร่วนจนดูเหมือนคิดปะติดปะต่อเื่ราวไปเองโดยมิถามใครแล้ว เค่อฉิงก็รีบโต้แย้งขึ้นมาในทันที พร้อมด้วยการย้ำถึงสาเหตุที่นางจำชื่อของเยากั๋วซ่านได้เป็เพราะนางสนใจในความฉลาดเฉลียวอันหาตัวจับได้ยากนั้นจริง ๆ
“ฮะ ๆ แต่เ้ามิกล้าเข้าไปใกล้ชนิดสนิทสนมกับเขาเป็แน่หากไม่เกิดเื่ราวในครานี้ขึ้น ข้าพูดถูกต้องไหม?”
“อ่ะ.. ทะ ที่เ้าพูดมาก็ไม่ผิดหรอก”
ถึงจะพยายามพูดแก้ไขถึงปานนั้น แต่เมื่อิิจับไต๋ได้แล้ว นางก็สามารถรุกไล่ได้จนสุดทาง จนเป็เหตุให้เ้าหญิงน้ำแข็งจำต้องยอมรับสารภาพไปตามระเบียบ จนทำให้ิิถึงกับยิ้มแป้นไม่หุบเข้าไปอีก
“ฮี่ฮี่ การที่เ้าเป็เช่นนั้นมันบอกว่าเ้าสนใจเขายิ่งกว่าที่คิด จนมิอาจหาญเข้าใกล้หากมิมีเหตุจำเป็ที่มากพอ นั่นย่อมหมายถึงว่าเ้านั้นชอ–”
ปึง!
“หยุดเพียงเท่านั้นแหละ!! ิิ ยัยแมวเ้าเล่ห์!!”
พอได้ข้อมูลประกอบรวมกันจนพอจะเห็นผลลัพธ์ ิิตัวแสบก็เริ่มร่ายยาวบทพูดที่ทำให้เค่อฉิงถึงกับหน้าเปลี่ยนสี จนต้องรีบตบโต๊ะเสียสนั่นเพื่อหยุดมิให้คำพูดนั้นของิิได้เอ่ยลั่นออกมา โดยมิสนเลยว่าโต๊ะรอบข้างที่กำลังทานมื้อกลางวันอยู่จะส่งสายตาพิฆาตมารมาให้ถึงเพียงใด
“ฮะ ๆ แค่เห็นหน้านิ่ง ๆ ของเ้าแสดงออกมาหลากอารมณ์เช่นนี้ ถึงจะยังไม่ชัดเจนถึงขั้นนั้น แต่ข้ายืนยันได้เลยว่าเ้าสนใจในตัวของเยากั๋วซ่านอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”
“...”
ถึงจะโดนฤทธาฝ่ามือพิฆาตโต๊ะเข้าไป แต่ก็มิอาจจะหยุดยั้งความปากแมวเหมียวของิิได้ นางยังคงร่ายยาวต่อไปไม่หยุด ในขณะที่ฉิงฉิงได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตาด้วยความอับอาย เพราะที่สหายนางพูดมามันก็ไม่อาจจะเถียงออกได้จริง ๆ
วันนี้อารมณ์ของนางมันหลากหลายวกวนเสียยิ่งกว่าทั้งหมดที่ผ่านมาในชีวิตเสียอีก
“ที่ข้าอยากช่วยเหลือนั่นน่ะ.. เป็ของจริงนะ”
“ข้าก็ไม่ได้พูดสักหน่อยว่ามันมิจริง ข้ารู้จักฉิงฉิงของข้าดีน่า! เ้าเป็คนดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จักเลยนา”
แม้พยายามจะงัดเถียงสู้ด้วยการใช้หลักมนุษยธรรมที่เรียกว่าความโอบอ้อมอารีย์มาบังหน้า และิิก็เห็นด้วยตรงจุดนั้นเป็อย่างดีจนใช้มือทั้งสองเข้ากุมอุ้งมือขวาของฉิงฉิงเอาไว้แน่นราวกับจะกล่าวเื่สำคัญต่อจากนี้
“แต่เ้าเองก็ต้องยอมรับนะ ว่าเ้านั้นมีความสนใจในตัวของเยากั๋วซ่านอยู่จริง ๆ “
“มะ ไม่!--”
คำพูดนั้นของิิทำเอาเค่อฉิงถึงกับร้อนตัวไปทั่วร่าง สีหน้าของนางที่บัดนี้ก็เต็มไปด้วยความอับอายราวศักดิ์ศรีตลอด 16 ปีได้ถูกย่ำยีไม่เหลือชิ้นดี ก็ถูกย้อมให้หลอมเหลวไปด้วยความขายหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อนางกลับหลบหน้าของิิไปเสียแบบนั้น พร้อมกับปากที่ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่ามันมิใช่
“ฟังข้าก่อนสิ! ที่ข้าบอกว่าเ้าสนใจ ข้าไม่ได้พูดแค่เื่ของสตรีและบุรุษเสียหน่อย เ้าอาจจะอยากเพียงแค่เป็สหายของคนฉลาดที่ยากจะหยั่งถึงเช่นเขาก็ได้”
“...ชะ ใช่ จริงด้วย”
เมื่อได้จู่โจมสหายสุดอ่อนด้อยในเื่ราวของจิตใจจนหมดสภาพไปแล้ว ิิก็เลิกแกล้งพร้อมกับกระชับจับมือของฉิงฉิงไว้ให้มั่น ก่อนจะพูดตั้งสติเพื่อให้นางคิดตาม จนทำให้เค่อฉิงเงยหน้าที่ก้มอย่างอับอายขึ้นมา พร้อมกับพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเห็นด้วยไม่น้อยกับคำพูดนี้
“ฟู่ว.. ฮ่าห์”
หลังจากที่สติสตางค์ถูกดึงกลับเข้ามาสู่ยุทธภพแห่งนี้อีกครา จงเค่อฉิงก็เริ่มรวมรวบสมาธิของตนให้กลับคืนมา พร้อมกับทางิิเองก็ยอมเงียบลงเพื่อให้สหายของตนได้จัดระเบียบทางความคิดให้ได้มั่นขึ้น เมื่อลมหายใจผ่านเข้าออกอย่างรุนแรงค่อย ๆ สงบลงจนมั่นคงเรียบนิ่ง เค่อฉิงก็ได้พูดขึ้นมา
“ข้าเข้าใจเื่ที่เ้าพูดแล้วล่ะ ิิ แต่ข้าควรทำเช่นไรล่ะ? หากเขามิอยากจะพูดเื่ส่วนตน ข้าเองก็มิอาจจะไปบีบบังคับให้เขาพูดได้เสียหน่อย”
นางคงต้องยอมรับว่านางมีความรู้สึกสนใจใคร่รู้ในตัวของเยากั๋วซ่านอยู่ไม่น้อย จนเป็เหตุให้ขับเคลื่อนถึงการถามไถ่เื่ราวของเขาจนเกินงาม มันเลยทำให้นางเกิดความกังวลขึ้นมาอีกคราจนต้องพูดออกมากับิิที่ยังคงกุมมือนางเอาไว้ไม่ห่างในยามนี้
“ฮึ ๆ เื่เช่นนั้นทำได้ไม่ยากไม่เย็นนักหรอก แค่ทำเหมือนที่เ้าทำกับข้า เหมือนที่ข้าทำกับเ้าก็เพียงพอแล้ว!”
คำถามของฉิงฉิงสหายรักสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่านางอยากจะเข้าใจเื่ราวของเยากั๋วซ่านให้ได้มากขึ้นกว่านี้ เพียงแต่ยังคงขาดเขลาความมั่นในจิตใจจนหาทางไปต่อไม่ถูกว่าควรจะทำเช่นไรดี ิิจึงยิ้มแป้นขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยใบ้ให้นางได้รู้ถึงหนทางอันแสนเรียบง่ายในการเข้าถึงความในใจของผู้คน
“..เหมือนดั่งเช่นเราสองงั้นรึ?”
แน่นอนว่าเค่อฉิงผู้แสนจริงจังนั้นยังคงตกหลุมพรางในเื่ราวของจิตใจมนุษย์อยู่เสมอเหมือน ทำให้ิิได้แต่อดกลั้นเสียงหัวร่อเอาไว้ภายใน ก่อนที่จักเริ่มเอื้อนเอ่ยถึงหนทางในการพิชิตใจชายหนุ่ม
“เ้าก็แค่ต้องใกล้ชิดผูกสัมพันธ์กับเยากั๋วซ่านให้มันแน่นแฟ้นขึ้นอย่างไรเล่า!”
“...จะ เ้าว่าอย่างไรนะ!?”
เพียงแค่ได้ยินสิ่งที่สหายรักของตนแนะนำมา มันก็ทำเอาจงเค่อฉิงถึงกับร้องขึ้นมาด้วยความสับสน แม้จะรู้ดีแต่นั่นเป็สิ่งที่นางไม่เคยคิดที่จะทำกับใครมาก่อนเลยแม้แต่คนผู้เดียว
พวกเ้าก็เห็นนี่… นอกจากิิแล้ว ข้ามีสหายที่ไหนอีกเล่า!?