เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าจนตอนนี้ไป๋เจียอีก็ได้ข้ามมิติมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ครบ 1 ปีเต็มเสียแล้ว นับได้ว่านางใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับคนในยุคสมัยนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็ที่เรียบร้อย
1เดือน สามารถพูดได้เป็คำสั้นๆ
6 เดือน สามารถเดินได้
1 ปี ทำได้ทุกอย่างเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำและเหนือชั้นกว่าด้วยซ้ำ
เื่นี้สร้างความตกตะลึงให้แก่คนในครอบครัวและคนในหมู่บ้านเป็อย่างมาก นายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่ชอบนางเลยในตอนแรกนั้น ก็เปลี่ยนไปอย่างกับเป็คนละคนทั้งรักทั้งเอ็นดูและหวงแหนหลานสาวคนนี้เป็อย่างมากเรียกได้ว่ารักเสียยิ่งกว่าไป๋ป๋อเหวินบุตรชายแท้ๆของตนเสียอีก
ส่วนบุตรชายที่ถูกทอดทิ้งอย่างไป๋ป๋อเหวินนั้นก็ก็กลับตัวกลับใจเปลี่ยนตัวเองเป็คนใหม่ให้ดีกว่าเดิม เลิกเล่นการพนันทุกชนิดขยันทำมาหากิน เก็บออมเงินมาซื้อเสื้อผ้าและปรนเปรอบุตรสาวอย่างที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จเรียกได้ว่าคลั่งรักบุตรสาวเป็อย่างมากไป๋เจียอีในวัย 1ขวบตอนนี้สวมเสื้อผ้าใหม่ที่ดูหรูหราและสวยงามอย่างกับลูกเศรษฐีบนศีรษะมีเครื่องประดับราคาแพงปักอยู่หลายชิ้น เวลาเดินจึงส่งเสียง กรุ๊งกริ๊ง! อย่างน่ารัก ร้องเรียกหา ท่านปู่! ท่านย่า! ท่านพ่อ!...ทั้งวัน
" เสี่ยวอี เด็กดี มาหาปู่กับย่าเร็ว"
ไป๋เจียอีรีบวิ่งไปหาผู้เฒ่าทั้งสองอย่างรวดเร็ว มุดเข้าไปในอ้อมแขนที่แสนอบอุ่นนั้นอย่างโหยหา
ไป๋เจียอี: "ท่านปู่กับท่านย่าดีต่ออีอีเป็อย่างมาก อีอีจะเป็เด็กดีโตขึ้นจะเลี้ยงดู ท่านปู่ ท่านย่า และท่านพ่อให้มีชีวิตที่ดีเ้าค่ะ"
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!...
สองผู้เฒ่า หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ ในความไร้เดียงสาและปากหวานของนาง พวกเขาคิดว่าเด็กก็พูดไปงั้นๆแหละแต่ความจริงแล้วไป๋เจียอีนั้นคิดจริงจังเป็อย่างมาก ส่วนว่าเหตุใดนางถึงไม่เอ่ยถึงจางซื่อผู้เป็มารดานั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียวสองผู้เฒ่าก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะปกติแล้วเสี่ยวอีของพวกเขาก็ไม่สนิทสนมกับจางซื่อ ส่วนจางซื่อเองก็ไม่ชอบที่จะสนิทสนมกับเสี่ยวอีเช่นกันจึงก่อเกิดให้กลายเป็ความเคยชินไปเองเสียแล้ว
นายท่านผู้เฒ่า:" เสี่ยวอีนับวันยิ่งโตยิ่งสวยดูเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์ยิ่งกว่าคุณหนูตัวจริงเ่าั้เสียอีก "
นายท่านผู้เฒ่าเอ่ยปากชมอย่างภูมิอกภูมิใจ
ฮูหยินผู้เฒ่า: " หึ! จะเอาเสี่ยวอีของพวกเราไปเปรียบกับคุณหนูเ่าั้ได้อย่างไรเสี่ยวอีเป็เด็กอัจฉริยะมีความสามารถมากกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันเป็ร้อยเท่าพันเท่า 1ปีก็สามารถทำได้ทุกอย่างด้วยตนเองได้แล้วเด็กพวกนั้นเทียบไม่ติดแม้แต่ปลายเล็บของหลานสาวข้า " ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยสำทับอย่างได้อกได้ใจ
นายท่านผู้เฒ่า: " ใช่ๆ… เสี่ยวอีของพวกเราเก่งที่สุด"
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!
เสียงหัวเราะอันเบิกบานสำราญใจดังไปทั่วเรือนตระกูลไป๋
จางซื่อที่กำลังซักผ้าอยู่ได้แต่กัดฟันกรอดพอเด็กนั่นอายุได้ 2 เดือน นางก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองนั้นเหมือนโดนกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเช่นตอนนั้นนางเห็นสามีกำลังป้อนนมแพะให้ ไป๋เจียอี อย่างมีความสุขอยู่ จึงอยากเข้าร่วมแบ่งปันความสุขนั้นด้วยใครจะไปคิดว่านังเด็กแสบนั่นอยู่ๆก็หยุดดื่มนมแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของไป๋ป๋อเหวินแสดงท่าทีหวาดกลัวจนตัวสั่นราวกับเห็นนางเป็ สัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้นแถมกล่าววาจาให้ร้ายนางอีก
"ท่านพ่อ…อีอีกลัว…เจ็บนางตีอีอีทุกวันหลังจากที่ท่านพ่อไปทำงานในตัวอำเภอแล้ว"
จางซื่อนางพยายามที่จะอธิบายว่านางไม่เคยทำเช่นนั้นจริงๆนะแต่สิ่งที่ได้คือถูกไป๋ป๋อเหวินไล่กระทืบ จนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไหนจะเป็ตอนนั้นอีก นางเพิ่งจะเข้าไปในห้องนอนก็เห็นนังเด็กแสบยืนฉี่รดหมอนของตนอยู่นางโกรธมากหวังจะเข้าไปกระชากเด็กเปรตนั่นออกเท้ายังไม่ทันได้ก้าวเดินเด็กนั่นก็แหกปากะโร้องไห้เสียงดังจนสองผู้เฒ่านั่นรีบวิ่งเข้ามาดูนางยังไม่ทันได้กล่าวอะไรเสียงเล็กๆนั่นก็ฟ้องเจื้อยแจ้วเสียแล้ว
"ท่านปู่ ท่านย่า อีอีกลัวนางดึงผมอีอี แล้วก็หยิกอีอีด้วย หากท่านปู่กับท่านย่า มาช่วยอีอีไม่ทัน ป่านนี้อีอีคงกลายเป็ศพไปแล้ว"
ฮือ…ฮือ… ฮือ
กลายเป็ศพกะผีอะไรกันปากน้อยๆนั่นช่างร้ายกาจจนจางซื่อโมโหแทบกระอักเืตายอยู่แล้ว
หลังจากนั้นเป็ต้นมาจางซื่อก็ไม่เคยได้เข้าใกล้ ไป๋เจียอีอีกเลยแถมยังถูกทุกคนในครอบครัวมองนางด้วยสายตารังเกียจและเคียดแค้นชิงชังราวกลับเป็ศัตรูคู่อาฆาตก็มิปาน
ไป๋เจียอี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้อัพเลเวลของระบบมิติเลยได้แต่ผลิตสินค้าจำนวนมหาศาลเก็บไว้ที่โกดังของโรงเก็บเกี่ยวผลผลิตนางเพิ่งจะเดินเหินได้คล่องแคล่วถ้าอยากจะเอาสินค้าไปขายแลกเปลี่ยนเป็เงิน ก็ต้องไปที่ตัวตำบล หรืออำเภอ แต่สองผู้เฒ่านั้น วันๆเอาแต่จดจ่ออยู่กับนางทั้งวันไม่ยอมให้คลาดสายตาเพียงเสี้ยววินาทีนางจึงออกไปไหนมาไหนโดยลำพังไม่ได้เสียที
ไป๋เจียอี: "ท่านพ่ออีอีคิดถึงท่านพ่อที่สู๊ด"
ไป๋ป๋อเหวินที่เพิ่งจะเดินทางกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน ก็ถูกเด็กน้อยที่แสนจะน่ารักน่าชังวิ่งเข้าสู่อ้อมกอด เขายกนางขึ้นมาอุ้มอย่างทะนุถนอมถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
วันนี้ เสี่ยวอี เป็เด็กดีหรือไม่?
ไป๋เจียอี:"ย่อมต้องเป็เช่นนั้นอีอีเชื่อฟังท่านปู่ท่านย่า และ ท่านพ่อที่สุดอยู่แล้วเ้าค่ะ"
ไป๋ป๋อเหวินยิ้มกว้างจนตาหยีล้วงเอาปิ่นผีเสื้อทองคำออกมาปักบนศีรษะของลูกสาวตัวน้อยอย่างระมัดระวัง ไป๋เจียอีเห็นดังนั้นก็เอียงคอถามบิดาอย่างน่ารักน่าชัง
"เงินเดือนออกแล้วเหตุใดถึงไม่ซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองกับท่านปู่ท่านย่าล่ะเ้าคะ…อีอีมีเครื่องประดับกับเสื้อผ้าเยอะแล้วต่อไปท่านพ่อต้องเก็บเงินไว้ซื้อของให้ตัวเองกับท่านผู้เฒ่าทั้งสองเถอะนะเ้าค่ะ…"
คนเป็พ่อพอเห็นบุตรสาวที่มีอายุเพียงขวบเดียว รู้ความมากขนาดนี้ ก็รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจยิ่งนัก ยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างรักใคร่เอ็นดู
ไป๋ป๋อเหวิน: "เสี่ยวอี โตเป็เด็กที่รู้ความแล้ว"
ไป๋เจียอี ปรากฎรอยยิ้มเ้าเล่ห์: " งั้นตอนนี้ อีอี ก็สามารถไปเที่ยวที่ตัวอำเภอได้แล้วสินะเ้าคะ"
ไป๋ป๋อเหวิน:"ไม่ได้!ถึงแม้เ้าจะโตและรู้ความมากกว่าเด็กปกติทั่วไปอยู่มากแต่ร่างกายของเ้าก็เป็เพียงแค่เด็กน้อยคนนึงเท่านั้นรอให้เ้าโตกว่านี้สักหน่อยพ่อจะพาเ้าไปดีหรือไม่"
ไป๋เจียอี ก้มหน้าลงต่ำพยายามเค้นน้ำตาออกมาจนสุดความสามารถจากนั้นเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ กล่าวด้วยท่าทีที่น่าสงสาร
"อีอี ขอโทษ ที่เป็ตัวภาระของท่านพ่อ วันก่อนซูมี่มี่ (ลูกสาวตระกูลซู อายุ 6 ปีที่อยู่ข้างบ้าน) ก็มาพูดจาโอ้อวดต่อหน้าข้าบอกว่าท่านพ่อท่านแม่ของนางดีต่อนางอย่างไรบ้างเมื่อวานนี้ก็พานางไปเที่ยวเล่นที่ตัวอำเภอด้วยแต่ไม่เป็ไรเ้าค่ะ…อีอีเป็เด็กดีจะเชื่อฟังท่านพ่อทุกอย่างเลย ท่านไม่้าให้ข้าไป ข้าก็จะไม่ไป แม้ว่าตัวอำเภอนั้นจะสวยงามแค่ไหนก็ตามข้าก็จะจินตนาการเอาเองก็ได้เ้าค่ะ…"
ไป๋ป๋อเหวิน: "…"
เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกผิดขนาดนี้นะ…ยิ่งมองดูบุตรสาวตัวน้อยที่น้ำตาคลอเบ้าเอ่ยตัดพ้อก็ยิ่งปวดใจอย่างบอกไม่ถูกจึงกัดฟันกล่าว
"งั้นพรุ่งนี้ พ่อจะพาเสี่ยวอีไปที่ตัวอำเภอด้วย แต่เ้าต้องสัญญากับพ่อว่าจะไม่ดื้อไม่ซนและวิ่งวุ่นไปที่อื่นคนเดียวเด็ดขาด"
ไป๋เจียอีที่รู้ตัวว่าเป้าหมายได้บรรลุผลสำเร็จแล้วก็ยกยิ้มอยู่ในใจโอบรอบคอของบิดากำมะลอกล่าวอย่างออดอ้อนเสียงหวาน
"ได้! อีอี สัญญาเ้าค่ะ"