ผมเดินเข้ามาภายในห้องกระจกชั้นลอยที่ใช้เป็สถานที่รับชมงานประมูลสำหรับแขก VVIP ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ด้านล่าง ภายในห้องกระจกมีที่นั่งไม่ถึงยี่สิบที่ เก้าอี้พร้อมโต๊ะรับรองถูกจัดวางไว้ห่างกันพอสมควร โดยมีพนักงานยืนรอให้บริการประจำที่นั่งแบบตัวต่อตัว
"ขออนุญาตสแกนบัตรครับ" ผมที่กำลังจะเดินเข้าไปหาที่นั่งว่างภายในห้องกระจก ถูกพี่พนักงานที่นำทางมายืนขวางไว้ ก่อนขอบัตรเพื่อสแกน
"เรียบร้อยครับ ที่นั่งของคุณคือ A1 อยู่ด้านหน้าสุดทางฝั่งซ้ายครับ" บัตรถูกส่งคืนกลับมา พร้อมกับตำแหน่งที่นั่งบนจอแล็บท็อปของคนตรงหน้า
"ด้านหน้าสุดเลยเหรอครับ?" ผมถามกลับไปด้วยความใ ไม่นึกว่าคุณพุฒจะเป็บุคคลโคตร VVIP ขนาดนี้
"ใช่ครับ ไม่ทราบว่าจะรับไวน์หรือเครื่องดื่มอะไรเพิ่มดีครับ"
"ได้เหรอครับ"
"ได้ครับ"
"งั้นผมขอนมร้อนแล้วกันครับ"
"ครับ เดี๋ยวจะมีพนักงานเสิร์ฟให้ด้านใน เชิญเข้าไปนั่งรอได้เลยครับ..." คนตรงหน้าเปิดประตูพร้อมกับโค้งให้ผมอย่างสุภาพ
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีป้ายพลาสติก 'A1' วางอยู่บนโต๊ะรับรอง และถ้าไม่ได้คิดไปเอง ั้แ่ที่ผมเข้ามาในห้องนี้ก็ได้ยินเสียงคนกระซิบกันและมองมาที่ผมเกือบทั้งห้อง คงเป็เพราะผมมาสายล่ะมั่ง เลยน่าจะพลาดงานศิลป์ชิ้นสวยๆ ไปเยอะมากแน่ๆ ผมตัดสินใจส่งยิ้มให้กับทุกคนก่อนมองลงไปยังลานประมูลด้านล่าง ที่ตอนนี้กำลังประมูลภาพศิลปะชิ้นใหม่อยู่บนเวที
"งานศิลปะชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากฝีมือและจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของนักวาดชื่อดังประจำแกลลอรี่ของเราเองค่ะ" เสียงอื้ออึงดังขึ้นหลังจากพิธีกรพูดจบ งานศิลปะแนวแอ็บสแตร็ก-เอกซ์เพรสชันนิซึมที่วางอยู่ ถ้าเดาไม่ผิดผมคิดว่าน่าจะเป็ผลงานของพี่หนึ่งแน่นอน
"เราจะเริ่มประมูลกันที่ราคาหนึ่งแสนบาท บิตครั้งละหนึ่งหมื่นบาทค่ะ" เมื่อได้ยินราคาประมูลผมถึงกับอึ้งแต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ งานศิลปะเป็สิ่งที่ประเมินราคาออกมาเป็ตัวเลขไม่ได้ เพราะความพอใจของแต่ละคนมีราคาที่ไม่เท่ากัน
"หนึ่งแสนห้าหมื่น"
"หนึ่งแสนห้าหมื่นครั้งที่หนึ่ง"
"หนึ่งแสนหกหมื่น"
"หนึ่งแสนหกหมื่นครั้งที่หนึ่ง"
"สองแสน"
"สองแสนครั้งที่หนึ่ง"
"สองแสนครั้งที่สอง"
"สองแสนสองหมื่น"
"สองแสนห้าหมื่น"
"ห้าแสน" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นตัดราคาเป็สองเท่าทำให้ทุกคนที่กำลังประมูลถึงกับเงียบลงทันที
"ห้าแสนครั้งที่หนึ่ง"
"ห้าแสนครั้งที่สอง"
"ห้าแสนครั้งที่สาม"
"ปิดการประมูลที่ห้าแสนบาทค่ะ" ผมมองดูงานประมูลที่ดุเดือดด้านล่าง แต่คนที่ประมูลภาพของพี่หนึ่งไปนั้นเสียงคุ้นมาก เสียงเหมือน...คุณพร้อม! พี่ชายนาวา ต้องใช้แน่ๆผมจำเสียงได้เพราะนาวาชอบคุยกับพี่ตัวเองตอนติวสอบออนไลน์กับผมบ่อยๆ
/// คุณชอบงานศิลปะด้วยเหรอเนี่ยคุณพร้อม ไม่น่าเชื่อ... ///
"ขอเชิญผู้ประมูลงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมาบนเวทีด้วยค่ะ"
/// วันนี้ผมคงได้เห็นหน้าพี่ชายนาวาก่อนนักเรียนของผมซะแล้วสิ ///
ชายร่างสูงโปร่งไหล่กว้างดูสุขุม สวมเสื้อยืดแบรน์ดังกับกางเกงยีนดูสบายๆ กำลังเดินขึ้นไปบนเวทีกลาง สีหน้าเรียบนิ่งกับจมูกเป็สันที่เหมือนผมจะเคยเจอ ยืนนิ่งอยู่กลางเวที
"เดี๋ยวนะ! นั่นมัน...คุณพุฒ!!" ผมอุทานออกมาเสียงดัง ก่อนที่ทุกคนรอบข้างจะหันมามองผมเป็ตาเดียว
"เอ่อ ขอโทษครับ" ผมขอโทษทุกคนที่เสียงดัง ก่อนมองลงไปบนเวทีการประมูลอีกครั้ง
/// ไหนคุณพุฒบอกว่าจะไม่เข้างานเลยเอาบัตรมาให้ผม ถ้าให้บัตรผมคุณก็ต้องไม่มีบัตร เมื่อไม่มีบัตรก็ต้องเข้างานไม่ได้สิ แล้วทำไมคุณถึงมาประมูลภาพได้เนี่ยคุณพุฒ! ทั้งๆที่งานนี้ไม่ใช่ใครๆก็เข้ามาได้นะ หรือว่าคุณจะเป็แขกพิเศษที่ไม่ต้องมีบัตรก็เดินเข้างานได้อย่างสบายๆ ? ต้องใช่แน่ๆ มันต้องเป็แบบนั้นแน่ๆ คุณนี่ไม่ธรรมดาจริงๆเลยนะคุณพุฒ ///
"ว่าแต่คุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้าทำไม แค่มาประมูลภาพเอง..."
/// แต่แต่งแบบนี้ก็น่ารักดีนะครับ ///
ผมนั่งมองคุณพุฒที่ยืนอยู่บนเวที คนอะไรแค่เปลี่ยนชุดหน้าตาก็เหมือนจะเปลี่ยนไปด้วยเฉยเลย
"ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็คนที่ทุกคนรู้จักเป็อย่างดีค่ะ ขอขอบคุณคุณพร้อมนะคะสำหรับราคาประมูลที่ให้เกียรติกับงานศิลปะของเราขนาดนี้ ขอเสียงปรบมือให้กับคุณพร้อมอีกครั้งค้า" เสียงปรบมือดังขึ้น แต่คนที่อยู่บนเวทีกลับยืนนิ่งพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
/// ก็แน่ล่ะ ประมูลมาห้าแสนแต่พิธีกรกลับเรียกชื่อผิดซะงั้น เป็ผมผมก็เคือง ///
"คุณพุฒ! คุณพุฒ!" ผมป้องปากเรียกคนที่อยู่ด้านล่าง เพราะอยากจะส่งกำลังใจไปให้เพื่อนใหม่สักหน่อย
"คุณพุฒ! ยิ้มครับ! ยิ้มมม..." ผมะโลงไปอีกครั้ง เมื่อคนด้านล่างได้ยินชื่อตัวเองและมองขึ้นมา
"ประมูลได้ร่ำรวยมากครับ หล่อเฟี้ยวสุดๆไปเล๊ย" ผมแกล้งแซวลงไป ทำให้คนถูกแซวถึงกลับขมวดคิ้วทันที
/// หน้าตอนงง น่ารักมากเลยนะคุณพุฒ ///
ผมส่งยิ้มกลับไปให้ก่อนที่คุณพุฒจะเดินลงจากเวทีโดยไม่พูดอะไร ทำให้พิธีกรต้องแก้เก้อด้วยการเปิดประมูลงานศิลปะชิ้นถัดไปแทน
งานประมูลจบลงในเวลาเกือบมืด ผมเดินออกมาบริเวณห้องรับรองที่ใช้จัดแสดงงานศิลป์ทั้งหมดที่มีการประมูลไปในวันนี้ให้ชมเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกส่งต่อให้กับเ้าของคนใหม่
ผมเดินดูงานไปอย่างไม่รีบ ภาพของพี่หนึ่งที่ถูกประมูลโดยเพื่อนใหม่ของผมยังคงจัดแสดงอยู่ และสามารถเรียกความสนใจจากทุกคนที่เดินผ่านไปมาได้ไม่น้อย พอเห็นภาพนี้แล้วผมกลับนึกถึงหน้าของคนบนเวทีที่มองขึ้นมาแล้วก็อดที่จะขำไม่ได้
/// เพื่อนใหม่ผมเป็คนหลายบุคลิกสินะ ///
"เสพศิลป์สนุกไหมครับ" เสียงคุ้นหูดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
"อ่าว คุณพุฒ เป็ยังไงบ้างครับงานประมูลสนุกไหม" ผมถามคนตรงหน้าที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนชุดใหม่กลับมาเป็คุณพุฒสุดจะเนี๊ยบอีกครั้ง
"ผมสิครับต้องถามคุณ ผมไม่ได้ไปนะเผื่อคุณลืม"
"แหม่~ คุณพุฒ คุณอย่ามาเนียนนะ เมื่อกี้คุณประมูลภาพศิลปะไปหาแสน ผมเห็นนะครับ"
"ผมเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิครับ"
"แล้ว...ผมประมูลอะไรนะครับ"
"คุณพุฒ เลิกเนียนได้แล้วครับ ก็เมื่อกี้ไงผมเห็นคุณบนเวที คุณยังมองผมอยู่เลยนะ" คนตรงหน้านิ่งไป ก่อนจะยิ้มออกมาเหมือนกับว่าไม่สามารถปิดบังความจริงได้อีกต่อไป
"อ๋อ~"
"จำได้แล้วใช่ไหมครับ เลิกแกล้งผมได้แล้ว"
"ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้"
"แล้วทำไมคุณถึงเลือกประมูลภาพนี้ครับ"
"ภาพนี้เหรอครับ" คุณพุฒชี้ไปที่ภาพศิลปะตรงหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว
"ใช่ครับ"
"ผมไม่เข้าใจภาพนี้ครับ"
"ห๊ะ!...คุณประมูลมาในราคาสูงขนาดนั้น แต่คุณไม่เข้าใจความหมายของภาพศิลปะนี้เหรอครับ!" ผมะโออกไปทำให้คนที่กำลังชมงานอยู่ภายในห้องหันมามองด้วยสายตาตำหนิ
"เอ่อ ขอโทษครับ" ผมเอ่ยขอโทษทุกคน ก่อนหันกลับมามองคนตรงหน้าที่กำลังยืนอมยิ้มอยู่
"ผมประมูลภาพนี้มาเหรอ" คุณพุฒถามขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ภาพศิลปะตรงหน้า
"ก็คุณประมูลมาในราคาห้าแสนไง อย่ามาแกล้งจำไม่ได้หน่อยเลยครับ"
"ห้าแสน!" คุณพุฒอุทานขึ้นด้วยน้ำเสียงใ
"เอ่อ ขอโทษนะครับ" ผมเอ่ยขอโทษคนที่ดูงานรอบๆ อีกครั้งเพราะคนตรงหน้าดันะโขึ้นและเหมือนจะดังกว่าผมซะอีก แต่คราวนี้กลับเหมือนทุกคนจะมองมาที่ผมด้วยสายตาแปลกๆมากกว่าตำหนิ
หลังจากที่เราสลับกันใจนเหนื่อย ก็เปลี่ยนมาเป็เดินดูงานศิลปะไปด้วยกันอย่างเงียบๆแทน
"ผมว่าคุณน่าสนใจนะคุณน้ำมนต์..."
"เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะครับ" ผมถามขึ้น เมื่ออคนที่เดินข้างกันเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างที่ผมได้ยินไม่ชัดนัก
"คุณจับผมได้ไหม" อยู่ๆเพื่อนใหม่ผมก็ถามคำถามชวนให้สงสัย
"ครับ? คุณเป็อะไรหรือเปล่าครับ"
"คือผมเหมือนจะมึนหัว คุณช่วยพยุงผมได้ไหมครับ" คุณพุฒเอ่ยขอความช่วยเหลือจากผม พร้อมกับลูกตาที่กลอกไปมาเหมือนคนไม่สบาย...?
"ได้สิครับ เป็อะไรมากไหมเดี๋ยวผมพาไปนั่งพักนะ" ผมพยุงคุณพุฒเพื่อจะพาไปนั่งพัก แต่ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเดิน คนที่ผมพยุงอยู่กลับหยุดนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน
"เดินไหวไหมคุณ" ผมถามคนข้างตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่แคมึนหัวแล้ว แต่คุณพุฒเหมือนมีอาการช็อกรวมอยู่ด้วย
"......"
"คุณพุฒ!" ผมเรียกคนที่ยังคงยืนจ้องมาที่ผมนิ่ง
"คุณพุฒ คุณไหวไหมครับ" ผมถามขึ้นอีกครั้งก่อนเขย่าแขนของคนตรงหน้าเบาๆ
"คุณ...คุณจับตัวผมได้..." คุณพุฒพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย
"คุณครับ ถึงผมจะตัวเล็กแต่ผมอุ้มคุณได้นะ ไปครับเดี๋ยวผมพาไปนั่งพัก" ผมออกแรงดึงคุณพุฒอีกครั้ง แต่เ้าตัวกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
"ไม่…ไม่เป็ไรแล้วครับผมหายแล้ว" คุณพุฒพูดขึ้นก่อนเด้งตัวออกจากผมทันที
"หายแล้ว? งั้นดีเลยครับ เราไปร้านกาแฟกันไหม ให้ผมได้เลี้ยงกาแฟคุณเป็การขอบคุณเื่บัตรเข้างานประมูลนะครับ"
"ไว้วันหลังได้ไหมครับ ตอนนี้ผมต้องไปแล้วน้องผมกำลังจะกลับบ้าน" อยู่ๆคุณพุฒก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
"อ๋อ ได้สิครับๆ ถ้าอย่างนั้นเจอกันคราวหน้าให้ผมเลี้ยงกาแฟคุณนะ"
"ตกลงครับ"
"ไว้เจอกันครับ" ผมบอกลาคุณพุฒที่กำลังเดินกึ่งวิ่งไปด้านหลังแกลลอรี่
/// ทำไมคุณพุฒไม่ออกด้านหน้า? ///
หลังจากที่แยกจากคุณพุฒ ผมยังคงเดินดูงานศิลป์ต่ออีกพักใหญ่ จนเวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่มซึ่งเป็เวลาอาหารของนายน้ำมนต์แล้ว ผมจึงตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิททันที
"ฮัลโหลไอ้น้ำ นี่มึงดูงานในแกลลอรี่นานขนาดนี้เลยเหรอวะ" เฟียสถามขึ้นทันทีที่รับสาย
"อืม กูไปงานประมูลมา"
"ฮะ! งานอะไรนะ"
"งานประมูลที่แกลนี่แหละ"
"มึงเข้าไปได้ยังไงวะ มันเป็งานที่จัดขึ้นแบบ Private เลยนะเว้ย"
"กูได้บัตรจากเพื่อนใหม่ในแกล"
"เดี๋ยวไอ้น้ำ เพื่อนที่ไหนจะให้บัตรมึงวะ มึงรู้ไหมงานนี้เท่าไหร่"
"ไม่รู้และตอนนี้กูหิวแล้ว ช่วยบอกคนของคุณพร้อมให้เอารถมาให้ที่หน้าแกลลอรี่หน่อย"
"เดี๋ยวไอ้น้ำ กูถามมึงแค่คำถามเดียว"
"ไม่ กูไม่ดูดวง" ผมปฏิเสธกลับไปทันทีเมื่อคิดว่าเพื่อนตัวเองจะให้ดูดวง
"ไม่ใช่ กูไม่ได้จะถามเื่นั้น"
"แล้วเื่อะไร"
"ใครให้บัตรมึง"
"ไม่บอก" ผมแกล้งกวนตีนเฟียสกลับไป เพราะนึกหมั่นใส้ที่เ้าตัวไม่ยอมให้คนเอารถมาให้สักที
"งั้นก็ไม่ต้องเอารถ"
"อ่าวเฟียส เดี๋ยวๆ"
"ว่าไง ใครให้บัตรมึง"
"มึงจะอยากรู้ไปทำไมวะ" ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะปกติเฟียสจะไม่จี้ผมขนาดนี้ ส่วนใหญ่แล้วเ้าตัวจะให้ผมเป็คนเล่าเองมากว่า
"เออน่า ตอบกูมาก่อน"
"คุณพุฒ"
"ฮะ!!!"
"ไอ้เฟียส มึงจะะโทำไมเนี่ย" ผมยกโทรศัพท์ออกจากหูแทบไม่ทัน เมื่ออยู่ๆเฟียสก็ะโขึ้นเสียงดัง
"มะ มะ มึง ว่าใครให้บัตรมึงนะ"
"คุณพุฒ เขาชื่อพุฒ ทีนี้เอารถมาได้แล้วหิวข้าว"
"มึงได้บัตรอะไรมา"
"บัตรอะไรของมึงอีก"
"มึงได้โซนไหนมา"
"โซน VVIP ที่นั่ง A 1 พอใจยัง"
"ซะ ซะ โซนไหนนะ"
"บอกว่า โซน VVIP เอารถมาได้แล้วเฟียส หิวแล้วจริงๆนะ"
"ไอ้น้ำ เดี๋ยวกูไปกับมึงคือกูก็หิวเหมือนกัน มึงรอกูที่หน้าแกลลอรี่นะ แป๊บเดียวๆ" เฟียสพูดขึ้นเสียงลนจนผมคิดว่าเพื่อนผมมันต้องมีอะไรแน่ๆ
"อะไรของมึงเฟียส ทำไมมึงดูแปลกๆ"
"ไม่มี๊ ไม่แปล๊ก เดี๋ยวกูไปรับนะ"
"อ่า...ไม่แปลกก็แปลกๆ"
"เออมึงเดี๋ยวพี่หนึ่งไปด้วยนะ วันนี้พี่หนึ่งบอกจะเลี้ยงมึง"
"มาให้ไวเลยครับ"
"เค เจอกัน"
ผมนั่งรอเพื่อนอยู่หน้าแกลลอรี่ไม่นาน ออดี้ A5 สีเขียวขี้ม้าก็ขับเข้ามาจอดตรงหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี้รถใคร เฟียสเปิดกระจกลงมาทักทายด้วยใบหน้าซีด
"มึงกลับไปเอารถมาตอนไหน"
"เออน่า มึงขึ้นมาก่อน" ผมก้าวขึ้นรถอย่างงงๆ ปกติเพื่อนผมต้องกวนประสาทมากกว่านี้ อย่างน้อยๆ ต้องมีขับรถเฉียดปลายเท้าให้โดนด่าเล่น แต่ทำไมตอนนี้มันกลับดูเงียบแปลกๆ
"สวัสดีครับพี่หนึ่ง" ผมยกมือไหว้รุ่นพี่ที่วันนี้ทำหน้าที่ขับรถให้
"สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะครับน้ำมนต์"
"ขอบคุณครับ"
"ไอ้น้ำ กูมีเื่จะถามมึง" เฟียสเหมือนมีเื่ร้อนใจจะถามผม แต่ก็ยังดูกล้าๆกลัวๆที่จะพูด
"เฟียสครับ ไว้ค่อยคุยที่ร้านดีกว่านะ"
"ก็ได้ครับ"
"มีอะไรวะมึง" ผมถามเพื่อนตัวเองกลับไปด้วยความเป็ห่วง วันนี้เฟียสดูเครียดมากกว่าปกติ มันต้องมีเื่อะไรแน่ๆ
"ไว้เดี๋ยวค่อยคุยที่ร้านอาหารนะครับ" พี่หนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับมองมาที่ผมผ่านกระจก
"เอ่อ ก็ได้ครับ"
/// ทำไมบรรยากาศเป็แบบนี้เนี่ย เหมือนจะไม่หิวแล้วเลย =_= ///
*** Rw