บทที่ 49 เฉินเฉิงเยี่ยสอนหนังสือ
หลังจากวิ่งวุ่นอยู่ทั้งวัน นางก็กลับมาด้วยความผิดหวังทุกคนรู้ว่าที่หมู่บ้านเซินหนี่มีบัณฑิตคนหนึ่ง ที่คิดจะขายน้องสาวตัวเองเพื่อแลกกับอนาคต
แม้ใจของหลินชุนฮวาจะเข้าใจดีว่าเฉินเถียนเถียนไม่เคยมาที่เมืองเลย และนางก็ไม่มีอิทธิพลพอที่จะเผยแพร่ข่าวนี้ไปทั่ว เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่แน่ ๆ แต่ท่านหนุ่มใหญ่ตระกูลหลี่ไม่ใช่คนที่นางจะยุ่งได้หรอก
ดังนั้นในใจของนางจึงกำหนดให้เฉินเถียนเถียนเป็นต้นเหตุ ต้องเป็นนังตัวแสบนี่แน่ ๆ ที่ยั่วยวนคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ จนคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่มาแก้แค้นแทนนางเป็นแน่
นางที่โมโหจัดกลับมาถึงเรือน เฉินผิงอันกำลังอยู่ในห้องของเฉินเฉิน พ่อลูกสองคนคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะเรื่องการเรียนทำให้หลินชุนฮวารู้สึกรำคาญใจยิ่ง
แต่ตอนนี้เฉินเถียนเถียน นังตัวแสบนั่นยังหลบอยู่ในโรงเก็บฟืน แม้แต่มื้อเย็นก็ต้องทำเอง หลินชุนฮวาก็เริ่มไม่พอใจกับสถานการณ์ชีวิตเช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นางเริ่มทำอาหารอย่างไม่มีทางเลือกแต่ในใจก็ยังก่นด่าเฉินเถียนเถียนอยู่เช่นนั้นไม่เสื่อมคลาย เฉินผิงอันดูเหมือนจะปลุกความรู้สึกของพ่อลูกขึ้นมาได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับเฉินเฉิน พ่อลูกสองคนคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่เสียงนี้กลับแปลกหูสำหรับ หลินชุนฮวายิ่งนัก
ในที่สุด อาหารก็เสร็จ หลินชุนฮวาอยากจะวิ่งเข้าไปแยกพ่อลูกสองคนออกจากกันจะแย่อยู่แล้ว
“ผิงอัน มากินข้าวกันเถอะ” เฉินผิงอันหันหลังกลับมาตอบรับ แล้วอุ้มเฉินเฉินนั่งลงที่โต๊ะอาหารด้วยกัน เฉินเฉินกินอาหารอร่อย ๆ จากเฉินเถียนเถียนมาแล้ว พอมากินอาหารที่หลินชุนฮวาทำนี่มันเหมือนอาหารหมูชัด ๆ
แต่ถึงจะไม่อร่อยเพียงใด เขาก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา ได้แต่ก้มหน้าก้มตาตักข้าวกินไม่หยุด ส่วนเฉินผิงอันดูเหมือนจะชินแล้วคอยบอกให้เฉินเฉินกินเยอะ ๆ อยู่ตลอด
“ชุนฮวารีบเตรียมตัวเตรียมใจ อีกสองวันจะส่งเฉินเอ๋อร์ไปเรียนแล้ว” หลินชุนฮวาได้ยินแล้วโมโหมาก ไอ้เด็กนี่มันจะไปเรียนได้เช่นไร ในเมื่อบุตรชายคนโตของตัวเองยังหาอาจารย์ไม่ได้เลย
“เฉินเอ๋อร์ยังเด็กอยู่ จะไปเรียนคนเดียวได้หรือ” หลินชุนฮวาไม่เต็มใจให้เฉินเฉินไปเรียน ในใจมีความเห็นแย้งอยู่ตลอด
“ชุนฮวาตั้งแต่เจ้าแต่งงานเข้ามาในตระกูลเฉิน เจ้าต้องเลี้ยงดูเฉิงเยี่ยให้เรียน ข้าไม่เคยว่าอะไรเลย ตอนนี้ถึงคราวบุตรชายแท้ ๆ ของข้าแล้ว ข้าจะส่งเขาไปเรียนเจ้ากลับขัดขวางไม่หยุด ชุนฮวาเจ้าทำเช่นนี้มันใช่หรือไร”
เฉินผิงอันไม่เคยเอ่ยเช่นนี้กับหลินชุนฮวามาก่อน โดยปกติแล้วเขาจะทำตามคำแนะนำของหลินชุนฮวาเสมอ! จริง ๆ แล้ว ความคิดที่จะให้เฉินเฉินไปเรียนนั้นเป็นพี่ชายของเขาอย่างเฉินผิงเหอที่เข้ามาบอกเขาว่า
‘เฉินผิงอัน ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ส่งคนที่ไม่ใช่บุตรของตัวเองไปเรียนแล้วบุตรในเรือนเจ้าล่ะ’
‘ข้าว่าเฉินเอ๋อร์เป็นเด็กที่นิสัยดีนะ ตอนเฉินเฉิงเยี่ยมาอยู่ตระกูลเฉิน เขาก็โตมากแล้ว ในใจเขาจะมีความรู้สึกต่อท่านมากเพียงไหนกัน สู้เลี้ยงบุตรชายของตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ ดีกว่า ถ้าเฉินเฉินเรียนจนสำเร็จ เจ้าจะไม่น่าเคารพกว่าหรือ’
เฉินผิงเหอก็แค่เจอเขาตอนกลับมาจากทุ่งนาเลยกล่าวเช่นนี้สองประโยคเท่านั้นเอง! แต่ก็เพียงแค่สองประโยคนี้ ทำให้เฉินผิงอันตัดสินใจแน่วแน่ได้แล้ว
หลินชุนฮวารู้ว่าเฉินผิงอันคงจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่มาขอความเห็นจากนางหรอก แต่มาบอกให้นางรู้ถึงการตัดสินใจนี้ต่างหากเช่นนั้น หลินชุนฮวาจึงไม่มีทางเลือก นางจำต้องทำตามวิธีที่เฉินเฉิงเยี่ยบอกนางไว้
“ผิงอัน เฉินเฉินก็เป็นลูกของเราเช่นกันหากท่านต้องการส่งเขาไปเรียนข้าก็ดีใจยิ่งนัก แต่ครอบครัวของเราควรประหยัดสักหน่อย เพราะในอนาคตเมื่อถึงเวลาสอบ เราจะต้องใช้เงินมากข้าคิดว่าตอนนี้ให้พี่ชายของเขามาสอนเขาก่อนจะดีกว่า เฉินเฉิงเยี่ยก็อ่านตำรามาหลายปีแล้วการสอนน้องให้รู้จักตัวอักษรสองสามตัวคงไม่ใช่ปัญหา”
“สองสามปีแรกนี้แน่นอนว่าไม่ต้องรีบร้อนรอให้เฉินเฉิงเยี่ยสอนเขาสองปี เมื่อเด็กรู้จักตัวอักษรแล้วเขาก็สามารถไปเรียนได้อยู่แล้ว” เฉินผิงอันก้มหน้าลงต้องยอมรับว่าความคิดนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามเฉินเถียนเถียนที่อยู่ในโรงเก็บฟืนได้ยินทุกอย่าง นางไม่เหมือนกับเฉินผิงอันที่เชื่อใจหลินชุนฮวาเช่นนั้น
ประการแรกเฉินเฉิงเยี่ยจะต้องไม่ใส่ใจในการสอนเด็กนี่อย่างแน่นอน และมีแนวโน้มสูงที่จะทำแบบขอไปที ท้ายที่สุดแล้ว ทรัพยากรที่มีจำกัด หากแบ่งครึ่งให้เฉินเฉินชีวิตของเฉินเฉิงเยี่ยก็คงไม่สบายเหมือนอย่างเคย
ยิ่งไปกว่านั้นหากเฉินเฉิงเยี่ยตั้งใจสอนเฉินเฉินจริง ๆ เกรงว่าในอนาคตเด็กคนนี้จะมีนิสัยเห็นแก่ตัวเหมือนเฉินเฉิงเยี่ยเป็นแน่ เฉินเถียนเถียนไม่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีเลย เช่นนั้นนางจึงเดินออกมาจากโรงเก็บฟืนทั้งที่นางไม่เคยออกมา
“ท่านแม่ช่างหางานให้พี่ชายทำเก่งจริง ๆ เพียงแต่พี่ชายยุ่งอยู่กับการเตรียมสอบ คงไม่มีเวลามาสอนเฉินเฉินหรอก” นังเด็กนี่เหตุใดถึงได้ออกมาตอนนี้เล่า อดอาหารมาหลายวันยังมีแรงอีกหรือ ช่างเป็นคนต่ำต้อยแต่มีชีวิตที่ยืนยาวจริง ๆ
เฉินผิงอันมีสมองที่ง่าย ๆ อยู่แล้ว กลับไม่ได้สนใจเรื่องที่เด็กสาวออกมาจากโรงเก็บฟืน แต่กลับคิดว่าสิ่งที่เด็กสาวกล่าวมาเป็นความจริง
“ใช่แล้วเฉินเฉิงเยี่ยไม่มีอาจารย์คอยสอน เขาจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการเรียน การให้เขาหาเวลามาสอนเฉินเฉิน อาจจะไม่เหมาะสมนัก”
เฉินเฉิงเยี่ยก็เดินออกมาจากห้องตำราอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเสียงดังจากที่นี่ กลัวว่าท่านแม่ของเขาจะรับปากไป
“ท่านพ่อคิดมากไปแล้ว เพียงสอนเด็กเล็ก ๆ ให้รูตำราเบื้องต้น ข้ารับมือได้อยู่แล้ว”
เฉินเถียนเถียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “แต่มันไม่ใช่แค่รับมือไปวัน ๆ นะ เจ้าต้องใส่ใจจริง ๆ ถึงจะได้”
เฉินเฉิงเยี่ยค่อนข้างดูถูกเด็กสาวผู้นี้ เขามองนางด้วยหางตาแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องมายุ่งหรอก”
เฉินผิงอันกำลังลังเลใจอยู่ หลินชุนฮวาเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าไปกอดแขนเขาแล้วโยกไปมาพลางกล่าวว่า
“ผิงอัน ข้าก็ทำเพื่อครอบครัวนี้นะ”
“เฉินเฉินไม่เคยไปเรียนมาก่อน ไม่รู้จักตัวอักษรสักตัว หากเข้าเรียนไปก็คงถูกอาจารย์หัวเราะเยาะเป็นแน่ สู้อยู่เรือนวางรากฐานให้ดี ๆ แล้วค่อยไปเรียนสร้างชื่อเสียงในภายหลังไม่ดีกว่าหรือ”
หลินชุนฮวาเอ่ยอะไรไปบ้าง เฉินผิงอันไม่ได้ยินแล้ว ในใจของเขามีเพียงความนุ่มนวลที่อยู่บนแขนของตัวเองเท่านั้น เฉินเถียนเถียนหัวเราะเบา ๆ แล้วหันหลังกลับไปยังโรงเก็บฟืนของตน ต่อให้ให้นางอยู่กินข้าวที่นี่ นางก็กินไม่ลงอยู่ดี
เพียงแต่ขณะที่หันหลังกลับ นางกลับเห็นใบหน้าอำมหิตของเฉินเฉิงเยี่ย และสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองเหมือนมีดปักลงบนเฉินผิงอันผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด
ดูเหมือนว่าในใจของเฉินเฉิงเยี่ยไม่เคยรู้สึกขอบคุณพ่อเลี้ยงที่ส่งเขาไปเรียนเลย กลับมีความคับแค้นใจ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ เฉินเถียนเถียนเชื่อว่าตัวเองไม่ได้มองผิด
นี่มันน่าสนุกนัก! เฉินเถียนเถียนคิดไปพลางยิ้มอย่างมีความสุขไปพลาง ท้ายที่สุดแล้วทุกเรื่องที่ทำให้ตระกูลเฉินไม่มีความสุข นางก็รู้สึกว่าดีมาก แม้กระทั่งยินดีที่จะช่วยสนับสนุนอีกแรง