ความผิดของสิงขรร้ายแรงนัก แต่ด้วยองค์ชายอัศวเมฆทรงขอไว้จึงเหลือเพียงลดตำแหน่งจากราชองครักษ์ชั้นเอกประจำวังหลวงเป็นองครักษ์ชั้นตรีมีหน้าที่อารักขาองค์ชายอัศวเมฆ
จากเดิมชั้นหัวหน้ากองถูกปลดออกหาได้มีบริวารในสังกัดอีกต่อไป
“กระหม่อมเป็นหนี้ชีวิตองค์ชายจากนี้ไปขอถวายชีวิตรับใช้ หากมีพระประสงค์ให้กระหม่อมกระทำสิ่งใดแม้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็จักกระทำการไม่ย่อท้อ พระเจ้าค่ะ”
“ดีมาก สิงขร.. ท่านอย่าได้เดือดร้อนใจเรื่องยศศักดิ์และฐานะที่สูญไปเลยวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเราได้ครองนครสืบแทนพระบิดาตำแหน่งขุนพลใหญ่เมืองปตานีก็จะเป็นของท่านเช่นกัน” องค์ชายทรงหัวเราะพอหทัย
“วันนี้กระหม่อมเก็บชีวิตไว้ได้ก็นับว่าเป็นบุญที่สุดแล้ว..ในวันข้างหน้าก็สุดแต่พระองค์เถิดพระเจ้าค่ะ”
องค์ชายผู้เปลี่ยนฐานะอันน่าเกรงขามของสิงขรทั้งจากหัวหน้ากองราชองครักษ์หลวงหน่วยที่ ๑และจากบุตรชายของขุนพลใหญ่ผู้เป็นดั่งศิษย์ผู้พี่ มาเป็นองครักษ์ประจำพระองค์รับสั่งถามขึ้นว่า
“เจ้ารู้ไหมสิ่งที่เราปรารถนาที่สุด คืออะไร”
องครักษ์คนใหม่เพ่งมองพักตร์ ทูลว่า
“กระหม่อมคิดว่า คือพระราชธิดาวิสาณีแห่งเมืองนครฯ พระเจ้าค่ะ”
สิ้นคำทูลตอบ ผู้เป็นนายทรงหัวเราะตบหัตถ์ลงบนบ่าขององครักษ์หนุ่ม
“ใช่แล้ว พระนางคือสุดยอดของสิ่งที่เราปรารถนา..”
ทรงหยุดลงชั่วขณะ สีพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นขมึงทึงรับสั่งต่อว่า
“เจ้าทิพคือหนามยอกหัวใจเราครั้งนี้แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าศรีมหาราชพอพระราชหฤทัยได้แต่อย่างไรก็ตาม.. เจ้าทิพก็กำลังเดินเข้ากองไฟ มันจะไม่มีทางเป็นผู้ชนะในการประลองคัดเลือกราชาสิบสองนักษัตร..จะต้องได้รับทัณฑ์ตามพระราชโองการ ถูกสักบ่าเนรเทศไล่ออกจากเมือง เมื่อถึงตอนนั้นมีหรือที่พระเจ้าศรีมหาราชจะทรงยินยอมรับไปอุ้มชูอุปถัมภ์..”
รับสั่งแล้วทรงหัวเราะดังขึ้นกว่าเก่าประหนึ่งทอดพระเนตรเห็นรอยสักประทับลงบนบ่าของเจ้าทิพแล้วก็ไม่ปาน..
สิงขรจำต้องข่มความรู้สึกขัดแย้งในใจด้วยตนนั้นถูกปลูกฝังและถูกตั้งความหวังจากบิดาผู้เป็นขุนพลใหญ่ให้มุ่งมั่นฝึกวิชาเพื่อเป็นตัวแทนตามหาองค์ตุมพะทะนานทองกลับคืนมาให้เมืองปตานี..
ยามนี้ทั้งเสียใจและละอายใจ..ความหวังนี้ไม่ได้ผูกพันกับตนอีกต่อไปนับแต่วันนี้ แต่กลับต้องช่วยเหลือองค์ชายผู้เป็นนายใหม่ทำลายผู้เป็นตัวแทนของเมืองปตานีเข้าชิงตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตร...
เป็นความรู้สึกที่ยากจะรับได้จริงๆ
--------------------------------------------------
“อาการเจ้าทิพเป็นอย่างไรบ้าง ขอรับนายท่าน”
ไต้ซีหงถามขึ้นทันทีที่เซียงจือกงก้าวออกมาจากห้องข้างใน
“หมอหลวงเปิดแผลเอาเลือดเสียของเขาออก พร้อมพอกสมุนไพรประคบแผล.. แต่เราเกรงว่าจะมีเลือดใหม่ไหลออกมาคั่งที่เดิมอีกจึงฝังเข็มกรุยเลือดลมบริเวณรอบบาดแผลให้ไหลเวียนสะดวก และต้องกระทำทุกชั่วยาม”
ที่แท้ภายในห้องคือเจ้าทิพซึ่งนอนหมดสติอยู่ภายหลังจากที่หมอหลวงได้ทำการรักษาแล้ว เซียงจือกงจึงอาสาขอรับตัวชายหนุ่มมาดูแล
“เป็นโชคดีของเจ้าทิพ ที่นายท่านมีฝีมือเชี่ยวชาญการฝังเข็มคิดว่าไม่นานคงจะหายเป็นปกติ.. เพียงแต่นายท่านเองก็ควรระวังสุขภาพด้วย”
ผู้แทนการค้าประจำนครปตานีกล่าวด้วยความเป็นห่วงทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ให้การรักษา ด้วยขณะนี้ใกล้จะล่วงเข้ายามสองแล้ว
“แล้วงานที่เราให้ท่านไปทำได้ความว่าอย่างไร”
ไต้ซีหงซึ่งเพิ่งกลับเข้าที่พักมารีบรายงานทันที
“เป็นอย่างที่นายท่านคาดการณ์สิงขรถูกไต่สวนลงโทษ ปลดออกจากราชองครักษ์ประจำวังหลวง ลดตำแหน่งเป็นองครักษ์ชั้นตรีคอยติดตามดูแลองค์ชายอัศวเมฆขอรับ”
ผู้แทนประจำเมืองท่าปตานีย่อมรู้จักกับข้าราชบริพารภายในวังและรู้วิธีที่จะได้มาซึ่งข้อเท็จจริง ยิ่งการปลด ๑ ใน ๔ หัวหน้ากองราชองครักษ์ประจำวังหลวงย่อมมิใช่เรื่องลับมากมายเพราะต้องประกาศถอดสิทธิ์และหน้าที่ให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ในวังรับรู้เพียงแต่ในส่วนที่ยากคือสาเหตุของการปลด..
“แล้วเหตุผลล่ะ”
“เรียนนายท่าน เรื่องนี้ข้าน้อยไม่ค่อยแน่ชัดเพียงระบุในหนังสือสั่งการว่า สิงขรกระทำเรื่องไม่สมควร.. แต่มีคนพูดกันว่าสิงขรไปเกี่ยวพันกับพวกโจฬะทมิฬของเมืองไทรบุรีขอรับ”
“โจฬะทมิฬ.. ไทรบุรี”
“ขอรับนายท่านโจฬะทมิฬที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไทรบุรีและได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากพระศรีมหาอินทรวังศา ราชาแห่งเมืองไทรบุรี..ในบรรดาเมืองนักษัตรนอกจากปตานีแล้วดูเหมือนจะมีไทรบุรีเพียงเมืองเดียวที่แสดงออกอย่างเด่นชัดที่ต้องการตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรเพื่อสิทธิ์ในการตามหาองค์ตุมพะทะนานทองขอรับ”
“ท่านคิดว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าไทรบุรี..หรือเป็นความปรารถนาของชาวโจฬะทมิฬที่มาอาศัยอยู่ไทรบุรี”
ไต้ซีหงถึงกับนิ่งงัน ไม่กล้าตอบคำ ผู้ผ่านดินแดนมามากมายกล่าวต่อว่า
“ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า ใน ๑๒เมืองนักษัตรนั้น แบ่งเป็น ๗ เมืองเดิมที่รวมอยู่ในแคว้นลังกาสุกะ คือสายบุรีกลันตัง ปะหัง ไทรบุรี พัทลุง ตรัง และปตานีที่เป็นเมืองเอก ฉะนั้นทุกเมืองจะมากจะน้อยก็ย่อมอ่อนข้อให้กับปตานีแม้ไทรบุรีและเมืองอื่นจะต้องการสิทธิ์ในการครอบครององค์ตุมพะทะนานทองแค่ไหนก็ไม่ดำเนินพฤติกรรมอันเป็นเล่ห์เพทุบาย..”
ความนัยที่เซียงจือกงกำลังอธิบาย..ราชสำนักไทรบุรีไม่มีทางเข้ามาแทรกแซงการประลองคัดเลือกตัวแทนของปตานีเด็ดขาด ยกเว้นเป็นแผนร้ายของพวกโจฬะทมิฬ..
“นายท่านพิเคราะห์เหตุการณ์ได้เหมาะสมข้าน้อยจะจดจำไว้ขอรับ”
“แต่ในการประลอง ๑๒ นักษัตรรอบนี้ความสำคัญขององค์ตุมพะทะนานทองนับว่ายิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมาท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร”
ไต้ซีหงทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะไล่เลียงตอบด้วยความระมัดระวัง
“เท่าที่ข้าน้อยทราบมาองค์ตุมพะคือทะนานทองซึ่งโทณพราหมณ์ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพราหมณ์ในตระกูลของท่านเป็นคนเก็บรักษาสืบต่อกันมาจนเมื่อแผ่นดินชมพูทวีปถูกชาวต่างศาสนาเข้ามายึดครอง ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ถูกทำลายตระกูลโทณพราหมณ์จึงพาองค์ตุมพะทะนานทองหนีมายังดินแดนสุวรรณภูมิที่เมืองไชยศิริและก็ต้องอพยพหนีภัยอีกครั้งมายังแคว้นลังกาสุกะ ก่อนองค์ตุมพะทะนานทองจะสูญหายไปเมื่อมีผู้แทนจากกรุงสุโขทัยมาอัญเชิญพระเถระผู้ใหญ่จากเมืองนครศรีธรรมราชไปช่วยประดิษฐานพระพุทธศาสนายังดินแดนทางเหนือ..ความสำคัญน่าจะอยู่ที่ปีนี้คือ พุทธศักราช ๑๙๑๖ซึ่งถ้านับจากปีที่พระพุทธเจ้าประสูติ ก็คือผ่านมา ๑๙๙๖ ปีแล้ว ขอรับนายท่าน”
“ดีมากไต้ซีหงไม่เสียทีที่ท่านประจำการอยู่ปตานีมาหลายปี.. ศึกษาเรื่องราวสิ่งสำคัญในย่านนี้ได้อย่างละเอียด”ผู้บัญชาการใหญ่กองเรือสินค้ากล่าวชื่นชม จากนั้นกล่าวต่อไปว่า..
“เจ็ดเมืองแห่งแคว้นลังกาสุกะเดิมมลายูแห่งเกาะสุมาตราและมัชปาหิตแห่งเกาะชวาต่างนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานผสานความเชื่อพราหมณ์ฮินดู ซึ่งถือคติว่าการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้ามิได้เป็นภาวะดับสิ้นทั้งปวงหากแต่ยังคงสถิตอยู่และมีรูปกายเป็น ๓ ที่เรียกว่าตรีกาย...
กายที่ ๑ คือสัมโภคกาย อยู่ในแดนสุขาวดี..
กายที่ ๒ คือนิรมานกาย ซึ่งพร้อมจะกลับมาอุบัติยังโลกมนุษย์..
และกายที่ ๓ธรรมกายคือภาวะรู้แจ้งสว่างไสว..
ส่วนชาวโจฬะทมิฬนับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูเชื่อว่าพระพุทธเจ้าคือพระนารายณ์ที่อวตารมาเกิดและจะอวตารลงมาอีกครั้งหลังครบ ๒,๐๐๐ ปี...
ทั้งหมดนี้ทำให้ทุกเมืองต่างต้องการครอบครององค์ตุมพะทะนานทองด้วยเป็นภาชนะชิ้นเดียวซึ่งเคยบรรจุสัมผัสพระบรมสารีริกธาตุทุกองค์ก่อนจะถูกอัญเชิญแยกย้ายไปบูชาตามทิศประเทศต่างๆ..มีความเชื่อว่าหากได้นำพระบรมสารีริกธาตุแม้เพียงพระองค์เดียว บรรจุกลับลงไปในองค์ตุมพะทะนานทองและกระทำการบูชาอย่างเหมาะสมมหาบุรุษของโลกจะอุบัติขึ้นยังดินแดนแห่งนั้น”
“ความหมายของนายท่านคือ ไม่ได้มีเพียง๗ เมืองนักษัตรเท่านั้นที่ต้องการจะครอบครององค์ตุมพะทะนานทอง แต่ยังจะมีแว่นแคว้นอื่นเข้ามาช่วงชิง”
“ถูกต้อง.. แต่ทั้งมลายู มัชปาหิตและโจฬะทมิฬอาจจะมิแสดงตัวชัดเจน หากแต่แฝงเร้นกระทำการ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจกำลังส่งคนไปสืบเสาะยังเมืองที่มีเบาะแสเรื่องนี้”
“หมายถึงเมืองสุโขทัยหรือ นายท่าน”
“ถ้าเป็นเมืองสุโขทัยคงจะมีการสืบค้นกันไปนานแล้ว”
“แต่ถ้าเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามา อาจต้องไปเริ่มต้นสืบค้นกันที่เมืองสุโขทัยก็เป็นได้ขอรับ”ไต้ซีหงกล่าวแล้วหยุดครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนกล่าวเป็นเชิงหยั่งใจผู้เป็นนายว่า
“ถ้าองค์ตุมพะทะนานทองมีความสำคัญมากขนาดนี้นายท่านคิดจะติดตามเพื่อนำไปถวายแด่องค์พระจักรพรรดิของเราหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้ผู้บัญชาการกองเรือต้องเพ่งมองหน้าผู้ถาม..กล่าวตอบไปชัดคำ
“ภารกิจของเราคือค้าขายสินค้าและเจริญสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นต่างๆหาใช่โจรสลัดเที่ยวปล้นช่วงชิงสิ่งของสำคัญของบ้านเมืองเขาไม่ ทีหลังท่านจะถามอะไรก็ควรให้อยู่ในกรอบด้วย”
ไต้ซีหงรู้สึกหน้าชาสำนึกตนว่าผิดอีกครั้งแล้ว
--------------------------------------------------