เมื่อจักรพรรดิซวนหยวนมองตามทิศทางที่นางชี้ออกไป แววตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ทันใด จากนั้นร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน น้ำเสียงสั่นเครือ “จิตแห่งกระบี่?”
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ปราณกระบี่สีทองขนาดเล็กได้ลอยอยู่เหนือศีรษะของหลินเฟิง ซึ่งมันได้ปลดปล่อยกลิ่นอายอันเฉียบคมจนทำให้ทั้งพื้นที่ถึงกับสั่นะเื
สตรีชุดขาวพยักหน้า “ใช่ มันคือจิตแห่งกระบี่”
จักรพรรดิซวนหยวนยังอยู่ในความตกตะลึง “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าเ้าหนูคนนั้นจะมีวาสนาถึงเพียงนี้”
สตรีชุดขาวกล่าว “เ้าพิทักษ์กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนมานานกว่าหมื่นปีแล้ว บัดนี้กระบี่ได้เจอนายที่แท้จริง เ้าก็เป็อิสระ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดิซวนหยวนก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับแสดงท่าทีที่ซับซ้อนเกินจะบรรยายออกมา “หมื่นปีอันแสนยาวนาน หมื่นปีแห่งการปกปักพิทักษ์ จะให้ข้าจากไปได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร...”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาก็พลันส่องประกาย “กระบี่เล่มนี้เป็สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์ บัดนี้นายที่แท้จริงของมันได้ปรากฏตัวแล้ว มันย่อมสำแดงแสนยานุภาพของเผ่าพันธุ์ข้าให้เกรียงไกร เช่นนั้นแล้วข้าจะไม่อยู่เป็สักขีพยานได้เยี่ยงไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้นการจะดึงพลังของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน จำเป็จะต้องมีจิตแห่งกระบี่ จิติญญาแห่งกระบี่ และความกล้าหาญแห่งกระบี่ เช่นนั้นข้าจะกลายเป็ความกล้าหาญแห่งกระบี่เพื่อค้ำจุนเผ่าพันธุ์มนุษย์!”
“เ้า...เหตุใดเ้าจึงทำเช่นนี้...” สตรีชุดขาวตกตะลึงเมื่อได้ยินจักรพรรดิซวนหยวนกล่าว สีหน้าของนางในยามนี้แทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป “เ้ารู้หรือไม่ว่าการกลายเป็...หมายความว่าอย่างไร?”
จักรพรรดิซวนหยวนพยักหน้า “ไร้ซึ่งสติ ไร้ซึ่งิญญา ดับสลายโดยสมบูรณ์”
ขณะที่กล่าว ใบหน้าของเขายังคงไว้ซึ่งความแน่วแน่ไม่เสื่อมคลาย “แต่ข้าหาได้เสียใจไม่ ในที่ที่ข้าจากมาเผ่าพันธุ์มนุษย์รุ่งเรืองถึงขีดสุด นับว่าข้าโชคดีไปสามภพ!”
สตรีชุดขาวเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเผยแววตายอมรับอีกฝ่าย “ตกลง! ข้าให้สัญญา...”
เมื่อกล่าวจบนางก็ชี้ไปยังกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนที่อยู่บนแท่นบูชา
“ฟูมมมม!!”
เมื่อแสงสีทองที่เปล่งประกายจากนิ้วพุ่งทะยานเข้าสู่ตัวกระบี่ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก็เกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง แสงสีทองนับพันสายพลันกวาดออกจากตัวกระบี่ส่องสว่างเจิดจ้า
จากนั้นสุสานซวนหยวนก็กลายเป็มหาสมุทรสีทองบดบังรัศมีทุกอย่างในโลกหล้า
ฝักกระบี่ที่มืดหม่นก่อนหน้า บัดนี้ได้ลอกออกกลายเป็สีทอง ทำให้ฝักกระบี่มีสีสันราวผีเสื้อโบยบินออกจากรังไหม
ตัวด้ามหนาและยาว มีอักขระโบราณสลักเอาไว้ ทันทีที่ตัวกระบี่เปลี่ยนเป็สีทองอร่าม อักขระโบราณก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงออกมา จากนั้นไม่นานอักขระโบราณก็เริ่มโคจรและกระจายออกมาจากตัวกระบี่โอบรอบเอาไว้
ฉับพลัน ปราณกระบี่สีทองที่อยู่เหนือศีรษะของหลินเฟิงก็สั่นเบา ๆ และพุ่งไปราวกับสะท้อนรับกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน
เวลาต่อมา
แสงสีทองก็แวววับขึ้นมาจากปราณกระบี่
แสงและกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมานั้นเรียกได้ว่าทำให้สรรพสิ่งซีดจางไร้สีสัน
จากนั้นปราณกระบี่ก็ค่อย ๆ ลดระยะห่างระหว่างกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน โดยหยุดอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งชุ่นเท่านั้น
กระบี่ทั้งสองกู่ร้องขานรับต่อกันและผสานเป็เนื้อเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ
แสงสีทองค่อย ๆ จางหาย
จู่ ๆ เสียงหัวเราะของสตรีได้ดังขึ้น มันเป็เสียงหัวเราะแห่งความตื่นเต้นและปีติยินดี
ก่อนนางจะสำลักน้ำลายตัวเองเล็กน้อย
ส่วนทางด้านจักรพรรดิซวนหยวนเองก็หัวเราะยกใหญ่ แต่ทว่าแววตาของเขาในเวลานี้กลับแดงก่ำ
เขาจ้องมองไปยังหลินเฟิงและพยักหน้าด้วยความโล่งใจราวกับปลดความทุกข์ทนที่สั่งสมมานาน “เ้าหนูนี่มันเป็สัตว์ประหลาดน้อยโดยแท้จริง ด้วยความแข็งแกร่งเพียงแค่นี้กลับสามารถผสาน์และโลกเป็หนึ่งเดียวได้ นับว่าทิ้งห่างข้าในยุคนั้นไปไกล”
พอได้ยินเช่นนี้สตรีชุดขาวก็เหลือบมอง “เหนือกว่าเ้าอีกรึ”
กล่าวจบ นางก็เผยสีหน้าแห่งความภาคภูมิใจขึ้น “เอาเถิด ยามนั้นเ้ายังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่ แต่เ้าหนูคนนี้เริ่มปูพื้นฐานหลายสิ่งหลายอย่างไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ย่อมแตกต่างกัน”
และหลังจากครุ่นคิดอีกเล็กน้อย นางก็เสริมขึ้นมาอีก “มิหนำในแง่พร์ จุดนี้เขาเหนือกว่าเ้าหลายขุม”
จักรพรรดิซวนหยวน “...”
สตรีในชุดขาวกล่าว “เด็กคนนี้มีความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด แต่ภายใต้ความดื้อรั้นนั้นกลับยังคงสติวิเคราะห์เหตุและผล เรียกได้ว่าอารมณ์มั่นคงไม่ว่าตนจะกำลังเผชิญกับสิ่งใด ถือว่าไม่เลวทีเดียว”
ฉับพลันคิ้วของนางได้ขมวดเป็ปม “ติดก็ยังมีส่วนที่โง่ไร้สมองอยู่เล็กน้อย เ้านิกายที่ไหนมันจะยกกระบี่เซียนเหินให้แก่ผู้อื่นง่าย ๆ เช่นนั้น...”
เมื่อเห็นท่าทางไม่พอใจของสตรีชุดขาว มุมปากของจักรพรรดิซวนหยวนก็พลันกระตุกขึ้นมา แม้ว่านางจะทำท่าทางปกป้องเ้าหนูคนนี้ แต่นางก็ถือว่าเป็คนที่อารมณ์ร้ายน่ากลัวคนหนึ่ง
ครู่ต่อมาเขาก็ได้เหลือบมองไปยังหลินเฟิง และอดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมา ระหว่างที่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ในอนาคต
“อันที่จริงข้ารู้สึกว่าเขาค่อนข้างฉลาด สามารถเข้าใจคำพูดของข้าได้อย่างรวดเร็ว เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
สีหน้าของเขาเคร่งขรึม แววตาเผยให้เห็นถึงความหยิ่งทระนง “ด้วยระดับพลังที่ต่ำต้อยเช่นนี้แต่กลับผสานรวมระหว่าง์และโลกเป็หนึ่ง แม้จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กดดันแต่กลับทำได้สำเร็จ”
“นี่พิสูจน์ให้เห็นถึงสติปัญญาและความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด พร์และความเข้าใจของเขาเรียกได้ว่า์ประทานก็ไม่เกินจริงนัก”
“ด้วยวัยแค่นี้นับว่ายากจะเป็ไปได้”
ไม่มีใครรู้ว่าสตรีชุดขาวผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ นางจ้องไปยังหลินเฟิงที่นั่งเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิ “แต่สำหรับข้า มันก็ยังโง่เขลาอยู่ดี...”
กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็เริ่มเปลี่ยนคำพูด “แต่เ้ากลับ...”
จักรพรรดิซวนหยวนยิ้มพลางส่ายศีรษะ “จากการต่อสู้ครั้งนั้น ข้าที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาไว้ก็เพื่อเฝ้ารอ่เวลานี้ ชีวิตนี้ของข้ามาถึงฝั่งฝันแล้ว”
เขากล่าวด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและคาดหวัง พลางมองไปยังรอบ ๆ สุสานซวนหยวน “ตอนนี้ปีศาจอาละวาด จักรวาลอยู่ในความโกลาหล ถึงเวลาแล้วที่กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจะได้สำแดงเดช...”
ไม่ทันที่จะได้กล่าวจบ จักรพรรดิซวนหยวนก็กลายเป็ลำแสงสายหนึ่งหายเข้าไปยังกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน
...................
ภายในสุสานซวนหยวน
หลินเฟิงยังคงยืนจับกระบี่ทั้งสองมือด้วยร่างกายที่แข็งทื่อไม่ไหวติง
อย่างไรก็ตาม แสงสีทองที่เริ่มออกมาจากร่างกายของเขานั้น เหมือนกับที่กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนปลดปล่อยออกมาไม่ผิดเพี้ยน
กระทั่งด้ามของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนกลายเป็สีทองอร่าม
อักขระสีทองโบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศล้อมรอบตัวกระบี่ได้หยุดนิ่ง จากนั้นพลังอันมหาศาลก็ได้ถูกกวาดออกมาราวกับเขื่อนทะลัก
ชั่วพริบตากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก็ได้ส่งเสียงคำรามออกมา
พลังอันมหาศาลที่มาจากอักขระโบราณลดระดับลงราวกับรับคำสั่ง ก่อนที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว
จู่ ๆ ร่างที่แข็งทื่ออยู่ก็สั่นสะท้านอย่างรวดเร็ว
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
บริเวณหว่างคิ้วปรากฏช่องว่างขึ้นมาพร้อมกับเืสีทองหนึ่งหยด และเืหยดนั้นก็ไหลลงสู่ตัวกระบี่
เกือบจะในเวลาเดียวกัน หลินเฟิงได้ลืมตาตื่นขึ้นมา และดวงตาของเขานั้นก็เป็สีทองไปชั่วขณะหนึ่ง
เวลานี้เขาเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของจักรพรรดิ
เป็จักรพรรดิผู้ปกครองทุกสรรพสิ่ง ดวงตาราวกับจะสามารถจ้องมองทะลุผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
เมื่อแสงสีทองในดวงตาของเขาหายไป มือของหลินเฟิงที่จับด้ามกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเอาไว้ก็เริ่มยกมันขึ้นมาอย่างช้า ๆ จากนั้นเสียงที่ดังเสียดหูก็ดังขึ้นมา
แล้วทันใดนั้น....