ค่ำคืนนั้น พระจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า สาดแสงสีเงินนวลอาบไล้ไปทั่วทั้งหมู่บ้านไผ่เขียว เสียงแสงใสของลมที่พัดผ่านใบไผ่ส่งเสียงเศร้าเศร้าใสใส ราวกับเพลงกล่อมที่ไม่มีวันจบสิ้น บรรยากาศของหมู่บ้านในยามค่ำคืนมีความสงบเงียบ มีเพียงเสียงแสงของแมลงและเสียงใสของลมเป็เพื่อนคู่ใจ
อาเฟยยังคงนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อมของเขา ร่างกายที่บอบช้ำถูกทำความสะอาดและพันผ้าพันแผลไว้เรียบร้อยแล้ว แต่แววตาของเขายังคงเหม่อลอยและว่างเปล่า ดาบไม้เล่มเก่าที่บัดนี้มีรอยบิ่นเพิ่มขึ้นอีกหลายรอยวางพาดอยู่บนตัก เขาลูบไล้ผิวไม้ที่ขรุขระด้วยความอ่อนโยน ราวกับกำลังปลอบใจเพื่อนเก่าที่ได้รับาเ็
กระท่อมของอาเฟยเป็บ้านไม้เล็กๆ ที่พ่อแม่ของเขาสร้างไว้ มีห้องเดียว แบ่งเป็มุมนอน มุมครัว และมุมเก็บของ เฟอร์นิเจอร์ในบ้านล้วนเก่าและเรียบง่าย แต่ก็สะอาดเรียบร้อย บนผนังแขวนภาพเก่าๆ ของพ่อแม่ที่ถ่ายก่อนแต่งงาน ในภาพ พ่อของเขาดูหล่อเหลาและมีท่าทีของนักสู้ ส่วนแม่ก็งดงามและอ่อนโยน มีแท่นบูชาเล็กๆ สำหรับไหว้บรรพบุรุษวางอยู่ในมุมหนึ่ง บนแท่นมีธูปที่เผาไหม้จนเหลือแต่เถ้าถ่าน และมีดอกไม้แห้งที่เขาเก็บมาจากป่าไผ่
เขากำลังคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา...
เขาขยันไม่พอหรือ? ไม่ใช่เลย เขาตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สางเพื่อฝึกดาบทุกวัน ไม่เคยมีวันไหนที่ขาด เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการฝึกฝน ฝึกจนมือเป็แผล ฝึกจนเท้าเป็ตุ่ม ฝึกจนร่างกายโทรมเหนื่อยล้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็ไปตามที่หวังไว้
หรือว่าวิชาดาบของตระกูลมันไร้ประโยชน์? ก็อาจจะเป็ไปได้ แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขามี เป็มรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนตาย พ่อเคยบอกว่าเคล็ดวิชานี้เคยทำให้ตระกูลซ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเศษเสี้ยวของความยิ่งใหญ่ในอดีต
หรือว่า... เขาแค่ไม่มีพร์จริงๆ?
ความคิดนี้กัดกินหัวใจของเขาเหมือนหนอนร้าย ยิ่งคิดก็ยิ่งเ็ป ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อแท้ เขาเป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาที่เกิดมาพร้อมกับความฝันลมๆ แล้งๆ ที่อยากจะเป็ยอดฝีมือเพื่อปกป้องคนที่เขารัก แต่ความเป็จริงกลับตบหน้าเขาอย่างแรงครั้งแล้วครั้งเล่า
เขานึกถึงตอนเด็กๆ ที่พ่อเล่าให้ฟังเื่ราวของบรรพบุรุษ เล่าว่าตระกูลซ่งเคยเป็ตระกูลนักสู้ที่มีชื่อเสียง มีเคล็ดวิชาดาบที่สามารถฟันฟ้าผ่าดิน บรรพบุรุษของเขาเคยเป็ทหารองครักษ์ในเมืองหลวง มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตระกูลก็เสื่อมถอยลง สมาชิกตระกูลต่างก็ตายไปหรือกระจัดกระจายไป เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังคงเก็บรักษาเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์นี้ไว้
เขาเคยฝันว่าสักวันหนึ่งจะสามารถฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูลได้ จะทำให้ชื่อของตระกูลซ่งกลับมาโด่งดังอีกครั้ง แต่ด้วยฝีมือในปัจจุบัน ความฝันนั้นดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้เลย
อาเฟยนึกถึงวันที่แม่เสียชีวิต หลังจากได้รับข่าวว่าพ่อของเขาเสียชีวิตในสนามรบ แม่ป่วยหนักด้วยความเศร้าโศกและความกังวล นางไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมดื่มน้ำ นั่งจ้องมองภาพของพ่อทั้งวันทั้งคืน จนในที่สุดก็เสียชีวิตไปด้วยความเศร้าโศก ทิ้งเขาไว้คนเดียวในโลกใบนี้ตอนอายุเพียงสิบสองปี
วันนั้นเป็วันที่เขาร้องไห้มากที่สุดในชีวิต เขานั่งกอดศพของแม่ไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จนชาวบ้านต้องมาช่วยกันดึงเขาออกมา เขารู้สึกเหมือนโลกใบนี้ไม่เหลืออะไรให้เขาแล้ว เหลือเพียงดาบไม้เล่มเก่าและเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ที่พ่อสอนไว้
ั้แ่วันนั้นมา เขาต้องดิ้นรนเลี้ยงตัวเองมาั้แ่เยาว์วัย ทำงานรับจ้างั้แ่หาบเร่ ขุดดิน ตัดไผ่ ไปจนถึงช่วยเหลืองานเกษตรของชาวบ้าน ทุกสตางค์ที่ได้มาล้วนมาจากเหงื่อแรงของเขาเอง เขาไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะเขาไม่อยากเป็ภาระของคนอื่น
แต่ในใจลึกๆ เขาก็รู้ดีว่าตัวเองโดดเดี่ยวเพียงใด เขาอิจฉาเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่คอยดูแล อิจฉาคนที่มีครอบครัวอบอุ่น อิจฉาคนที่ไม่ต้องกังวลเื่อาหารมื้อต่อไป แต่เขาก็ไม่เคยแสดงออก เขาเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้ในใจ และใช้การฝึกดาบเป็ทางระบายความเศร้าโศก
การที่เขาได้พบกับเสี่ยวเหลียนจึงเป็เหมือนแสงสว่างในความมืด นางเป็คนแรกที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีคนที่ห่วงใย มีคนที่เข้าใจ นางไม่เคยดูิ่เขาเพราะความยากจน ไม่เคยหัวเราะเยาะเขาเพราะความไร้ญาติ นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ
แต่วันนี้... เขารู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรที่จะได้รับความรักนั้น เขาไม่สามารถปกป้องนางได้ ไม่สามารถเป็ที่พึ่งให้นางได้ เขาเป็เพียงชายหนุ่มขี้แพ้ที่มีแต่ความฝันเฟื่องฟ้า
"อาเฟย..."
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง อาเฟยหันไปมองช้าๆ เสี่ยวเหลียนยืนอยู่ที่นั่น ในมือของนางถือถ้วยยาที่ยังส่งไอร้อนกรุ่นอยู่ และถือตะกร้าเล็กๆ ที่มีขนมและผลไม้ นางเดินมานั่งลงข้างๆ เขาอย่างเงียบๆ แล้วยื่นถ้วยยาให้
"ดื่มเสียหน่อยเถอะ จะได้หายเร็วขึ้น" นางพูดด้วยเสียงอ่อนโยน
อาเฟยรับถ้วยยามาถือไว้ แต่ไม่ได้ดื่ม เขายังคงจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า กลิ่นของยาสมุนไพรลอยขึ้นมาจากถ้วย เป็กลิ่นที่คุ้นเคย เพราะเสี่ยวเหลียนมักจะทำยาให้เขาดื่มเมื่อไหร่ที่เขาได้รับาเ็จากการฝึกฝน
"เสี่ยวเหลียน... เ้าคิดว่าข้ามันน่าสมเพชหรือไม่?" เขาถามด้วยเสียงเศร้า
เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าทันที "ไม่เลย! เ้าไม่เคยน่าสมเพชในสายตาข้า"
"แต่ข้าปกป้องเ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ" อาเฟยพูดเสียงสั่น "วันนี้ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่มา... เ้าอาจจะต้องเจ็บตัวเพราะข้า ข้าเป็ผู้ชายที่ไร้ประโยชน์"
"ไม่จริงเลย" เสี่ยวเหลียนวางมือลงบนมือของเขาเบาๆ มือของนางอบอุ่นและนุ่มนวล ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย "เ้าต่างหากที่ปกป้องข้ามาตลอด เ้าปกป้องข้าจากความเหงา ปกป้องข้าจากความเศร้า เ้าคือความสุขของข้านะอาเฟย"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาของอาเฟย เขาไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้ กำแพงในใจของเขากลับพังทลายลงอย่างง่ายดาย
"แต่ข้าอยากจะแข็งแกร่งกว่านี้..." เขาพูดด้วยเสียงสั่น "ข้าอยากจะเป็ที่พึ่งให้เ้าได้จริงๆ ไม่ใช่เป็ภาระแบบนี้ ข้าอยากจะมีพลังที่จะปกป้องเ้า อยากจะมีฝีมือที่จะทำให้เ้าภูมิใจ แต่..."
เสี่ยวเหลียนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน "เ้าไม่ใช่ภาระ... ไม่เคยเป็เลย ข้ารู้ว่าเ้าทุ่มเทแค่ไหน รู้ว่าเ้าพยายามแค่ไหน และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับข้า"
นางซบใบหน้าลงบนบ่ากว้างของเขา กลิ่นกายอันคุ้นเคยของอาเฟยผสมกับกลิ่นยาจางๆ ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบ ปล่อยให้แสงจันทร์และเสียงหรีดหริ่งเรไรเป็พยานแห่งความรู้สึกอันซับซ้อนในใจ
เสี่ยวเหลียนกอดแขนของอาเฟยไว้แน่น ในใจของนางกำลังกรีดร้อง...
นางรักเขา... รักผู้ชายที่ซื่อตรงและจิตใจดีคนนี้สุดหัวใจ แต่นางก็รู้ดีเช่นกันว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายเกินกว่าที่คนดีเพียงอย่างเดียวจะอยู่รอดได้ ยุทธภพไม่ได้้าคนดี แต่้าคนแข็งแกร่ง และอาเฟย... แม้จะขยันเพียงใด แต่เขาก็ขาดซึ่งพร์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
นางเคยได้ยินพ่อเล่าเื่ของโลกภายนอก เล่าว่ามีสำนักยุทธ์มากมายที่รับเฉพาะคนที่มีพร์ มีนักสู้ที่สามารถบินได้ ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดได้ และมีอำนาจที่เหนือธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับอาเฟย
พ่อของนางเคยเป็หมอที่มีชื่อเสียงในเมืองใหญ่ ท่านมีความรู้มากมายเกี่ยวกับโลกภายนอก เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับยุทธภพ เกี่ยวกับความลับต่างๆ ที่คนธรรมดาไม่รู้ นางเรียนรู้จากพ่อมาั้แ่เด็ก ได้เดินทางไปหลายที่ ได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้ที่จะสังเกต ฟัง และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
นางรู้ดีว่าในโลกนี้ ความดีงามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีพลัง ต้องมีอำนาจ ต้องมีสิ่งที่ทำให้คนอื่นต้องเกรงกลัวและเคารพ ไม่เช่นนั้นแล้ว คนดีก็จะถูกกดขี่ ถูกรังแก ถูกเหยียดหยาม เหมือนที่เกิดขึ้นกับอาเฟยในวันนี้
นางมองดูใบหน้าด้านข้างของเขาที่อาบไปด้วยแสงจันทร์ ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัวของนาง... เป็ความคิดที่น่ากลัว... เป็ความคิดที่อาจจะทำลายนางให้ย่อยยับ... แต่ก็อาจจะเป็หนทางเดียวที่จะทำให้ความฝันของอาเฟยเป็จริงได้
ถ้าหากความขยันของเขาไม่เพียงพอ...
ถ้าหากพร์ของเขาไม่มีอยู่จริง...
เช่นนั้น... นางก็จะเป็คนสร้างพร์นั้นให้เขาเอง!
นางจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางมี... ไม่ว่าจะเป็สติปัญญา... มารยา... หรือแม้กระทั่ง... ร่างกายของนางเอง... เพื่อปูทางสู่ความเป็ยอดฝีมือให้แก่อาเฟย
นางจะยอมแปดเปื้อน... ยอมตกต่ำ... ยอมถูกตราหน้า... เพื่อให้คนรักของนางได้โบยบินขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างสง่างาม
ความคิดนี้ทำให้นางตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ อาเฟยรู้สึกถึงแรงสั่นนั้นจึงหันมามองด้วยความเป็ห่วง
"เ้าหนาวรึ เสี่ยวเหลียน?"
เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาของนางในยามนี้ลึกล้ำและฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"อาเฟย... สัญญากับข้าได้หรือไม่?"
"สัญญาอะไร?" อาเฟยถามอย่างงุนงง
"สัญญาว่า... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เ้าจะไม่มีวันยอมแพ้ จะฝึกฝนต่อไป และจะเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดให้ได้ สัญญาว่าเ้าจะไม่ทิ้งความฝันของเ้า ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคอะไรก็ตาม"
อาเฟยแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงพูดเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นแววตาที่จริงจังของนาง เขาก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ข้าสัญญา... ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุด ข้าจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะฝึกฝนต่อไป จนกว่าจะเป็คนที่สมควรกับเ้า"
"ดีมาก" เสี่ยวเหลียนยิ้มออกมาบางๆ เป็รอยยิ้มที่งดงามแต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างประหลาด นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ และประทับริมฝีปากของนางลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแ่เบา
เป็จุมพิตแรกที่เต็มไปด้วยคำสัญญาและความรักอันบริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็จุมพิตแห่งการอำลา... อำลาความใสซื่อบริสุทธิ์ของนางที่กำลังจะหมดไปตลอดกาล
ริมฝีปากของนางนุ่มนวลและอบอุ่น อาเฟยรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาจะหยุดเต้น นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ััความรักอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เขาปิดตาลง ดื่มด่ำกับความรู้สึกที่หวานหอมและบริสุทธิ์
เมื่อนางปล่อยริมฝีปากออกจากกัน นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
"จำไว้นะอาเฟย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เ้าได้เป็ยอดฝีมือที่เ้าฝันไว้"
อาเฟยพยักหน้า หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นครั้งใหม่ เขาไม่รู้ว่าคำพูดของเสี่ยวเหลียนมีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน ไม่รู้ว่านางกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ
คืนนั้น หลังจากที่อาเฟยหลับใหลไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อนและความหวังครั้งใหม่ เสี่ยวเหลียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆดำเคลื่อนเข้ามาบดบัง
ในใจของนาง แผนการหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน นางรู้ว่าในเมืองใหญ่มีผู้คนมากมายที่มีอำนาจและอิทธิพล มีคนที่้าสิ่งที่นางมี... ความงาม... ความฉลาดเฉลียว... และความรู้ด้านการแพทย์ที่นางได้เรียนมาจากพ่อ
นางจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็เครื่องมือ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนที่มีอำนาจ จะหาทางได้มาซึ่งเคล็ดวิชาขั้นสูง ยาเสริมพลัง หรือสิ่งใดก็ตามที่จะทำให้อาเฟยแข็งแกร่งขึ้น
แม้ว่าเส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยอันตราย แม้ว่านางจะต้องเสียสละความบริสุทธิ์ของตัวเอง แม้ว่านางจะต้องทำสิ่งที่ขัดกับหลักการของนาง แต่นางก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อคนที่นางรัก
เส้นทางที่นางเลือกเดิน... มันคือเส้นทางที่ไร้ซึ่งการหวนคืน
เมฆดำบดบังดวงจันทร์จนหมดสิ้น ความมืดครอบคลุมหมู่บ้านไผ่เขียว เหมือนกับเป็ลางบอกเหตุของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เสี่ยวเหลียนลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ มองดูใบหน้าที่หลับใหลของอาเฟยครั้งสุดท้าย แล้วเดินจากไปในความมืด ก้าวแรกสู่เส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของทั้งสองคนไปตลอดกาล
ลมกลางคืนพัดผ่านใบไผ่ ส่งเสียงเศร้าเศร้าใสใส ราวกับเป็เพลงไว้อาลัยแด่ความบริสุทธิ์ที่กำลังจะสูญหายไป และเป็เพลงต้อนรับแด่การเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด