ChewaChamin #เชวาชามีน [MPREG]

    ตอนที่ 2 - ทำความรู้จัก


    "ยินดีต้อนรับกลับค่ะคุณหนู"


    ชามีนพยักหน้าให้กับการโค้งตัวทักทายของคนรับใช้ส่วนตัวที่แสนจะนอบน้อมก่อนมารับกระเป๋าไปถือแทน


    "ผมอยากจะสำรวจให้ทั่วคฤหาสน์หน่อยน่ะ ยังไงช่วยแนะนำทีนะ" ว่าพลางเดินนำขึ้นมายังห้องพักที่อยู่ชั้นสอง


    "ได้ค่ะ แต่ไม่ทราบว่าจะรับของว่างก่อนไปไหมคะ"


    "ไม่ครับ เดี๋ยวขอผมเปลี่ยนชุดสักครู่"


    เปลี่ยนใส่ชุดสบาย ๆ อย่างกางเกงยีนส์ขากระบอกกับเสื้อยืดตัวโครงสีครีม เช็คความเรียบร้อยหน้ากระจกอีกนิดแล้วค่อยเดินออกมาจากห้องแต่งตัว


    "ด้วยความที่คฤหาสน์กว้างมาก ดิฉันจะค่อย ๆ แนะนำทีละสถานที่ให้รู้จักนะคะ"


    "ครับ รบกวนด้วย"


    คฤหาสน์หลังใหญ่ใช่ว่าจะเดินทั่ววันเดียวจบ จึงเริ่มต้นง่าย ๆ ที่ห้องกระจกซึ่งตั้งอยู่ชั้นเดียวกันเดินตรงไปจนสุดทางด้านขวาก็เจอ แต่พอมาถึงกลับเห็นใครบางคนนั่งอยู่ในนั้นแล้วอีกฝ่ายก็ดันหันมาเห็นพอดี


    ชามันที่ตั้งใจจะหลบเลี่ยงยืนนิ่งงันเมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกเดินมาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส หล่อและสวยในเวลาเดียวกันอย่างที่ผู้คนล่ำลือ ไหนจะรูปร่างที่สูงโปร่งไร้ที่ติ หากบอกว่าลอยลงมาจากบนฟ้าก็เชื่อหมดใจ


    "หวัดดี! นายนี่เอง...ผู้เข้าแข่งขันที่มาจากตระกูลพิทักษ์พรเทวา" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทักทาย ดวงตากลมใสมองเขาอย่างตื่นเต้นไร้ซึ่งการดูถูกดูแคลนรูปลักษณ์


    "อ่า... หวัดดี" ชามีนไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดหากแต่พยายามเก็บอาการอันน่าสมเพชเอาไว้


    "ได้ยินว่าอายุเท่ากัน เราชื่อตะวันฉายนะ นายล่ะ!"


    "ชามีน"


    "อื้อ! ชามีนก็จะมานั่งพักผ่อนที่นี่เหมือนกันเหรอ มาสิ...นั่งหลายคนสนุกดี"


    ยังไม่ทันเอ่ยตอบตะวันฉายก็คว้าแขนพลางดึงให้เข้าไปในห้องกระจกด้วยกัน ชามีนจึงใช้โอกาสนี้มองสำรวจโดยรอบ ...ที่นี่เป็๞เหมือนระเบียงที่ครอบคลุมด้วยกระจกรอบด้านสามารถเลื่อนประตูออกไปรับลมที่ระเบียงได้ 


    ของตกแต่งด้านในก็มีโต๊ะ มีโซฟา มีชั้นหนังสือขนาดเล็ก ข้างกันเป็๞ฟูกฟูนุ่มน่านอน ผ้าห่ม แล้วก็หมอนหนุนหลากสีสัน จุดประสงค์คงหนีไม่พ้นเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจซึ่งชามีนรู้สึกชอบมันมาก


    "เราพักอยู่ชั้นบนนี่เอง ชามีนพักอยู่ที่ไหนเหรอ" ตะวันฉายชวนคุย


    "ชั้นนี้... ห้องอยู่สุดทางด้านนั้น"


    "อ๋อ แล้วนี่ชามีนได้เจอพี่เชวาหรือยัง"


    คนถูกถามส่ายหน้าพลางยิ้มอ่อน เป็๞ไปได้ไม่อยากเจอไม่อยากสุงสิงกับใครทั้งนั้นรวมถึงตะวันฉายด้วย


    "งั้นเหรอ แต่เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้เจอกันแล้วแหละ วันนี้ที่ห้องรับประทานอาหารสมาชิกทุกคนจะมารวมตัวกัน"


    ยิ่งฟังชามีนยิ่งอยากหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน จำนวนสมาชิกคงไม่ต่ำกว่าสิบคนตามที่หาข้อมูลมาแน่ อึดอัดรอไว้เลยเพราะแต่ละคนมีความถิอตัวสูงมาก ชอบคือชอบเลย ไม่ชอบคือเกลียดเอาเป็๞เอาตาย


    "ยินดีที่ได้รู้จักนะ ถึงเราจะต้องแข่งกันแต่อย่าถึงกับเกลียดชังกันเลยนะ"


    "เราไม่เคยคิดแบบนั้นอยู่แล้ว"


    "อื้อ ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ"


    บรรยากาศมันประดักประเดิดแบบแปลก ๆ ไม่เชิงอึดอัด แค่รู้สึกทำตัวไม่ถูกมากกว่าเพราะดวงตากลมใสนั้นเอาแต่จับจ้องมา


    "ชามีนเนี่ย... น่ารักจังเลยนะ"


    คนอื่นฟังอาจดูแซะกระแนะกระแหนแต่ชามีนรู้สึกว่าอีกฝ่ายชมจากใจจริง ก็เลยยิ้มรับพลางเอ่ยขอบคุณเสียงเบา


    "ฮะ ๆ ๆ เวลาเขินยิ่งน่ารักนะเนี่ย"


    ปฏิกิริยาของชามีนไม่ได้เขินจนเสียอาการ เพียงแค่เกาแก้มแล้วยิ้มนิด ๆ เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้น่ารักอะไรเลย รอยแผลเป็๞กินพื้นที่กว่าครึ่งซีกของใบหน้าลามลงมาถึงลำคอขนาดนี้เอาอะไรมาน่ารัก


    สุดท้ายก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ชามีนตัดสินใจเอ่ยขอตัวแล้วขอให้ชมพู่พาไปดูที่อื่นต่อ...




    .


    .


    .


    เวลาอาหารเย็นเป็๞อะไรที่ชามีนรู้สึกอึดอัดมากที่สุด ไม่อยากลงไปแต่ก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแค่นั่งรอแม่บ้านขึ้นมาตาม


    "เหมือนโดนตัดหางเลยแฮะ" มองดูหน้าจอมือถือไร้ซึ่งการติดต่อจากครอบครัว 


    โดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ได้แต่คิดหาคำตอบในใจว่าทำไมถึงเป็๞แบบนี้กันนะ เขาทำผิดอะไรนักหนา 


    ก๊อก ก๊อก...


    "ได้เวลาแล้วค่ะคุณหนู"


    เสียงของแม่บ้านส่วนตัวเอ่ยบอกอยู่หลังบานประตู ชามีนลุกขึ้นยืนพลางยัดโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกงก่อนออกไปเผชิญชะตากรรม


    ตามแม่บ้านลงมาที่ชั้นล่างตรงไปยังห้องรับประทานอาหาร หัวใจที่ไม่ได้เข้มแข็งเท่าไรนักเต้นรัวด้วยความกลัว  ได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากด้านในจึงหยุดชะงักอยู่หน้าประตูทันที


    บทสนทนาส่วนใหญ่ออกไปทางชื่นชมตะวันฉายเ๹ื่๪๫รูปลักษณ์และความเฉลียวฉลาด พอเป็๞แบบนี้ชามีนไม่อยากเข้าไปเลย รู้สึกหายใจไม่เต็มปอดแถมมือก็ยังเย็นเฉียบ


    "จะเข้าหรือเปล่า ถ้าไม่ก็ช่วยหลบทางด้วย" 


    ชามีนไม่รู้ตัวจนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มดุดังอยู่ด้านหลังจึงค่อย ๆ หันกลับไปมอง เพราะก่อนหน้านี้หาข้อมูลมาค่อนข้างเยอะพอเห็นหน้าก็เลยรู้ทันทีว่าเป็๞ใคร


    "เอ่อ ขอโทษครับ"


    รีบขยับหลีกทางแต่มิวายมองสังเกตจนอีกฝ่ายเดินผ่านเข้าไปด้านใน ได้ยินเสียงร้องทักทายกันยกใหญ่ ทั้งรูปร่างหน้าตาและท่วงท่าอันสง่างามน่าเกรงขามเหมาะสมกับการขึ้นเป็๞ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปอย่างยิ่ง


    ถึงคราวที่ชามีนเองจะต้องเข้าไปบ้างแล้ว แม่บ้านเป็๞คนเดินเข้าไปแจ้งทุกคนให้ก่อน แน่นอนว่าการมาของเขาทำเอาทั้งห้องอาหารเงียบกริบ ยืนอยู่ข้างนอกยังรับรู้ได้ถึงแรงกดดัน


    "เชิญค่ะคุณหนู"


    ร่างสมส่วนรวบรวมสติและความกล้าก้าวเท้าเดินเข้าไป ภายในห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่และหรูหราแห่งนี้มีสายตากว่ายี่สิบคู่จับจ้องมองมา ใบหน้าแต่ละคนแสดงความรู้สึกแตกต่างกันออกไปแต่ที่เห็นได้ชัดเลยคือไม่ชอบใจ


    "นั่นน่ะเหรอลูกหลานจากตระกูลพิทักษ์พรเทวา"


    "อุ๊ย! ดูหน้าเขาสิ"


    "แผลเป็๞เหรอนี่น"


    "ดูถูกเรามากเกินไปแล้วถึงได้กล้าส่งเด็กอัปลักษณ์นั่นมา"


    "ท่าทางเหลาะแหละไม่ได้เ๹ื่๪๫"


    "เผลอ ๆ สมองทึ่มด้วยมั้งเนี่ย"


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์อืออึงไม่สนใจว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าจะรู้สึกแย่ขนาดไหน ใบหน้าที่ทุกคนลงความเห็นว่าอัปลักษณ์เจื่อนจนแหย มวลท้องจุกขึ้นมาที่ลำคอคล้ายจะอาเจียน ปลายเท้าจิกเกร็งแบบไม่รู้ตัว


    ปึง!


    "หุบปากกันได้แล้ว!"


    เชาวฤทธิ์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะทุบโต๊ะพร้อมตวาดเสียงดังลั่น ทั้งห้องสะดุ้ง๻๷ใ๯รีบสงบปากสงบคำกันทันที


    "แนะนำตัวซะสิ" เขาเอ่ยบอกเสียงดุ นั่งหลังตรงแผ่รังสีอำมหิตพร้อมกวาดสายตามองสมาชิกในตระกูลจึงไม่มีใครกล้าอ้าปากพูดอะไร


    ชามีนที่เห็นว่าคนทั้งห้องเงียบลงแล้วจึงเอ่ยแนะนำตัวเสียงสั่น สายตาไร้ซึ่งความพิศวาสพวกนั้นกำลังกัดกินความมั่นใจให้ร่อยหลอลงไปเรื่ิอย ๆ


    "สวัสดีครับ ผะ.. ผมชามีนครับ เป็๞ลูกชายคนรองจากตระกูลพิทักษ์พรเทวา" บรรยากาศช่างชวนให้อยากวิ่งออกไปอาเจียนเหลือเกิน ดีแค่ไหนที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ไหว


    "เสร็จแล้วก็ไปนั่งที่ซะ" เชาวฤทธิ์ก็ยังถือว่ามีความเป็๞ใหญ่แม้จะไม่ชอบใจแต่ก็ไม่แสดงท่าทีรังเกียจออกมาตรง ๆ เพราะถ้าทำแบบนั้นรับรองเลยว่าชามีนอยู่ที่นี่ลำบากกว่าเดิมแน่


    แต่พอจะเดินไปหาที่นั่งกลับพบว่าไม่มีตรงไหนว่างเลย ราวกับจงใจตัดเขาออกจากมื้ออาหาร ...ชามีนแสยะยิ้มอ่อนใจออกมาอย่างห้ามไม่ไหว 


    ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ต้อนรับเขาสินะ


    "ตายจริง! ไม่มีที่ให้ผมนั่งเลยเหรอครับ บางทีก็ชัดเจนเกินไปรึเปล่า" 


    จากที่กลัวโดนเกลียดแปรเปลี่ยนเป็๞ไม่สนอะไรอีกต่อไปแล้ว สุดท้ายคนที่นี่ก็ไม่ต่างจากคนที่บ้าน พอกันทีกับการถูกทำให้ดูไร้ค่า คนเราจะไร้ค่าได้ก็ต่อเมื่อตัวเองนั้นคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ซึ่งเขาเป็๞แบบนั้นมาตลอด...


    "ยังไงต้องขอตัวก่อนดีกว่าเดี๋ยวเห็นหน้าตาน่าเกลียดของผมนาน ๆ แล้วจะพาลให้ทานอะไรไม่ลงกันเปล่า ๆ"


    เอาเถอะ... ใครจะมองว่าไร้มารยาทก็ตามใจ เขามันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่ อยู่รอวันจากไปเงียบ ๆ ไม่ยุ่งกับใครดีกว่า





    >>>>>>>>>>>>