บทที่ 15 ผู้ที่ต่ำกว่าขอบเขตแปรเทวะล้วนเป็เพียงมด
เมืองหลอมศาสตรา แคว้นเมฆาคราม
เคร้ง!
เสียงตีเหล็กดังก้องกังวานไปทั่วทุกหนแห่งภายในเมือง
“ศิษย์น้องเล็ก เราจะไปหาผู้ใดกันแน่ แล้วเมื่อใดคนที่พวกเราตามหาจะปรากฏตัว” กิริยาท่าทางของโม่จิงหงสูงส่งสง่างามอย่างเต็มเปี่ยม
เขาสวมอาภรณ์สีเงิน ในเมืองหลอมศาสตราที่มีถ่านไฟปลิวว่อนนี้ ร่างกายของเขากลับไร้ซึ่งฝุ่นผงแม้แต่น้อย
“อีกไม่ช้า ๆ” เฟิ่งชิงหร่านกวาดตามองรอบ ๆ ด้วยดวงตาใสกระจ่าง
“หากข้าจำไม่ผิด สามวันก่อนศิษย์น้องเล็กก็กล่าวเช่นนี้”
เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย นางไม่รู้แน่ชัดว่าเมื่อใดจะได้พบกับประมุขหอคุนเสวียน
นางจำได้เพียงว่าในนิยาย ่เวลานี้เฟิ่งชิงหร่านและซูเยียนหรานไปเที่ยวเมืองหลอมศาสตราด้วยกัน
ทั้งสองพบชายชราผู้หนึ่งบนถนน เฟิ่งชิงหร่านสังเกตเห็นเส้นสีแดงประหลาดบนมือขวาของชายชรา ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการพิษชนิดหนึ่งที่บรรยายไว้ในตำราโบราณอย่างยิ่ง
เฟิ่งชิงหร่าน้าก้าวไปข้างหน้าเพื่อบอกกล่าวชายชรา แต่ถูกซูเยียนหรานดึงไว้ ไม่ให้นางยุ่งเื่ของผู้อื่น
หลังจากที่ทั้งสองกลับไปยังสำนักกระบี่์แล้ว ซูเยียนหรานก็แอบกลับมายังเมืองหลอมศาสตราอีกครั้ง นางหาชายชราพบและบอกเขาเื่การถูกวางยาพิษ พร้อมทั้งออกตนว่าสามารถรักษาเขาให้หายได้
ซูเยียนหรานหยิบตำราโอสถที่เฟิ่งชิงหร่านเตรียมไว้ส่งให้ชายชรา จากนั้นนางก็นำสมุนไพริญญาระดับเก้าออกมาจากกำไลหยกมอบให้เขาอีกด้วย ชายชราแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และชายชราผู้นั้นก็คือประมุขของหอคุนเสวียนนั่นเอง
ซูเยียนหรานก็ได้อาศัยบุญคุณที่ช่วยชีวิตครั้งนี้ กลายเป็ประมุขน้อยลึกลับของหอคุนเสวียน
บัดนี้นางมิได้เดินตามเส้นทางในนิยาย ไปยังสำนักกระบี่์พร้อมกับซูเยียนหราน และจะไม่มีใครลากซูเยียนหรานมายังเมืองหลอมศาสตรา
หากนางไม่มาที่นี่ด้วย ประมุขของหอคุนเสวียนคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
“ศิษย์น้อง เ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเ้ากำลังตามหาอะไร?” โม่จิงหงถามพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะเฟิ่งชิงหร่าน
เฟิ่งชิงหร่านส่ายหน้า นางไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากอย่างไร เื่การทะลุมิติเข้ามาในนิยายนั้นอธิบายได้ยาก
โม่จิงหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ศิษย์น้อง เ้า้าตามหาประมุขหอคุนเสวียนใช่หรือไม่?”
“ท่าน… รู้ได้อย่างไร?” ดวงตาของเฟิ่งชิงหร่านเปล่งประกายวาววับ นางถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่เจ็ด ไม่ทราบว่าท่านก็เป็ผู้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเช่นกันหรือ?”
โม่จิงหงยกมือขึ้น แล้วเคาะศีรษะของเฟิ่งชิงหร่านเบา ๆ
“โอ๊ย!” เฟิ่งชิงหร่านเปล่งเสียงร้องเบา ๆ “ศิษย์พี่เจ็ด ข้าเจ็บนะเ้าคะ!”
“ศิษย์น้องเล็ก อ่านนิยายให้น้อยลง ฝึกฝนให้มากขึ้น ที่นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอันโหดร้าย คำกล่าวใด ๆ ก็อาจทำให้เ้าถูกผู้อื่นจับตามองได้” โม่จิงหงกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
เกิดใหม่มาหลายชาติแล้ว ความระแวดระวังยังคงแย่ถึงเพียงนี้! ยังดีที่ชาตินี้ทำให้นางมีความทรงจำจากโลกโลกาภิวัฒน์บางส่วน มิเช่นนั้นตามนิสัยที่บริสุทธิ์ของนาง น่ากลัวว่าจะต้องเดินซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง
“ขอบคุณคำสั่งสอนของศิษย์พี่เจ็ด” เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกใในใจ ตระหนักถึงความประมาทของตนเอง
คงเป็เพราะบรรยากาศที่เป็มิตรภายในสำนักหลิงอวิ๋น ทำให้นางลืมความโหดร้ายของโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนไป นางเป็ิญญาจากต่างภพ การใช้ิญญาของนางมากลั่นโอสถรวมิญญาแล้วกินเข้าไป ไม่เพียงแต่จะขยายทะเลจิตได้ แต่ยังไม่ถือว่าสร้างกรรมอีกด้วย
นับเป็โอสถบำรุงจิติญญาชั้นเลิศทีเดียว
“ทุกคนในสำนักหลิงอวิ๋นต่างมีความลับของตนเอง ดังนั้นแม้เ้าจะแสดงออกผิดปกติ ก็ไม่มีใครสนใจ แต่นอกสำนัก มีการสอดแนมอยู่ทุกหนทุกแห่ง เ้าต้องระมัดระวังวสจาและการกระทำให้มาก” โม่จิงหงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทั้งสองมิได้เสวนาอะไรกันอีก เดินต่อไปข้างหน้า หลังจากเดินไปได้ไม่นาน เฟิ่งชิงหร่านก็เหลือบเห็นร่างคุ้นตาอยู่ไกล ๆ
คนผู้นั้นมีสีหน้าตื่นตระหนก เดินไปพลางมองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังหลบหนีใครบางคน
“ศิษย์พี่เจ็ด ตามข้ามา” เฟิ่งชิงหร่านดึงแขนเสื้อของโม่จิงหง แล้วเลี้ยวไปอีกทาง
ความสนใจของนางจดจ่ออยู่ที่ซูเยียนหรานทั้งหมด จนไม่ทันสังเกตเห็นว่าดวงตางดงามดั่งภาพวาดของโม่จิงหงเจือไปด้วยแววสังหาร เยียบเย็นจนน่าขนลุก
เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลังอย่างฉับพลัน นางรีบหันกลับไปมองด้านหลังแล้วถามว่า “ศิษย์พี่เจ็ด มีคนกำลังติดตามพวกเราอยู่หรือไม่?”
โม่จิงหงระงับจิตสังหารลง เขายังต้องใช้ซูเยียนหรานเพื่อเปิดเส้นทางสู่์ จึงต้องปล่อยนางไว้ก่อน เขาตอบว่า “ไม่มี แต่มีคนกำลังติดตามนางอยู่เช่นกัน”
เฟิ่งชิงหร่านมองไปทางซ้ายขวา ทว่าไม่เห็นผู้ใดเลย นางสงสัยว่าคนผู้นั้นใช้ยันต์อำพรางลมปราณเหมือนพวกนางหรือไม่ “ผู้นั้นมีวรยุทธ์สูงกว่าเ้าและข้า” โม่จิงหงส่งเสียงผ่านจิติญญา
เฟิ่งชิงหร่านมองไปทางโม่จิงหงอย่างไม่แน่ใจ เขาอยู่ในขั้นสูงสุดของขอบเขตปฐมิญญา หากมีผู้ที่มีวรยุทธ์สูงกว่าเขา นั่นก็คือขอบเขตแปรเทวะ
หากเป็ยอดฝีมือขอบเขตแปรเทวะที่จับตามองอยู่จริง พวกเขาคงไม่สะดวกที่จะติดตามต่อไป แม้ว่าขอบเขตแปรเทวะและปฐมิญญาจะต่างกันเพียงขอบเขตเดียว ทว่าทุกสิ่งที่ต่ำกว่าขอบเขตแปรเทวะล้วนเป็เพียงมดปลวก
หากผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ้าสังหารผู้ที่อยู่ในขอบเขตปฐมิญญาก็ง่ายดายราวกับเหยียบมดตัวหนึ่งเท่านั้น
เมื่อผู้ฝึกตนบรรลุถึงขอบเขตแปรเทวะ พวกเขาจะสามารถเข้าใจถึงอาณาเขตพลังิญญา เพียงแค่ผู้ใดก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวะ ผู้อื่นก็จะสูญเสียพลังในการต่อต้านทันที
นางไม่สามารถปล่อยให้โม่จิงหงเสี่ยงอันตรายไปกับนางได้ “ศิษย์พี่เจ็ด พวกเรากลับกันเถอะ”
โม่จิงหงดวงตาทอประกายความอ่อนโยนเล็กน้อย “อย่ากังวลไปเลย ยันต์อำพรางลมปราณนี้เป็ฝีมือของท่านอาจารย์ ตราบใดที่พวกเราไม่เปิดเผยตัวเอง เขาจะไม่สังเกตเห็นพวกเรา”
เฟิ่งชิงหร่านยังคงลังเลอยู่บ้าง ที่ใดก็ตามที่มีซูเยียนหรานอยู่ ย่อมต้องมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ในการชุมนุมสำนักครั้งก่อน นางพยายามหลีกเลี่ยงซูเยียนหรานทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายก็ยังถูกซูเยียนหรานตามรังควานจนได้
ในขณะที่เฟิ่งชิงหร่านกำลังลังเลอยู่นั้น ซูเยียนหรานก็ชนเข้ากับชายชราผู้หนึ่ง
เฟิ่งชิงหร่านจ้องมองอย่างตั้งใจ และพบว่ามือขวาของชายชราผู้นั้นมีเส้นด้ายแดงเส้นเล็ก ๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นอยู่จริง ๆ