กลางดึกคืนวันที่สอง มีรถม้าและผู้คุ้มกันถือป้ายหยกพร้อมจดหมายจากตำหนักบูรพา เข้าพบเซียวอี้หลุน หลังพูดคุยกันได้สักพักจึงขอตัวจากไป หลังแขกกลับไป จวนตระกูลเซียว ก็ไม่ได้ดับตะเกียงอีกเลยจนฟ้าสาง
ที่แท้บุตรชายกระทำเื่บ้าระห่ำอย่างการเอาร่างของตนเองเป็โล่ รับคมดาบแทนองค์รัชทายาท าแจากปลายดาบพาดผ่านกลางหลังของเซียวหลงเป็ทางยาว แม้ไม่ลีกมาก แต่หากดูแลไม่ดี ก็อาจมีไข้จากาแสกปรกจนตายได้ เฉพาะแค่นี้เขาก็แทบจะยืนไม่อยู่ตอนที่ได้รับรายงานแล้ว แต่คนที่มารายงานยังบอกเขาอีกว่า บุตรชายแม้ได้รับาเ็จากคมดาบ กลับยังไปต่อสู้ร่วมกับเหล่าผู้คุ้มกันอีก ประกอบกับเพิ่งหายป่วยทำให้อาการาเ็ของเขาทรุดลงจนมีไข้ทั้งคืน แม้หมอหลวงจะเฝ้าดูอาการอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ยังอดกังวลใจไม่ได้
ดีนักเ้าลูกชั่ว นอนป่วยอยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ กลับชอบไปนอนป่วยในตำหนักบูรพา เขาเดินคิดวนเวียนอยู่ในห้องหนังสือ เพราะเคยสูญเสียบุตรชายมาแล้ว ไม่้าเป็คนผมขาวส่งคนผมดำอีก แม้คนที่มาส่งข่าวจะบอกว่าเซียวหลงจะไม่เป็อะไร แต่เื่นี้ก็ทำให้เขานอนไม่หลับไปอีกหลายวัน
เซียวหลงนอนซมเพราะพิษไข้อยู่ 2 วัน แต่เพราะสุขภาพเขายังค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้กว่าจะลงจากเตียงมาได้ ก็ปาเข้าไปวันที่ 4 แล้ว
รัชทายาท หวางเจียเหอ แวะมาเยี่ยมเขาทุกวัน แม้จะมีภารกิจรัดตัว ไม่ใช่เฉพาะที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งช่วยชีวิตเขาไว้ แต่เป็เพราะเขาถูกใจในความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าจะมีใจระแวง เพราะในวังหลวง มีใครบ้างไม่อยากเข้าหาเขา ถึงเขาจะผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่กี่หนาว แต่เขาก็พอแยกแยะออกว่าใครเข้าหาเขาแบบมีแผนการ นั่นเป็เื่ที่เขาแยกแยะได้ั้แ่รู้ความ หากคนคนนี้เข้าหาเขาเพราะมีวัตถุประสงค์บางอย่าง ก็ต้องถือว่าเป็ตัวอย่างของความทุ่มเทที่แท้จริง แล้วทำไมเขาจะไม่เก็บคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเช่นเซียวหลงไว้ข้างกายเล่า อย่างไรในอนาคตยังสามารถใช้ประโยชน์จากคนเช่นนี้ได้อีก ขอเพียงซื้อใจเขาได้เท่านั้นและ
แน่นอนว่า ก่อนเขาคิดจะเก็บใครไว้ข้างกาย เขาต้องไปไล่สืบประวัติย้อนกลับไปแปดรุ่นมาก่อนแล้ว และเซียวหลงผู้นี้ก็มีประวัติขาวสะอาด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนักฆ่าแต่อย่างใด เพราะเื้ัของคนกลุ่มนั้น เขาก็พอรู้อยู่แล้ว เพียงแต่แปลกใจว่า เหตุใดแค่พยายามเข้าหาเขา จำต้องเสี่ยงชีวิตถึงขนาดนี้ แล้วเด็กหนุ่มรู้ได้อย่างไรว่าวันนั้นเขาจะไปที่นั่น ใครกันที่บอกข้อมูลเหล่านี้
แม้ว่าใบหน้าหวางเจียเหอจะยิ้มแย้มขณะพูดคุยสอบถามอาการเซียวหลง แต่ในใจของเขาก็กำลังใคร่ครวญถึงผู้ที่อยู่เื้ัเด็กหนุ่ม และประเมินทางเดินต่อไว้เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เซียวหลงยังคงระบมไปทั้งตัว ทั้งจากาแที่หลังและพิษไข้ แต่เขายังคงฝืนลุกขึ้นนั่งคุยกับรัชทายาท แม้จะใช้เวลาพูดคุยไม่นาน แต่ก็เปลืองพลังชีวิตของเขาอยู่มาก
เมื่อครู่ รัชทายาทมีบัญชาให้เขาเข้ามาเป็สหายร่วมเรียนในวังหลวง ต้องกล่าวว่าเื่นี้เหนือความคาดหมายของเขาอยู่บ้าง แน่นอนว่าเขาทำทุกอย่างไปตามวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น แต่เื่นักฆ่า เป็เื่ที่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นเช่นกัน
เขารู้เื่นี้ได้อย่างไร เป็เพราะวันที่เขาไปช่วยงานที่สำนักศึกษา เขาบังเอิญได้ยินอาจารย์คนหนึ่ง พูดคุยอยู่กับเซียวซวี่ เขารู้ว่าเซียวซวี่และอาจารย์คนนี้ผูกพันกันมาก จนเกือบจะเหมือนบุตรและบิดาบุญธรรม และอาจารย์คนนี้ยังมีลูกชายที่อายุมากกว่าพวกเขาอยู่อีก 1 คน ที่้าให้เซียวซวี่สงเสริมในอนาคต หากเซียวซวี่และลูกชายของเขาสามารถเข้าไปเป็สหายสนิท หรือคนใกล้ชิดของตำหนักบูรพาได้ อนาคตทางราชการจะไปไหนเสีย นอกจากจะสร้างชื่อให้สำนักแล้ว ยังทำให้ฐานะของอาจารย์เช่นเขาได้ประโยชน์ร่วมไปด้วย แต่ใครจะคิดว่า ระหว่างที่นกกระจิบไล่ตีแย่งอาหารกันนั้น จะมีเขาเป็อินทรีย์แย่งชิงทุกอย่างไปจากมือใน่เวลาสุดท้าย สำหรับเื่นักฆ่านั้น เขารู้เพียงแต่ได้ถูกกำจัดไปแล้ว และไม่สามารถสืบต่อถึงต้นสายได้ แม้จะมีการจับเป็ แต่คนที่เหลือรอดก็ชิงฆ่าตัวตายไปภายหลัง
ด้วยความที่เซียวหลงยังผ่านประสบการณ์มาน้อยและไม่มีเส้นสายใดๆ เขาจึงไม่รู้ว่าเื่นี้เกี่ยวพันถึงกลุ่มคนที่จ้องล้มราชบัลลังในอนาคต และทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
หนานข่ายลี่หลังนอนซมเพราะพิษไข้และเสียเืมากอยู่สองวันอาการก็ดีขึ้น แม้จะเจ็บแผลที่ถูกแทง แต่ก็ฝืนออกมาเดินเล่นในสวนกลางของบ้านตระกูลกู้ เพียงเพราะเบื่อหน่ายที่ต้องเอาแต่นอนอยู่ในห้อง และเพราะอาการาเ็ การเดินทางกลับเมืองเขตซานตงของเขาจึงถูกเลื่อนออกไป ประกอบกับการตรวจตราเข้าออกเมืองตอนนี้ก็เป็ไปอย่างเข้มงวด ขนาดบิดาของเขาที่ต้องออกจากบ้านทุกวันเพื่อสั่งสินค้าและเตรียมขนวัตถุดิบกลับไปด้วยกันในครั้งนี้ ยังออกปากบ่นเื่ความวุ่นวายของสถานการทำให้งานล่าช้าไปด้วย
เขานึกย้อนไปถึงสถานการณ์ในตอนนั้น เขาเกือบจะหลบพ้นอยู่แล้ว แต่อะไรที่เรียกฟ้าลิขิตย่อมหนีไม่พ้น ในตอนที่ขาเขาก้าวออกจากสนามประลองและกำลังจะเลี้ยวพ้นจากความวุ่นวายตรงนั้นได้แล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่ขาจนต้องทรุดลง หลังจากนั้น อาวุธที่ไม่มีตาก็แทงมาที่ด้านหลัง แม้เขาจะพยายามเบี่ยงตัวหลบเพื่อหันหน้ากลับไปมองคนที่ทำร้ายเขา แต่ยังไม่ทันแม้แต่จะคิด คนๆ นั้นกระชากดาบจากหลังเขาออกไป ทำจนเขาเจ็บจนล้มลงไปนอนคว่ำ จนตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่า คนที่แทงเขาอยู่ในกลุ่มนักฆ่าหรืออยู่ในกลุ่มองครักษ์กันแน่ เสียเปรียบเช่นนี้ในฐานะลูกพ่อค้าเช่นเขา ถือว่าขาดทุนมากอยู่จริงๆ
ฮึ่ย.. น่าเจ็บใจที่สุด อย่าปล่อยให้ข้ารู้ว่าเ้าเป็ใคร บิดาจะเอามีดไปเฉือนหลังเ้าบ้าง.. เขาคิดพร้อมจับไหล่ซ้ายที่าเ็พร้อมกับเดินช้าๆ ไปข้างหน้า
เดินไปเดินมาได้สักพัก ก็มาหยุดอยู่ที่เก๋งข้างสระน้ำ เขามองไปที่นั่น เห็นเด็กหญิงนั่งอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เด็กน้อยร่างเล็กบอบบางกำลังเล่นกับลูกแมวจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนกำลังเดินเข้าไปใกล้ นางกำลังเอาหญ้าแหย่เ้าแมวให้ตะครุบไปมาอยู่บนโต๊ะ จะว่าไปั้แ่เขามาอยู่ที่จวนนี้ได้เกือบอาทิตย์ นี่เป็ครั้งที่สอง ที่ได้พบกับคุณหนูสี่ที่ดูน่าสงสารผู้นั้น คนอื่นๆ ในจวนต่างพากันมาเยี่ยมเขา รวมถึงสองเด็กสาวฝาแฝดนั่นด้วย แต่ไม่มีคุณหนูสี่ในนั้น
เขายืนอยู่ไม่ไกลจากกู้เซียนเซียนนัก ถึงได้เห็นลักยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนมุมปากของนาง แก้มนางยังเหมือนซาลาเปา เพียงแค่ยิ้มและหัวเราะปกติ ก็ทำให้ความสดใสไร้เดียงสาแผ่ออกมารอบๆ บริเวณ
“คุณหนูสี่ จำข้าได้ไหม” เขาเดินอ้อมไปด้านหน้าของเด็กหญิงตัวเล็ก แม้รู้ว่าการขัดจังหวะนั้นเสียมารยาท แต่ความสงสัยใคร่รู้อันเป็นิสัยปกติของเขาก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทักทายก่อน
เด็กน้อยกู้เซียนเซียนเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามาทักทาย จึงเอียงคอมองอย่างฉงนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออก จึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วยอบคาราวะผู้ที่มาใหม่
“คาราวะคุณชายหนาน” เมื่อมองหน้าผู้มาใหม่โดยไม่สบตาแล้ว นางก็ก้มหน้าลงทันที
“เอ๋.. เ้าเล่นกับแมวอยู่นี่ มันเป็เพื่อนเ้าหรือ ให้ข้าเล่นกับมันด้วยคนสิ มันมีชื่อไหม” เขารีบต่อเื่สนทนากับนางทันที
เด็กหญิงมองไปที่แมว ก่อนจะตอบ “มัน..มันชื่อเซียวเหม่า”
“ฮ่าๆๆ ที่แท้ญาติคนแซ่เซียว หากข้าเจอเพื่อนพี่ชายเ้าคนนั้นอีก ข้าจะให้เขามาทักทายญาติของเขาที่นี่ หวังว่าเ้าจะไม่รังเกียจ”
เขาพูดพร้อมหัวเราะเบิกบาน แค่คิดว่าเซียวซวี่มีญาติเป็แมว เขาก็เริ่มเทียบความเหมือนของหน้าตาระหว่างคนกับแมวแล้ว
“ท่านพูดถึงคุณชายเซียวหรือ” เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเขา พร้อมเอียงคอถาม
หนานข่ายลี่เลิกคิ้ว “เอ๋ๆ …นี่เ้ารู้จักเขาด้วยหรือ”
“ใช่ข้ารู้จักเขา ก็เขาเป็สหายสนิทของพี่ชายข้านี่นา”
“อ่อ… แล้วนอกจากเขาแล้ว เ้ายังรู้จักใครอีกบ้างหล่ะ แนะนำให้ข้ารู้จักบ้างสิ่ “หนานข่ายลี่ถามต่อ จริงๆ แล้วเขาแทบไม่สนใจคำตอบ เพียงหาเื่คุยกับเด็กน้อยเท่านั้น
“ข้า….ข้าแทบไม่รู้จักใครเลย” นางตอบเสียงเบา
คำตอบไม่ผิดจากที่เขาคาดหมายไว้มากนัก
นางจะรู้จักใครได้ ก็ขนาดเรือนอื่นๆ นางก็แทบไม่เคยไป เรียกได้ว่านอกจากเรือนเล็กหลังสุดนั่น นางก็ไม่ออกไปไหนเลยดีกว่า วันนี้น่าแปลกใจนักที่นางออกมาอยู่ตรงสวนส่วนกลางได้
“เ้าออกมาข้างนอกวันนี้ เพราะมาเล่นกับแมว?” เขาถามพร้อมชี้ไปที่แมวที่ตอนนี้มันนั่งมองหน้าเขาสลับกับเด็กหญิงตัวน้อยไปมา
เด็กหญิงใช้มือจับขาหน้าแมวไว้ข้างหนึ่ง ก่อนตอบคำถาม “ใช่ มันวิ่งออกมาข้างนอก ข้าเลยวิ่งตามมันออกมา”
นางเงียบไปอีกครู่หนึ่ง จึงตอบเพิ่มมาอีกหนึ่งประโยคว่า “ข้าคิดว่าข้าควรกลับได้แล้ว”
หนานข่ายลี่ได้ยินดังนั้น จึงยื่นมือไปลูบหัวแมว.. แมวตัวนี้ฉลาดนัก พอลูบหัวเสร็จ มันก็หมอบลง คุ้นเคยกับคนอยู่มาก
“เ้าอยู่ก่อน ข้าเบื่อๆ เลยออกมาเดินเล่น ตอนนี้ข้าเป็แขกในจวนของเ้า เ้าจะทิ้งแขกไว้แล้วจากไปไม่สนใจเชียวหรือ” เขาพูดจาข่มขู่เด็ก
กู้เซียวเซียวไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นใน่วันสองสามวันที่ผ่านมา นางอยู่แต่ในเรือนกับสาวใช้คนสนิทเพียงไม่กี่คน คนที่เหลือก็ไม่ค่อยได้พูดคุยด้วยเท่าไหร่นะ จึงได้แต่ยืนมองแขก และลังเลว่าควรจากไปดีหรือไม่
หนานข่ายลี่เห็นเด็กหญิงยืนงงลังเลอยู่ตรงนั้น ก็อมยิ้มและดึงแขนนางมาที่ข้างสระน้ำ เขาชี้ให้นางดูปลาในสระ ที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับนาง เพราะถึงอย่างไร นางก็เห็นพวกมันมาั้แ่เด็ก
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หนานข่ายลี่ไปหักกิ่งไม้จากต้นไม้ข้างสระ เลือกส่วนที่มีปลายแหลม แล้วจับตรงปลาย ก่อนเสียบพุ่งลงไปในสระ เมื่อเขายกไม้ขึ้น ก็มีปลาตัวอ้วนพีติดมาด้วยแล้ว 1 ตัว
นางอ้าปากค้าง… รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเขาถึงได้ว่องไวขนาดนี้
“ท่าน ทำได้… แบบนี้ ท่านไม่อดตายแล้ว.. “เด็กหญิงชมเชยเขาจากใจจริง
นี่มันเื่อะไรกัน เขาจับปลาได้ เกี่ยวอะไรกับอดตายไม่อดตายกัน อย่างไรเขาก็เป็คนค้าขาย ถึงจับปลาไม่ได้ ก็ไม่อดตายอยู่แล้ว
แต่ถือเป็คำชมก็แล้วกัน
การหักกิ่งไม้และการเสียบปลาอย่างรวดเร็ว ออกจะกระเทือนแผลเขาอยู่บ้าง แต่เพื่อให้การออกมาเดินข้างนอกได้นานขึ้นอีกหน่อย และยังมีเด็กน้อย และญาติแมวแซ่เซียวอยู่พูดคุยด้วยนั้นยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เขาจึงทนกับาแและเริ่มหางานมาให้เด็กหญิงทำ
“เ้ามีที่จุดไฟไหม “เขาถาม
กู้เซียวเซียวมองหน้าเขา ก่อนตอบสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับคำถาม “ท่านจะย่างปลาที่นี่หรือ ไม่เอาไปให้พ่อบ้านทำแทน??”
เขาเหลือบมองเด็กหญิง “ให้คนอื่นทำ จะสนุกได้อย่างไร ต้องย่างเองสิ”
“แต่ว่า… แต่ว่า.. ข้าไม่เคยย่างปลา” เด็กหญิงตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ และเมื่อมองไปที่ปลา มันยังกระดุกกระดิกได้อยู่ทั้งๆ ที่มีไม้ปักอยู่แท้ๆ
“ใครบอกจะให้เ้าทำ ข้าจะทำเอง” ว่าแล้วเขาก็หันไปมองหาบ่าวที่อยู่ใกล้ๆ แถวนั้น แล้วควักมือเรียก หลังพูดคุยกับบ่าวชายร่างอ้วนเสร็จ เขาก็เดินกลับมาหาเด็กหญิง
“ข้าไม่เคยเห็นใครย่างปลาในสวนมาก่อน เราทำแบบนี้จะดีหรือ “นางยังคงถามเื่เดิม
“ก็ไม่ได้ผิดมิใช่หรือ ปกติบ้านเ้า ไม่ซื้อปลาจากข้างนอก ข้าก็เห็นมาจับเอาจากบ่อที่นี่ทั้งนั้น ขอเพียงไม่จับปลามีค่าของพ่อเ้าไป ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วหล่ะ”
เด็กหญิงยังคงไม่ตอบ “หากมีปัญหาอะไร เดี๋ยวข้ารับผิดชอบเอง” เขาพูดเสริมขึ้นอีกประโยคเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนาง
“หรือข้าควรไปย่างที่เรือนของเ้า ข้าว่าข้าไปย่างปลาให้เ้ากับเซียวเหม่ากินที่เรือนของเ้าดีกว่า เ้าจะได้ไม่ต้องกังวลถ้ามีคนมาเห็น อีกอย่างเรือนเ้าอยู่ห่างไกล ไม่มีทางที่ใครจะจับได้ เ้าว่าอย่างไร”
เด็กหญิงไม่ทันแผนการเ้าเลห์ของหนานข่ายลี่
หลังลังเลนิดนึง นางจึงพยักหน้าตกลง เพราะนางก็ไม่เคยมีเื่สนุกเช่นนี้ทำมานานแล้ว การได้พบกับหนานข่ายลี่ ช่างเป็โชคของวันนี้จริงๆ
“เดี๋ยว.. ข้าขอจับปลาเพิ่มก่อน แค่ตัวเดียว จะไปพอให้เ้ากับข้ากินได้ยังไง” เขายิ้มขณะพูดพลางพับแขนเสื้อกว้างขึ้น และเดินไปหักกิ่งไม้มาอีกสองกิ่งที่ข้างสระน้ำ ลงมือจับปลาแบบเดิมอีกครั้ง
กู้เซียวเซียวไม่ทันสังเกตว่าคำพูดเขาเปลี่ยนไป เมื่อกี้ปลายังมีแค่นางกับเซียวเหม่าอยู่เลย ตอนนี้มีสำหรับเขาเพิ่มด้วยอีกหนึ่งตัวแล้ว
ปลาในสระตอนนี้เพราะใกล้จะเข้าฤดูหนาว มันจึงสะสมไขมันไว้มาก นอกจากจะว่ายน้ำช้ากว่าเดิมแล้ว ตัวยังอ้วนพี น่าเอาไปย่างกินจริงๆ นั่นแหล่ะ เขามองปลาตัวอ้วน อย่างมีความหวัง
ไม่นานก็ได้ปลามาอีกสองตัว รอบนี้ใช้เวลานานกว่ารอบแรกเล็กน้อย เพราะเขาเริ่มเจ็บแผลที่ไหล่มากขึ้น ท่าทางเลยดูเก้ๆ กังๆ ไปอีก เมื่อจับได้ครบตามจำนวนคนและแมว เขาก็หยิบปลาที่เสียบอยู่บนไม้ทั้งสามตัวขึ้นมา แล้วเดินนำเด็กหญิงไปที่เรือนของนาง
ระยะทางระหว่างสระน้ำกลางจวนถึงเรือนของเด็กหญิง ไม่นับว่าใกล้หรือไกล เพียงแต่ต้องเดินอ้อมกำแพงที่ต้องใช้เวลาอยู่บ้างเหมือนกัน
“ต่อไปหากจะไปแถวนั้น ให้พาบ่าวไปด้วย “เขาพูดกับเด็กหญิงที่ตอนนี้เดินมาอยู่ข้างหน้าเขาแล้ว เด็กอายุแค่นี้ไปเล่นที่สระน้ำคนเดียว อันตรายยิ่งนัก
กู้เซียวเซียวได้แต่พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้ต่อความกับเขาอีก นางกำลังใจจดจ่ออยู่กับเื่สนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ลานบ้านของนาง จึงไม่ค่อยได้ฟังที่หนานข่ายลี่ถาม
ระหว่างที่พวกเขาเดินอ้อมสระน้ำเพื่อตรงไปประตูโค้ง เด็กหญิงก็เห็นบ่าวอ้วนคนเดิมเดินกลับมา นางจึงวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ทันที
หนานข่ายลี่ไม่เข้าใจการกระทำของเด็กหญิง ได้แต่ทำท่าไม่สนใจ และเดินไปรับของที่เขาฝากให้บ่าวคนนั้นนำกลับมาให้ ซึ่งก็คือหินจุดไฟ และเครื่องปรุงบางอย่าง
พอเขาเดินไปหลังต้นไม้ เด็กหญิงก็ไม่อยู่แล้ว …’ อะไร หายไปได้อย่างไร.’ .
เขาเดินวนหาไปรอบๆ นั้น แล้วก็พบคำตอบ เด็กน้อยคลานลอดเข้าไปในช่องกำแพงด้านล่าง แม้ช่องนั้นจะเล็ก และถูกวัชพืชปกคลุมอยู่ หากไม่มองให้ดี ไม่มีทางสังเกตเห็น ตัวเขาเอง แม้จะยังไม่โตเช่นชายหนุ่มทั่วไป แต่ก็ไม่สามารถเอาตัวมุดลอดข้ามไปได้แล้ว จึงได้แต่ะโบอกเด็กหญิงว่า ให้รอเขาก่อน เขาจะรีบเดินไปฝั่งนั้น
เขาหัวเราะกับตัวเอง เพราะถ้าไม่ใช่เขาตัวใหญ่กว่ารูนั่น เขาคงมุดข้ามไปบ้างแล้ว ไม่เสียเวลาเดินอ้อมแบบนี้ นี่สินะ ตอนนางออกมาจากเรือน ถึงไม่มีใครเห็นทั้งๆ ที่ประตูกำแพงระหว่างเรือน อยู่ทางด้านหน้า…
เขาเดินวนไปจนพบเด็กหญิงนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ที่โตราบไปกับพื้น นางกำลังลูบหัวแมวและรอเขาอยู่จริงๆ พอเห็นภาพนี้ เขาก็อดอมยิ้มที่มุมปากไม่ได้ แต่ก็กล่าวตำหนินางออกไป
“เ้านี่…เฮ้อ..” จะหนีไป ก็ไม่บอกกล่าวเขาสักคำ ถ้าไม่ใช่ว่าเขามองหารูสุนัขลอดจนเจอ เขาอาจคิดว่านางเดินตกน้ำ หรือวิ่งหนีเขาไปแล้ว แต่คิดไปคิดมาก็ไม่รู้จะบ่นอะไรกับเด็กน้อยอายุเท่านี้ ได้แต่พูดต่อประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
“เอ้า นำไปสิ”
นางพยักหน้า แล้วะโลงจากกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนเดินนำหน้าต่อไปพร้อมแมวในอ้อมแขน
เขามองเด็กหญิงจากด้านหลัง วันนี้นางมัดมวยผมสองข้างด้วยเชือกผูกผมและเสื้อคลุมกันลมสีชมพูเหมือนก้น ไม่มีเครื่องประดับตกแต่งใดๆ อีก ทำให้เขานึกเปรียบเทียบกับพี่น้องอีกสองคนของกู้หยุนไม่ได้ สองคนนั่น อย่างน้อยๆ ต้องมีปิ่นปักผมเงิน กำไล และหยกพก ไม่ราบเรียบว่างเปล่าเช่นคุณหนูสี่ผู้นี้
กู้เซียนเซียนเดินตรงไปจนถึงเรือนหลังน้อยของนาง เมื่อนางหยุดตรงหน้าลาน นางก็เห็นแขก หยุดเดินและกำลังมองไปรอบๆ เรือนของตนเอง
“คุณชายหนาน มีอะไรหรือ “นางถามขึ้น
หนานข่ายลี่กำลังมองสำรวจไปรอบๆ ไม่ผิดจากที่เขาคิดจริงๆ เรือนของนาง เรียกได้ว่ามีขนาดไม่ถึงครึ่งของเรือนกู้หยุนด้วยซ้ำ มีห้องเพียงสี่ห้อง ตรงกลางน่าจะเป็ห้องนอน ด้านข้างถ้าให้เขาเดา น่าจะเป็ห้องของบ่าวที่ดูแลนาง ถัดไปอีกด้านคงเป็ห้องเก็บของ จากประตูที่เปิดแง้มออกมานิดหน่อย ทำให้มองเห็นว่าภายในใช้เก็บฟืนเป็ส่วนใหญ่ และมีห้องครัวเล็กๆ อยู่ติดๆ กัน
ระหว่างที่มอง เขาก็ตอบเด็กหญิงไปด้วย
“เ้าเรียกข้าว่าพี่ชายหนาน หรือพี่ชายเฉยๆ ก็ได้ ไม่จำเป็ต้องเรียกคุณชายทุกคำ” เขารู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาวางท่ากับเด็กหญิง จึงตัดสินใจให้นางเปลี่ยนคำเรียกขานซะเลย จะได้ปลดระวางความห่างเหินระหว่างนางกับเขาลงได้บ้าง
ถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะมีสถานะเป็ลูกจ้างของพ่อนาง แต่พ่อของเขาก็มีกิจการค้าขายในนามส่วนตัวด้วย ทำให้สถานะของเขา ไม่ถือว่าเป็คนของบ้านนางทั้งหมด
กู้เซียวเซียวมองหนานข่ายลี่ และเปลี่ยนคำเรียกใหม่ “พี่ชายหนาน ท่านจะทำอย่างไรกับปลาต่อ ให้ข้าเรียกคนมาช่วยใหม”
“ไม่ต้อง เ้ามีมีดไหม ข้าจะขอดเกล็ดปลาและย่างให้เ้ากินเอง” เขาตอบแทบจะทันที
“มี เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้ ยังมีอะไรอีกไหมที่ท่าน้า” คำถามนางถือว่าฉลาดทีเดียว หยิบมาให้หมดครั้งเดียว นางจะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาอีก หนานข่ายลี่คิดในใจ
“ไม่ เ้าเรียกบ่าวมาทำก็พอ ข้าหมายถึงไปหยิบของ เ้าไม่ต้องวิ่งวุ่นวาย “เขาพูดหมายความตามที่เขาคิดจริงๆ
“ที่นี่ไม่มีบ่าวอยู่ในเวลานี้ ท่านรอข้าสักครู่” เด็กหญิงมองสบตาเขา นี่นับเป็ครั้งแรกกระมัง ที่นางไม่หลบตาตอนพูดคุย
หนานข่ายลี่ยิ่งฟังยิ่งปวดหัว ทำไมจวนกว้างใหญ่ กลับปล่อยเด็กหญิงเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่คนเดียวเช่นนี้
แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาไม่รู้คือ เรือนนาง ก็มีคนอยู่บ้าง ถึงไม่มากเท่าเรือนอื่น แต่ก็พอมี เพียงแต่เวลานี้ บ่าวไพร่ต่างแอบอู้ เพราะเห็นว่าเรือนของนาง อยู่ไกลแทบไม่มีใครใส่ใจ แค่คอยมาส่งข้าวและเก็บกลับตามเวลาเท่านั้น อะไรที่ควรทำ ก็ทำจนเสร็จ ดีหรือไม่ดีว่าไปอย่าง แล้วก็แยกย้ายกันไป งานที่สบาย ไม่มีคนเ้ากี้เ้าการเช่นนี้ ใครบ้างไม่ติดใจ เมื่อทำบ่อยๆ เข้าก็กลายเป็ความเคยชิน ดังนั้นระหว่างวันที่เด็กหญิง้าอะไร นอกจากบ่าวประจำตัวแล้วก็แทบจะต้องทำเองทั้งหมด เพียงแต่ความ้านางไม่มีอะไรมาก จึงอยู่มาได้โดยไม่เดือดร้อนจนถึงตอนนี้
กู้เซียวเซียววิ่งไปหยิบมีดเล็กๆ ในครัวด้านข้าง และเอากลับมาให้พี่ชายหนาน
หนานข่ายลี่ถอนหายใจ ก่อนรับมีดไปขอดเกล็ดปลา และเดินเอาปลาไปล้างที่บ่อน้ำข้างเรือน
ระหว่างล้างปลา เขาก็เอ่ยปากสอบถามหาบ่าวของนาง เด็กน้อยก็เล่าราวกับเป็เื่ปกติ
“บ่าวของเ้าถูกส่งไปเรือนซักล้าง??? นางทำอะไรผิด”
“ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ที่นั่นไม่มีคน จึงขอให้นางไปช่วย “เด็กหญิงตอบคำถามเขา
หนานข่ายลี่ ‘ ’
เขาหมดคำจะกล่าวต่อ ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง และลงมือก่อไฟที่หน้าเรือนนาง ยังดีที่เรือนนี้มีฟืน ไม่ต้องไปเดินเก็บไม้แห้งเองอีก
เด็กหญิงวิ่งไปหาตั่งเล็กสองตัว นั่งเท้าคางดูเขาทำงานตาแป๋ว หนานข่ายลี่อดเงยหน้าขึ้นมามองไม่ได้ เขาอมยิ้มขณะทำงาน นางช่างน่ารักน่าชังยิ่งนัก ทำไมเขาไม่มีน้องสาวบ้างนะ ถ้ามีล่ะก็… เขาจะจับปลามาย่างให้น้องสาวกินทุกวันเหมือนกัน
เขาตั้งใจว่า่สี่ห้าวันที่เขาต้องพักรักษาตัวนี้ เขาจะมาเล่นกับนางทุกวัน อย่างไรตอนนี้เขาก็อยู่ว่างๆ ไม่มีสหาย เพราะกู้หยุนถูกส่งไปเรียนอีกที่หนึ่งชั่วคราว ทำให้ต้องไปพักด้านนอกทุกวัน จะกลับมาอีกทีก็วันที่เขาจะเดินทางกลับแล้ว เนื่องจากสำนักศึกษาตอนนี้ถูกปิดเพื่อหาหลักฐาน และสอบสวนคดีลอบปลงพระชนม์รัชทายาท คงต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะเปิดใหม่ได้
ระหว่างที่เขานั่งย่างปลาข้างๆ เด็กน้อย เขาเห็นกู้เซียวเซียวมองปลาจนน้ำลายแทบจะไหลหกออกมาจากปากของนาง เขามองเห็นสายตาคาดหวังอย่างตรงไปตรงมา ดวงตาของเด็กน้อยที่ดูเขาและปลาสลับกันไปมา ทำให้เขารู้สึกดีไปด้วย เพราะเหมือนเขาเป็คนสำคัญของนาง เขาชอบความรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่ได้เป็คนสำคัญของใครสักคน ถึงจะแค่ภารกิจทำอาหารย่างปลาให้เด็กกินก็เถอะ
“เ้าอยากกินขนาดนั้นเลยหรือ “เขาถามอย่างอดไม่ไหว ก็ใครใช้ให้นางตั้งอกตั้งใจเฝ้าปลาขนาดนั้นเล่า แมวของนางยังไม่ได้สนใจปลาเท่านางเลย
เด็กหญิงพยักหน้า นางรอกินอยู่จริงๆ ตอนแรกแม้ไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะปลานางเองก็ได้กินอยู่บ่อยๆ แต่ปลาที่จับมาเอง ย่างเอง ไม่รู้รสชาติจะเป็ยังไง และกลิ่นของมันตอนนี้ก็หอมมากจริงๆ นางกลืนน้ำลาย และจ้องปลาสามตัวที่กำลังย่างอยู่อย่างใจจดจ่อ
เขาห่อปลาตัวหนึ่งด้วยใบไม้ขนาดใหญ่ และซุกเข้าไปในกองไฟที่ตอนนี้ใกล้มอดแล้ว ก่อนยื่นปลาไม้หนึ่งให้นาง
นางรับไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนเอาลิ้นเตะไปที่พุงปลา แต่เพราะมันเพิ่งขึ้นจากกองไฟ ตอนนี้มันจึงร้อนมาก นางรีบหดลิ้นกลับทันที
หนานข่ายลี่มองเห็นแล้วหัวเราะเสียงดัง คงไม่ใช่ว่าปลาไปลวกลิ้นนางเข้าให้แล้วหรอกหรือ
เด็กหญิงเป่าปลาส่วนที่จะกินไปเรื่อยๆ หนานข่ายลี่เองก็คอยช่วยแกะปลา และแยกก้างให้นางไปด้วย เขากินคำ เด็กหญิงกินคำ ระหว่างนั้น เขาก็พูดคุยเื่บ้านของเขาที่เขตซานตง ติดชายแดนและชายทะเล ให้เด็กน้อยฟังไปด้วย
นางฟังเขาอย่างตั้งใจ แม้ไม่ซักถาม แต่ก็พยักหน้ารับ พอเขาหยุด นางก็เงยหน้ามองเขา เพื่อให้เขาพูดต่อ ตอนนี้นางเปลี่ยนคำเรียกขานเขาเป็พี่ชายหนานแล้ว..เขาซื้อนางได้ด้วยปลาเพียง 1ตัว
เขาเอาปลาที่ซุกไว้ในกองถ่านแดงๆ ออกมาวางบนใบไม้ขนาดใหญ่ สีภายนอกของมันดูดำคล้ำไปหมด แต่เมื่อแกะเปลือกด้านนอกออก ด้านในปรากฏเนื้อสีขาว หอมกว่าปลาที่ย่างเสียอีก กู้เซียวเซียวไม่เคยเห็นมาก่อน หนานข่ายลี่จึงดึงปลาย่างออกจากมือนาง และค่อยๆ แกะปลาหมกไฟให้นางกินแทน
“มันร้อน เ้าอ้าปากก็พอ เดี๋ยวข้าจะป้อนเ้าเอง” เขาบอกนาง เพราะไม่ไว้ใจให้นางกินปลาตัวนี้เอง
เขาเป่าปลาไม่ให้ร้อน แล้วค่อยๆ ป้อนนางไปทีละคำสลับกับกินเองบ้าง นางก็เหมือนลูกนก เขาบอกจะป้อนนางก็อ้าปากรอ บางทีเขาแกล้งนาง ทำท่าจะป้อนแต่ไม่ป้อน นางก็อ้าปากรอเก้อ จนเขาอดสงสารไม่ได้ แกล้งนางได้สองสามที พอเห็นสีหน้าผิดหวังของเด็กหญิง เขาจึงแกล้งต่อไปไม่ลง ตั้งอกตั้งใจป้อนปลาแต่โดยดีจนหมด
ตอนที่เขาเดินไปหยิบกาน้ำชามาต้มกับกองไฟที่กำลังมอด เขาเดินไปในครัวเล็กๆ นั่น นอกจากเตาหินเก่าๆ กล่องไม้ที่ใช้เก็บฟืน พื้นไม้ผุๆ จานชามตะเกียบที่มีไม่กี่ชุดและอุปกรณ์ทำครัวไม่กี่อย่างวางอยู่บนชั้นเก็บของแล้ว ก็ยังดีที่มีชุดกาน้ำร้อนเล็กๆ ชุดนี้วางอยู่ด้านล่าง
สภาพความเป็อยู่ อาจจะแย่กว่าบ่าวที่บ้านของเขาอีก
เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูสี่ของบ้าน…
เขาไม่สนิทกับนางจึงไม่ได้ถามออกไป และจริงๆ เขาไม่คิดอยากจะฟังจากปากของนางแล้ว เพราะเขาเป็แขก ไม่นานก็ต้องกลับไป การที่เขารู้แต่ช่วยอะไรไม่ได้ สู้ไม่รู้เสียดีกว่า อย่างไรนางก็อยู่มาได้จนป่านนี้ คนพวกนี้คงไม่ได้ตั้งใจจะให้นางตาย หรือไม่เลี้ยงดูนางหรอก เขาถอนหายใจ และเดินออกมาตักน้ำเพื่อต้มน้ำ
“เ้ามีใบชาเหลืออยู่บ้างไหม”
เด็กน้อยพยักหน้า
นางรีบวิ่งไปในห้องเปิดหีบสมบัติของนางข้างโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วเอาใบชาห่อหนึ่งออกมา ยื่นให้หนานข่ายลี่
เขารับไว้ด้วยท่าทางยิ้มแย้มเอ็นดู นางช่างหาที่เก็บได้เหมาะสมกับตัวนางจริงๆ
เขาต้มน้ำชาเสร็จก็ยื่นให้นางก่อนหนึ่งถ้วย แต่กำชับให้รอจนกว่าจะอุ่นค่อยดื่ม
ส่วนเขากลับเป่าให้เย็นลงเพียงเล็กน้อยแล้วดื่มลงไปทั้งอย่างนั้น….
เขาอยู่คุยกับนางจนถึงยามอู่ (เกือบเที่ยง) ถึงเห็นบ่าวหญิงคนหนึ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา
เฝิงหรานค่อนข้างแปลกใจที่เห็นเด็กหนุ่มอยู่กับเ้านายของนาง ถึงนางจะรู้จักคนผู้นี้ แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาสนิทสนมกับใครนอกจากคุณชายใหญ่ จึงวางถาดอาหารไว้ในห้องนอน ก่อนเดินออกมาภายนอก
“บ่าวเฝิงหราน คารวะคุณชายหนาน”
หนานข่ายลี่ ที่กำลังทำความสะอาดพื้นที่ย่างปลาของเขากับเด็กหญิงอยู่จึงได้เงยหน้าขึ้นมองเฝิงหราน
บ่าวคนสนิทของนาง ก็เหมือนนาง ตัวเล็กเตี้ย สภาพดูยุ่งเหยิงไปหน่อย แต่จากแววตาและท่าทางที่แสดงออกมา ดูนางก็เป็ห่วงเ้านายของนางอยู่จริงๆ
กู้เซียนเซียนเห็นเฝิงหรานเดินมา นางดีใจมากจนแทบวิ่งไปหา
“เฝิงหราน เ้ากลับมาแล้ว”
เฝิงหรานส่ายหน้า “คุณหนู บ่าวยังไม่ได้รับอนุญาติให้กลับมา แค่ตอนที่บ่าวพักอยู่ เห็นมีคนกำลังไปยกอาหารไปให้ตามเรือนต่างๆ บ่าวคิดถึงคุณหนู จึงอาสายกอาหารมาส่งให้คุณหนูเอง”
“คุณหนู บ่าวไม่อยู่อีกสามวัน ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดี อีกเดี๋ยวบ่าวก็จะกลับมาแล้ว ท่านอย่าได้ซุกซนวิ่งไปไหนมาไหนนะ “นางพูดพร้อมยกมือหนึ่งขึ้นเก็บผมที่หลุดออกมาอยู่ที่ข้างแก้มของเด็กหญิงทัดไว้ที่ข้างหู
“ให้บ่าวมัดผมให้คุณหนูใหม่ดีกว่า “เฝิงหลานมองเห็นสภาพยุ่งเหยิงบนศีรษะของเ้านาย นางอดอมยิ้มไม่ได้ เกือบจะยกมือขึ้นไปลูกหัวกลมๆ นั่นแล้ว
“เอาสิๆ “ กู้เซียนเซียนรีบตอบ ยืดเวลาให้นายบ่าวได้อยู่ด้วยกันอีกนิด
เฝิงหรานแก้มัดผมจุกทีละข้างของเด็กหญิง ก่อนจะค่อยๆ รวบมัดใหม่อย่างชำนาญ โดยมีมือเล็กๆ ของกู้เซียนเซียนเกาะเสื้อนอกของเฝิงหรานอยู่ตลอดเวลา สายตาของเฝิงหรานมองมาที่เด็กหญิงเครือไปด้วยน้ำตา ..
หนานข่ายลี่มองภาพนายและบ่าวคู่นี้ เขามีความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกอยู่เหมือนก้น แต่เขาตอบคำถามตัวเองได้อย่างหนึ่ง เพราะพวกเขามีกันอยู่แค่นี้ ตอนที่สาวใช้คนนี้ไม่อยู่ เด็กน้อยถึงได้ดูอ้างว้างยิ่งนัก
หลังเฝิงหลานกำชับเด็กน้อยอีกสองสามคำเบาๆ ก็จากไป
“นี่ เ้าเด็กน้อย… เ้าอยากออกไปไหนบ้างไหม ข้าพาเ้าไปได้นะ “ถึงแม้เขาจะเจ็บแผลแทบตายตอนนี้ แต่เพราะภาพที่เขาเห็นก่อนหน้า เขาจึงแน่วแน่ว่า ระหว่างที่เขาพักอยู่ที่นี่ เขาจะมาเล่นกับเด็กน้อยทุกวัน ช่างหัวกู้หยุนไป ใครใช้ให้เขาปล่อยน้องสาวตัวเองจนมีสภาพเช่นนี้ ก่อนกลับเขาจะไปเรียกร้องความเป็ธรรมให้นางกับกู้หยุนสักหน่อย อย่างน้อย ก็จะได้ทำอะไรเพื่อนางได้บ้าง
กู้เซียวเซียวที่มองส่งบ่าวของนางจนลับตาไป หันหน้ามามองพี่ชายหนานแทน
“ข้าต้องไปขออนุญาตท่านแม่ก่อน ท่านแม่ไม่ค่อยให้ข้าออกไปไหน หากไม่มีท่านไปด้วย”
“อืม… แต่ตอนนี้มีข้าไปด้วย นางน่าจะให้เ้าไปได้นะ ข้ามีเงิน เดี๋ยวจะหาซื้อของที่เ้าชอบให้ “เขาพูดต่อ
“ข้าไม่รบกวนพี่ชายหนานดีกว่า” นางตอบแล้วยิ้มเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอจะเห็นลักยิ้มเล็กๆ ข้างมุมปากของนาง
“พี่ชาย ท่านหิวหรือยัง ท่านกินข้าวของข้าได้นะ”
หนานข่ายลี่มีหรือจะหิว และเขาก็คิดว่าเด็กน้อยไม่น่าหิวเช่นกัน
เขาส่ายหัว “ข้าไม่หิวแล้ว ก็พวกเรากินปลาหมดไปตั้งสามตัวแล้ว” เขามองไปที่ซากปลา ซึ่งตอนนี้เซียวเหม่ากำลังช่วยกินส่วนที่เหลืออยู่
“ใช่ๆ ข้าเองก็ไม่หิว” เด็กหญิงพยักหน้ารับ ก่อนพูดต่อ “พี่ชายหนาน รอข้าซักครู่นะ”
นางรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้อง แล้วเอาอาหารที่วางอยู่ถ่ายลงในภาชนะที่หยิบออกมาจากกล่องสมบัติข้างโต๊ะนาง แล้วเอาอาหารไปวางไว้ด้านในกล่อง
หนานข่ายลี่ยืนมองอยู่ที่หน้าประตู คิ้วเขาขมวดเข้าด้วยกันอีกแล้ว พฤติกรรมประหลาดๆ ของนางมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ ทำไมถึงเก็บของกินไว้ในกล่องแบบนี้
“เ้าอย่าเก็บอาหารไว้ในกล่องจะดีกว่า หากเสียขึ้นมาจะท้องเสียได้ “เขาเตือนเด็กหญิง
นางพยักหน้า “ข้าจะเก็บไว้กินคืนนี้ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะอุ่นก่อนด้วย”
“เ้าก่อไฟเป็? “คำตอบนางทำเขาสงสัย
นางพยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องไปนั่งตรงตั่งเตี้ยที่ถูกขยับเข้ามาไว้ตรงใต้ชายคา
“ปกติเ้าได้ไปเรียนหนังสือหรือไม่ หนานข่ายลี่อดไม่ได้ที่จะถามอีก “ปกติเด็กหญิงหกเจ็ดขวบ บางครอบครัวก็จ้างครูมาสอนหนังสือแล้ว
เด็กหญิงนั่งเอียงตัวเพื่อมองไปทางหนานข่ายลี่ ก่อนตอบคำถาม “ข้าไม่ได้เรียนทุกวัน ข้าเรียนสัปดาห์ละสองวันเท่านั้น ปกติเป็กลุ่มพี่สาวที่จะเรียนตลอด”
ก็ไม่ถือว่าแย่อะไรนัก หนานข่ายลี่คิด
“แล้วเ้าทำอะไรเวลาอยู่ว่างๆ”
นางนั่งนิ่งซักพัก ก่อนจะตอบว่า “คัดอักษร ฝึกเย็บปัก และทบทวนพิณที่เรียนมา “นางพูดพร้อมนับนื้วมือไปด้วย
“ยังมีเล่นกับเซียวเหม่า อืม…และทุกๆ สองเดือนข้าจะไปฝึกสมาธิ สวดมนต์กับแม่ชีที่อารามเต๋า ข้าไม่ค่อยว่างหรอก”
คำตอบของนาง ทำเขาแปลกใจ เด็กตัวแค่นี้มีส่งไปทำวัดรด้วย
“เขาส่งเ้าไปวัด สวดมนต์ ทำสมาธิ ไปคนเดียวเนี่ยนะ “เขาถามต่อ
“ใม่ใช่วัด อารามเต๋า ข้าไปทุกๆ สองเดือน ที่วัดนอกเมือง ที่นั่นเงียบสงบ และวิวสวยมาก ข้าได้กินได้เดินเล่นที่นั่นเป็อิสระมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก ไปกับเฝิงหราน ไม่มีอะไรไม่ดี “นางยิ้มจนตาหยี ใบหน้าฉายแววความสุข จนเขารู้สึกว่า จะวัดก็ดีอารามเต๋าก็ช่าง หากอยู่ที่นั่นแล้วมีคนดีกับนาง ก็ปล่อยให้อยู่เถอะ เขาอยากเห็นนางยิ้มดูมีความสุขแบบนี้ไปตลอด
หนานข่ายลี่อยู่เล่นเป็เพื่อนนางจนตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก จึงขอตัวกลับแต่ก่อนจากไป เขาบอกนางว่าจะมาเล่นกับนางทุกวัน จนกว่าจะถึงกำหนดเดินทางกลับบ้านตัวเองที่เขตซานตง
เย็นวันนั้น ไม่มีใครมาส่งข้าวให้นาง ไม่รู้ว่าลืม หรือเจตนาอะไรกันแน่ เด็กน้อยไม่รู้จะไปเรียกร้องเื่นี้กับใคร เคยบอกบ่าวคนสนิทของมารดาไปก็ดีขึ้นแค่ไม่กี่วัน สุดท้ายข้าวของนางก็มาบ้างไม่มาบ้างเหมือนเดิม นางเดินไปหยิบอาหารที่ซ่อนไว้เมื่อตอนกลางวันออกจากกล่อง และเอามากินโดยไม่ได้อุ่นตามที่นางรับปากพี่ชายหนานไว้
แสงอาทิตย์สุดท้ายสาดเข้ามาทางประตูห้องนอนจนเกิดเป็เงาร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงทอดไปบนพื้นเป็ทางยาว นางนั่งจับตะเกียบกินอาหารอยู่คนเดียวเงียบๆ โดยมีแมวเซียวเหม่านอนอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่าง เหมือนเช่นที่ผ่านมาทุกวัน