บทที่ 15
แขกไม่ได้รับเชิญ
“สวีหยางสบายดีหรือไม่พวกข้ามาเยี่ยมเ้า” ผู้ที่พูดออกมาคือมือปราบร่างสูงใหญ่ทางด้านขวา ทันทีที่มันจ้องมองไปยังสุราและอาหารในมือของสวีหยางดวงตาก็เปล่งประกาย
สวีหยางไม่ได้ตอบสนองกับคำพูดนั้น เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมใช้ดวงตาจ้องเขม็งไปยังมือปราบทั้งสอง
มือปราบสองคนนี้ถ้าจำไม่ผิดคือเพื่อนร่วมงานเก่าของร่างเดิม แต่พวกตามความสามารถที่เขาสืบมาดูเหมือนว่าพวกมันกับร่างเดิมจะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
พวกมันคือมือปราบภายในกองมือปราบ เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกายาขั้นสี่ ภายในกองมือปราบก็ถือว่าเป็มือปราบระดับต่ำ
แม้ว่าสวีหยางร่างเดิมภายในกองมือปราบจะยังถือเป็มือปราบทั่วไปเหมือนกับพวกมัน แต่ด้วยระดับของร่างเดิมที่เป็ถือหลอมกายาขั้นหกถึงเจ็ด ฐานะของเขาย่อมสูงกว่าพวกมันอยู่แล้ว
เขาออกจากกองมือปราบมานานห้าหกเดือนแล้ว แต่พวกมันใช้คำมาว่าเยี่ยมมันสมเหตุสมผลหรือแน่นอนว่าไม่
แต่การที่มือปราบทั้งสองมาปรากฏตัวที่สถานที่แห่งนี้เขาพอจะรู้จุดประสงค์ของพวกมันอยู่บ้าง นั่นก็เป็เพราะว่าเมื่อหลายวันก่อนพี่ใหญ่จางบอกว่าต้องออกไปทำภารกิจที่ต่างเมืองเป็กำลังเสริมให้กับมือปราบเมืองข้างๆ ทำให้เ้าคนพวกนี้ภายในกองมือปราบเริ่มมีความคิดบางอย่างกับสมบัติของเขา
ถึงอย่างไรในตอนนี้ในสายตาของคนอื่น เขาก็เป็เพียงแค่คนธรรมดาที่มีทรัพย์สินมากมาย เกรงว่าที่พวกมันปรากฏตัวอยู่ที่นี่คือมีจุดประสงค์ไม่ได้บริสุทธ์นัก
ภายในลานบ้านตกสู่ความเงียบ สวีหยางที่เอาแต่จ้องเขม็งไปที่พวกมันไม่ได้ตอบคำ ทำให้ใบหน้าของมือปราบทั้งสองเริ่มแสดงความไม่พอใจ
แต่การตอบสนองของสวีหยางทำให้ภายในใจของพวกมันทั้งสองรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง พวกมันคิดว่าสวีหยางที่ตอนนี้เป็เพียงแค่คนธรรมดาพบเจอกับพวกมันจะแสดงความหวาดกลัวออกมาบ้าง
แต่ สวีหยางที่ยืนอยู่ด้านหน้าในตอนนี้ใบหน้าสงบนิ่งเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ผู้ใดอนุญาติให้พวกเ้าเข้ามาภายในเรือนของข้า” สวีหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มือปราบทางด้านขวาก็ฉีกยิ้มอย่างเ็าแล้วเอ่ยออกมา “อันใดกันพวกเราเป็สหายกันเหตุใดจะเข้ามาไม่ได้”
“จริงสิวันนี้พวกข้ามาที่นี่ก็เป็เพราะว่าข้ากำลังขาดแคลนเงิน เลยอยากจะมาขอยืมเ้าสักหน่อย”
“ในฐานะสหายเก่ากันเ้าคงไม่ปฎิเสธกระมัง”
ทันทีที่พูดจบมุมปากของพวกมันทั้งสองก็ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ไม่เพียงเท่านั้นแรงกดดันของผู้ฝึกยุทธ์หลอมกายาขั้นสี่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของพวกมัน
สวีหยางมองเห็นท่าทางการแสดงออกเช่นนั้นแล้ว ในใจก็ขบคิดว่านี่คงจะเป็สิ่งที่ผู้คนเรียกว่าใช้คำพูดสวยหรูแต่การกระทำกับสวนทางกัน
มือปราบทั้งสองจ้องมองการเคลื่อนไหวของสวีหยาง ในตอนนี้ภายในหัวของพวกมันคิดว่าไม่ว่าอย่างไงสำหรับสวีหยางที่กลายเป็คนพิการไป ต่อให้ไม่อยากคายสมบัติในมือออกมาก็ไม่มีทางเลือก สำหรับการขูดรีดอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ของมือปราบภายในเมืองไม่ใช่เื่แปลก สำหรับคนที่ไม่มีเื้ัอะไรและมีสมบัติมากมาย ย่อมต้องตกเป็เป้าหมายของพวกมือปราบพวกนี้อยู่แล้ว
สำหรับสวีหยางที่มีเื้ัเป็แค่จางไป๋ที่เป็สหาย ย่อมถือว่าเป็หมูตัวอ้วนอยู่แล้วแค่รอให้จางไป๋ไม่อยู่พวกมันก็พร้อมจะลงมือกับสวีหยางได้ทุกเมื่อ และในตอนนี้ก็เป็เช่นนั้นทางกองมือปราบส่งตัวของจางไป๋ไปช่วยงานนอกเมือง นี่จึงเป็โอกาสให้พวกมันทั้งสองลงมือ
สวีหยางก้าวเดินอย่างช้าๆเข้ามาหาพวกมัน มือปราบทั้งสองหันไปมองหน้ากันมุมปากปรากฏรอยยิ้ม ราวกับว่าเื่นี้สำเร็จแล้ว
ท่าทางเช่นนี้ของสวีหยางในสายตาของพวกมันแปลว่ายอมแพ้แล้ว
ทว่าในขณะที่พวกมันไม่ทันตั้งตัว สวีหยางที่เดินมาหยุดลงด้านหน้าของพวกมัน ฝ่ามือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วเป็อย่างยิ่งพริบตาเดียวก็ตะครุบลงที่ศีรษะของมือปราบทั้งสอง
“เ้า!” มือปราบทั้งสองที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่โดนจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว แน่นอนว่าย่อมตอบสนองอย่างรวดเร็วหวังจะขัดขืน
เพียงแต่ว่าเพียงแค่พวกมันมีความคิดที่จะขยับร่างกาย พลังปริศนาบางอย่างก็กดทับร่างทั้งร่างของพวกมันจนขยับไม่ได้
สวีหยางออกแรงกดกระแทกศีรษะของพวกมันทั้งสองลงไปที่โต๊ะหินอย่างแรง เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้น โต๊ะหินทั้งโต๊ะสั่นะเือย่างหนัก แต่บนตัวโต๊ะกับไม่ไม่รอยแตกร้าวปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกันมือปราบทั้งสองที่โดนสวีหยางกดศีรษะกระแทกลงไปที่โต๊ะ ดวงตาของพวกมันทั้งสองคนเหลือกขาวหมดสติไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงแค่นั้นแรงกดกระแทกที่ทรงพลังของสวีหยางกับทำให้ ศีรษะทั้งศีรษะของมือปราบทั้งสองบังเกิดาแปริแตกหลาย โลหิตสีแดงสดทะลักไหลออกมาจากาแ ทำให้ใบหน้าทั้งใบเต็มถูกอาบย้อมไปด้วยสีแดงสดสภาพอเนจอนาถจนดูไม่ได้
หลังจากลงมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว สวีหยางก็คว้าจับคอเสื้อของพวกมัน ลากร่างของมือปราบทั้งสองออกไปด้านนอกลานพัก เขาเลือกตรอกที่เงียบสงบแห่งนึงที่ห่างออกไปไม่ไกลแล้วโยนร่างของพวกมันทั้งสองทิ้งเอาไว้ภายในนั้น
สวีหยางกลับมาถึงเรือนของตนเองแล้วก็เก็บกวาดเศษซากที่พวกนั้นทิ้งเอาไว้ แล้วก็เริ่มจัดวางอาหารที่ซื้อมาแล้วก็เตรียมสุราเพื่อฉลองการทะลวงระดับ
ส่วนเกี่ยวกับเื่ของมือปราบพวกนั้นเขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด สวีหยางในตอนนี้ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว การที่กองมือปราบจะมาจัดการเขาก็คงจะไม่ใช่เื่ง่ายนัก
อีกอย่างการกระทำของพวกมือปราบพวกนี้ก็เป็เพียงการกระทำของพวกชั้นล่างในกองมือปราบเท่านั้น ถ้าเกิดจะให้กองมือปราบทั้งหมดจะแตกหักกับปรมาจารย์คนนึง เพื่อมือปราบธรรมดาคนนึงไม่มีทางเป็ไปได้อย่างแน่นอน
ถ้าเกิดว่าพวกเขาอยากจะเล่นงานเขาเพื่อมือปราบสองคนจริงๆ เช่นนั้นสวีหยางในยามนี้ก็มีความมั่นใจว่าตนเองจะหลบหนีไปได้อย่างแน่นอน
แล้วเพราะความมั่นใจเช่นนี้จึงทำให้สวีหยางสามารถใช้ชีวิตภายในเมืองไป๋สือได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม
…
วันถัดมา
ทางทิศตะวันออกของเมือง
ณ จวนแห่งนึงภายในเมืองไป๋สือ
จวนแห่งนี้ใหญ่โตเป็อย่างยิ่งเพียงแค่เรือนขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่ภายในรั้วของจวนก็มีถึงสามหลังแล้ว แม้ว่านี้จะเป็เขตทางตะวันออกของเมืองไม่ใช่ทางทิศเหนือที่เหล่าผู้สูงศักดิ์มากมายอาศัยอยู่
แต่การที่มีบ้านที่ใหญ่โตภายในอาณาเขตทางทิศตะวันออกของเมือง ที่ถือว่าเป็ที่อยู่ของชนชั้นกลางนี่ก็ถือว่ามีฐานะไม่ธรรมดาแล้ว
ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่เรือนหลักของจวน ร่างของมือปราบวัยกลางคนผู้นึงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน
มือปราบผู้นี้มีรูปลักษณ์เป็ชายวัยกลางคน ชุดมือปราบที่สวมใส่ก็เป็ชุดมือปราบระดับรองหัวหน้าของกองมือปราบ เขาคือจ้าวเหยียน เป็หนึ่งในยอดฝีมือภายในกองมือปราบของเมืองไป๋สือ
ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดภายในกองมือปราบ ก็คือเ้ากองหรือหัวหน้าใหญ่ของกองมือปราบ เขาคือยอดฝีมือระดับปรมาจารย์อย่างแท้จริง รองลงมาก็คือรองเ้ากองมือปราบอีกสองคนที่เป็ยอดฝีมือขอบเขตกึ่งปรมาจารย์
นอกจากผู้มีอำนาจทั้งสามแล้วภายใต้ของพวกเขาก็คือหัวหน้ามือปราบทั้ง 20 คนยอดฝีมือขอบเขตโลหิตปราณ อย่างเช่นซูเกาที่สวีหยางเคยสังหารไปก่อนหน้านี้ก็เป็หนึ่งในหัวหน้ามือปราบพวกนี้
หัวหน้ามือปราบแต่ละคนมีลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาของตนเองแบ่งเป็กลุ่มใหญ่ๆ จะให้แต่จะให้หัวหน้าแต่ละคนที่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธระดับปราณโลหิต มาดูแลพวกลูกน้องหลายสิบคนมันก็ไม่ใช่เื่ เพราะแบบนั้นในบรรดาหัวหน้าทั้ง 20 คน พวกเขามักจะแต่งตั้งรองหัวหน้ากลุ่มของตนเองขึ้นมาไม่ได้มีตำแหน่งเป็ทางการแต่ก็คือผู้ดูแลรองลงมาจากหัวหน้ามือปราบทั้ง 20 คน
โดยพวกรองหัวหน้ากลุ่มแต่ละคนส่วนใหญ่แล้วจะเป็ ผู้ฝึกยุทธ์ในอยู่ในระดับขอบเขตหลอมกายาระยะสูงสุดหรือไม่ก็ใกล้เคียง
และจ้าวเหยียนเองก็เป็หนึ่งในนั้น เขาคือหนึ่งในรองหัวหน้ามือปราบเป็ผู้ฝึกฝนยุทธ์ที่อยู่ในระดับหลอมกายาขั้นสูงสุด
และในยามนี้ด้านหน้าของจ้าวเหยียน มือปราบหนุ่มสองคนที่สภาพทุลักทุเลใบหน้าเต็มไปด้วยเืสีแดงสดกำลังคุกเข่าอยู่ด้านหน้าด้วยร่างกายที่สั่นเทา
มือปราบทั้งสองคนนี้ย่อมเป็คนที่โดนสวีหยางกดศีรษะกระแทกลงบนโต๊ะ จากนั้นก็โยนพวกมันออกมาทิ้งราวกับขยะไร้ค่า
เมื่อพวกมันทั้งสองตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองนั้นนอนหมดสติอยู่ภายในตรอกแห่งนึง และสิ่งที่พวกมันทำเป็อันดับแรกหลังจากที่ได้สติก็คือเดินทางมารายงานผู้บังคับบัญชาของตนเอง
“พวกเ้าจะบอกข้าว่าพวกเ้าโดนสวีหยางเล่นงานจนมีสภาพเช่นนี้งั้นหรือ?” จ้าวเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
“ใช่..ใช่ขอรับ” มือปราบทั้งสองตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
จ้าวเหยียนหรี่ตาจ้องมองไปยังลูกน้องของตนเองด้านหน้า “สวีหยางสูญเสียพลังยุทธ์ไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“...” มือปราบทั้งสองแข็งทื่อไปแล้วไร้เสียงตอบรับ นี่เป็เพราะว่าพวกมันเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าจะตอบกลับว่าอย่างไร
จ้าวเหยียนรู้ดีว่าคำถามของตนเองย่อมไร้คำตอบ เกี่ยวกับสถานการณ์ของสวีหยาง ก่อนหน้านี้กองมือปราบยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายสูญสิ้นพลังยุทธไปแล้วจริงๆ เพราะแบบนั้นเลยโดนขับออกจากกองมือปราบ เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำในการเป็มือปราบของราชวงศ์ต้าเหยียนก็คือผู้ฝึกยุทธ์
และสำหรับความร่ำรวยของสวีหยางั้แ่ปรากฏกายขึ้น จ้าวเหยียนเองก็เห็นอยู่ในสายตา แต่เพราะก่อนหน้านี้สวีหยางเป็ถึงยอดฝีมือระดับหลอมกายาขั้นเจ็ดมันจึงทำอะไรไม่ได้ ส่วนหลังจากสวีหยางสูญเสียพลังยุทธ์ไปก็ยังมีจางไป๋ที่เป็ ยอดฝีมือหลอมกายขั้นแปดคอยให้ความคุ้มครอง
จริงอยู่ว่าที่พูดถึงยศตำแหน่งตัวของมันที่เป็ถึงรองหัวหน้ามือปราบย่อมมีตำแหน่งเหนือกว่าจางไป๋ แต่ว่าจางไป๋เป็ยอดฝีมือหลอมกายาขั้นแปด ต่อให้มันเป็หลอมกายาขั้นสูงสุดจะรับมือกับจางไป๋ก็ไม่ใช่เื่ง่าย
จนถึงตอนนี้มันสบโอกาสใช้อำนาจเล็กน้อยมอบภารกิจให้จางไป๋เดินทางออกไปต่างเมือง หวังจะลงมือกับสวีหยางเพื่อขูดรีดสมบัติของอีกฝ่ายสักหน่อยแต่ทุกอย่างกับผิดจากที่มันคิดไปหมด
ยิ่งคิดเกี่ยวกับเื่นี้คิ้วของจ้าวเหยียนยิ่งขมวดเข้าหากัน “เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ หรือว่าเ้านั่นจะไม่ได้สูญเสียพลังยุทธ์ไป”
“เป็ไปไม่ได้เมื่อโดนมารเงาดูดพลังไปแล้ว ไม่มีทางที่จะไม่สูญเสียพลังยุทธ์ไป”
ยิ่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้มากเท่าไหร่ภายในดวงตาของจ้าวเหยียนก็ยิ่งมืดทะมีนมากขึ้นเรื่อยๆ สวีหยางที่ควรจะสูญเสียพลังยุทธ์ไปกลับเป็ปกติเื่นี้ไม่ว่ามองอย่างไรก็ผิดปกติ
จ้าวเหยียนเงยหน้าขึ้นแล้วโบกมือ “ไสหัวไป”
มือปราบทั้งสองที่กำลังคุกเข่าสั่นเทาอยู่ด้านหน้า เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้วก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วก็วิ่งออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว